วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สัมผัสดี สมองดี

ประตูที่มนุษย์ใช้ติดต่อกับโลกภายนอก คือ ประสาทสัมผัสทั้ง 6 ได้แก่ ตาดู หูฟัง จมูกดมกลิ่น ช่องปากลิ้มรส ผิวหนังสัมผัส และความรู้สึกภายใน เพื่อการรับรู้ข้อมูล และเรียนรู้โลกภายนอกตั้งแต่เกิดจนตาย ลูกต้องเรียนรู้ เข้าใจ และฝึกฝนการทำงานของอวัยวะสัมผัสทั้ง 6 นี้ ตั้งแต่ยังเล็ก โดยในช่วงปฐมวัย พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกรู้จักโลกภายนอกผ่านการใช้ “ของจริง” ผ่านอุปกรณ์สิ่งของต่าง ๆ ภายในบ้านที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ให้ลูกได้สัมผัส เพื่อจดจำและ รู้จักวิธีใช้อย่างถูกต้อง รู้ว่าต้อง ทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นอันตราย และจะใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร เรื่องนี้ ต้องยกเว้นอุปกรณ์สิ่งของบางอย่างที่อาจเป็นอันตรายจึงให้ใช้ของจำลองแทนได้
ไหน..ลองมาร่ายดูทีซิว่า พ่อแม่ได้ทำอะไรดี ๆ ดังต่อไปนี้หรือไม่
💕 ชี้ชวนลูกให้ใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ ได้แก่ การมองดู การฟัง การลิ้มรส การดมกลิ่น การสัมผัส รวมถึงการรับรู้ความรู้สึกภายในร่ายกายตนเอง เช่น หิว ง่วงนอน ปวดท้อง ปวดอึ ปวดฉี่
💕 ชี้ชวนให้ลูกฝึกฝนการใช้ประสาทสัมผัส เช่น ปิดตาเดินรอบโต๊ะ คลำของที่อยู่ในภาชนะมิดชิด แล้วบอกลักษณะสิ่งของได้
💕 ชี้ชวนให้ลูกเล่นดินเปียก ทรายแห้ง การเล่นน้ำ การเดินสัมผัสพื้นที่แตกต่างเช่น ดิน หญ้า
💕 ชี้ชวนให้ลูกฝึกสังเกตในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อได้ยินเสียงน้ำหยดให้ไปปิด สัมผัสของนิ่มหรือของเหลว ลิ้มรส และเคี้ยวผัก ผลไม้ที่มีรูปร่างลักษณะทั้งพื้นผิว เนื้อ รสชาติที่ต่างกัน เช่น นิ่ม อ่อน แข็ง
💕 ชี้ชวนให้ลูกรินน้ำ 3/4 แก้ว ถือแล้วเดินเอาถ้วยน้ำมาส่งให้พ่อแม่โดยไม่หก วิ่งหลบสิ่งกีดขวาง รับส่งลูกบอล รับลูกบอลที่กระดอนขึ้นจากพื้น โยนบอลลงตะกร้า และเคลื่อนไหวร่างกายตามสัญญาณที่กำหนด
💕 ชี้ชวนลูกฝึกทักษะการเคลื่อนไหวอย่างปลอดภัย เช่น ย่อเข่าเวลากระโดด ก้มศีรษะเก็บแขนขาเวลามุดหรือลอดใต้โต๊ะหรืออุโมงค์
💕 ชี้ชวนลูกฝึกการใช้กล้ามเนื้อเล็กอย่างประณีต เช่น การต่อบล็อก ต่อซ้อนของตามแบบ เล่นภาพตัดต่อ ใช้แหนบ/มือหยิบเม็ดถั่วที่มีลักษณะขนาดต่างกัน คัดแยกวัสดุอุปกรณ์ที่มีความแตกต่างกัน และหยิบสิ่งของด้วยนิ้วสองนิ้ว
อ้ะ..
ถ้าใครทำได้ครบถ้วนก็สบายใจได้ว่าได้ให้โอกาสลูกได้ฝึกประสาทสัมผัสที่ดีไป พร้อม ๆ กับการโอบกอด และการสัมผัสด้วยรักจากพ่อแม่..ถ้าทำได้อย่างที่บอก สมองของลูกก็มีโอกาสที่จะดีตามไปด้วย
อ้อ..
การเล่านิทานและอ่านหนังสือที่แนะนำ และสอนวิธีการใช้สิ่งของภายในบ้าน ที่ถือเป็นแหล่งข้อมูลเบื้องต้นให้ลูกได้มีภาพของสิ่งของเหล่านี้ในสมอง และเมื่อถึงเวลาสมควร พ่อแม่สามารถแนะนำของจริงให้ลูกจนสามารถทำหรือใช้ได้อย่างถูกวิธีและเหมาะ กับกาลเทศะ

ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

จังหวะที่ดี ทำให้สมองของลูกดีได้

ลูกเรียนรู้เสียงและจังหวะตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ คือ เสียงเต้นของหัวใจแม่ ที่มีเสียงและจังหวะการเต้นอย่างสม่ำเสมอ หรือบางเวลาอาจจะมีจังหวะที่เร็วขึ้น หรือช้าลงบ้าง ลูกจะจำเสียงและจังหวะเหล่านี้ไว้ในสมอง ซึ่งต่อมา เมื่อรู้จักเสียงและจังหวะอื่น ๆ จากโลกภายนอก ลูกก็จะสามารถจำได้ไม่ยาก เพราะสมองมีคลื่นสมองจำนวนมาก ที่ปรากฏขึ้นตามสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปภายในสมอง คลื่นเหล่านี้บางครั้ง อาจช่วยเสริม หรือบางครั้งลดทอนการทำงานของสมอง ลูกจึงต้องเรียนรู้ และฝึกฝนการทำจังหวะ เพื่อถ่ายทอดจังหวะภายในสมอง ออกมาเป็นงานศิลปะ เสียงเพลง เสียงดนตรี หรือการอ่านที่มีท่วงทำนอง
เพลงแรกที่จำได้ว่าแม่ร้องกล่อม คือ เพลงนกเขา
“ นกเอ๋ย นกเขา
ขันแต่เช้าหลายหนไปจนเที่ยง
สามเส้ากุกแกมแซมสำเนียง
เสนาะเสียงเพียงจะงีบรีบระงับ
อันมารดารักบุตรสุดถนอม
สู้ขับกล่อมไกวเปลเห่ให้หลับ
พระคุณท่านซาบซึมอย่าลืมรับ
หมั่นคำนับค่ำเช้านะเจ้าเอย”
แม่มักจะร้องให้ลูกฟังไปพร้อม ๆ กับมือหนึ่งที่โบกพัดสานไล่ยุง ไม่ให้ต้องผิวกายในขณะที่อีกมือหนึ่งเวียนลูบหัว ลูบหลังลูกอย่างเบามือ..ส่งลูกเข้านอนอย่างอบอุ่น ด้วยความละมุนละไม
เสียงที่อ่อนโยน ท่วงทำนองและจังหวะที่นุ่มนวลนั้น คือ เสียงแห่งความรัก เสียงแห่งความเมตตา อาทร และผูกพัน เป็นเสียงที่ไพเราะจับจิตจับใจ…ไพเราะยิ่งกว่านักร้องดัง ๆ คนใด ๆ ในโลกนี้ เพราะสามารถสื่อไปถึงจิตวิญญาณของลูกได้จริง ๆ เสียงและท่วงทำนองแห่งรักอย่างนี้เป็นเสียงที่บ่มสอนให้ลูกทำแต่เรื่องดี ๆ และทำเรื่องยาก ๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่าย และเสียงนี้ เป็นเสียงที่ลูกเชื่อฟัง
แม่ร้องเพลงทุกเพลงด้วยเสียงที่หวานกังวาน ลูกเอื้อนลูกเอ่ยของแม่ แม้ธรรมดา ๆ ไม่ได้ปรุงแต่ง แต่ประทับใจลูกไม่รู้ลืม ฟังกี่ครั้งก็รู้สึกดี นึกถึงทีไรก็อุ่นไปทั้งชีวิต ที่สำคัญ คือ เพลงของแม่ เป็นเพลงที่มีความหมายที่ลึกซึ้ง กินใจ ทั้งถ้อยคำและทำนองเพลง ไม่ว่าจะเป็นจังหวะช้า ๆ ค่อนข้างช้า หรือโจ๊ะ โจ๊ะ ล้วนเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ เร้าใจ ทำให้ลูกของแม่รักเสียงเพลง รักการร้องเพลง แม้เสียงไม่ใสไพเราะอย่างการเวก แต่ก็ร้องลงจังหวะเป๊ะ..เป๊ะ
เพลงของแม่นอกจากจะทำให้ลูกอารมณ์ดีแล้ว ภาษาสวย ๆ ในเพลง ที่เรียงถ้อยร้อยคำตามจังหวะอย่างไพเราะ ทำให้ลูกรุ่มรวยภาษาดี ๆ และมีไว้ใช้ในชีวิตอย่างหลากหลาย
การเล่านิทานและอ่านหนังสือที่มีคำคล้องจอง ที่มีจังหวะในการอ่าน และการทอดเสียง จึงสามารถช่วยเสริมสร้างความจำ และความรู้เกี่ยวกับจังหวะให้กับลูกได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ้ามีการสอดแทรกเรื่องราวของจังหวะในธรรมชาติเข้าไปด้วยก็จะทำให้สมอง ของลูกเกิดพัฒนาได้ดียิ่งขึ้น
รักแม่เป็นที่สุด

ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

รู้ไหมว่า..คุณกำลังออกแบบชีวิตที่สุขหรือทุกข์ให้กับลูกรัก

คุณหมอจิตรา วงศ์บุญสิน..พี่สาวที่น่ารัก บอกว่า สิ่งที่ส่งผลให้เกิดความสุขในชีวิตคนนั้น มี 3 ปัจจัย คือ
50% มาจากพันธุกรรม
10% มาจากสิ่งแวดล้อม
และ 40% มาจากการเลี้ยงดู
พ่อแม่คู่ไหนมีสุข สดใสเบิกบานเป็นนิจ ลูกก็มีทุนความสุขติดไปด้วยครึ่งหนึ่งแล้ว
ที่เบาใจ คลายเครียด คือ ความสุขจากสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่ว่านั้น ..สร้างได้
ต้นทุนแรกในการสร้างความสุขให้ลูกรัก คือ เวลา ความรักและวิธีเลี้ยงดู ดังนั้นพ่อแม่ต้องจัดสรรเวลาและตารางชีวิตของตัวเองให้ลงตัว เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับลูกได้ อย่างมีคุณภาพ ต้องตกลงกันให้ลงตัวว่าเวลาใดเป็นเวลาระหว่างพ่อกับลูก เวลาใดเป็นเวลาระหว่างแม่กับลูก และเวลาใดเป็นเวลาของพ่อแม่ลูก
คนในบ้านต้องให้เกียรติคำพูดของตนเอง เพราะเป็นหนทางในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ก่อความรัก ให้เกิดความเข้าใจต่อกัน
ลองหันไปดูทีซิว่า
คนในบ้าน อยู่กันอย่างดี หรือวัน ๆ จ้องจะจิก จะตีกัน คนในบ้านอยู่อย่างไว้วางใจกัน หรือวัน ๆ เอาแต่หวาดระแวง และคนในบ้านนี่น่ะ สื่อสารกันด้วยท่าที่ทีอ่อนโยนด้วยความรัก หรือสักแต่ว่าพูดไปตามอารมณ์
เรื่องนี้ไม่ต้องบอกละนะว่าประพฤติตนแบบใดที่จะออกแบบความสุขให้ลูกรักได้
ความกังวล และ ความคาดหวัง คือ กำแพงที่ตั้งตระหง่านกั้น ทำความรักจากพ่อแม่ที่ส่งไปให้..ไม่ถึงลูก
พ่อแม่หลายคนวาดหวังว่าลูกต้องเป็นโน่น นั้น นู่น นี่ ต้องเป็นเด็กดี ต้องว่านอนสอนง่าย ต้องเรียนเก่ง ต้องมีน้ำใจ ต้องอดทน ต้องพูดไพเราะ และต้อง..ต้อง..ต้อง อีกร้อยแปดพันเก้า
ที่ว่าต้องนี่นะ ต้องแรก คือ พ่อแม่ต้องหยุดคาดหวังในตัวลูกก่อน เพราะเมื่อคาดหวังแล้วจะเพ่ง เมื่อเพ่งแล้วจะพล่าม เมื่อพล่ามก็จะพากันพัง เพราะลูกม่ายล่ายหลั่งจาย หรอก..เชื่อเถอะ
หันมาเลี้ยงลูกด้วยวิถีรักดีกว่า
ถ้าจะใช้คำว่าต้อง ..ต้องอย่างนี้
ต้องยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็นและไม่ได้เป็น ต้องยอมรับในสิ่งที่ลูกทำ หรือไม่ทำ คือ ต้องรักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข ลูกจะเป็นอย่างไรก็ต้องรัก
ต้องฟังลูกด้วยความว่างเปล่า ฟังอย่างเปิดใจกว้างและวางอคติ ไม่มีคาดเดา ไม่เอาแต่หวาดระแวง
เมื่อลูกเข้ามากอดหน้ากอดหลังนุงนังนัวเนียเป็นแมวสีสวาท ต้องคิดว่าลูกทำด้วย
ความรักอย่างจริงใจ ไม่ใช่คาดเดา เอาซะใหญ่โตว่า..เอ๊ะทำดีผิดหูผิดตาอย่างนี้จะขออะไรอีกล่ะ..หรือทำอะไรผิด มาแน่ ๆ ถึงมาเอาอกเอาใจพ่อแม่อย่างนี่..หมดสุข ..ลูกละเซ็ง
ต้องมองความเป็นไปของลูกในปัจจุบันขณะ อย่าเอาความผิดพลาดจากอดีตและความกังวลในอนาคตมากำหนด ชวนกันทำปัจจุบันให้ดีที่สุดแล้วอนาคตจะดูแลตัวมันเอง เพราะการมีปัจจุบันที่แข็งแรงคือการทำลายกำแพงความผิดหวังในอดีตและความคาด หวังอย่างงมงายในอนาคต
เมื่อลูกทำผิด คิดพลาด พ่อแม่ต้องให้อภัยลูกได้ทุกเรื่อง และไม่มีการขุดเอาเหตุการณ์เก่าขึ้นพูดมาซ้ำย้ำรอยแผลอีก เพราะถ้าพ่อแม่ไม่ให้อภัย ลูกก็จะไม่สามารถลุกขึ้นเริ่มต้นใหม่ได้เลย
เรื่องอย่างนี้ พ่อแม่ต้องอยู่ในตำแหน่งที่จะเป็นจุดยืนแห่งความรักอันมั่นคงให้กับลูกอย่าง ไม่คลอนแคลน พ่อแม่มีสิทธิที่จะเหนื่อยใจ มีสิทธิที่จะบ่น มีสิทธิที่จะท้อ แต่ไม่มีสิทธิถอดใจ เมื่อล้ม ลูกต้องมั่นใจว่ายังมีพ่อแม่เป็นหลักคอยประคองให้ลุกขึ้นใหม่ได้ เมื่อพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า ลูกต้องมั่นใจว่า มีพ่อแม่เป็นแรงคอยหนุนนำ
ที่สำคัญ คือ ต้องสอนให้รู้จักที่จะรักและมองเห็นข้อดีของผู้อื่นให้เป็น เพราะนี่คือการสร้างฐานความสุขอันแข็งแกร่งให้กับลูก เพราะความรักและความภูมิใจในคุณค่าของตัวเองนั้นเป็นเหมือนรากแก้ว ที่จะทำให้ต้นไม้ยืนหยัดได้อย่างมั่นคง แต่ความรักผู้อื่นเปรียบเสมือนรากฝอยที่จะช่วยให้ต้นไม้นั้นเติบใหญ่ได้ อย่างแข็งแรง มีอายุยืนนาน และแตกยอดทอดกิ่งออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
สุดท้ายในตรงนี้..
คำพูดและการกระทำของพ่อแม่ ทำให้ลูกสัมผัสและรับรู้ถึงความรักได้มากที่สุดดีกว่าการพร่ำพูดว่ารักผ่าน ข้อความทางโทรศัพท์ หรือระบบดิจิตอลใด ๆ
ถ้าทำได้..
พ่อแม่ลูกก็จะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขในบ้านที่แสนอบอุ่น..ตลอดกาล

ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ความรักของพ่อแม่ คือ แรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่ของลูก

แม่ทำให้เห็นเสมอว่า..
ความรักลูกจริง ๆ เพราะความรักของพ่อแม่นี้จะเป็นแรงจูงใจให้ลูกอยากทำพฤติกรรมที่พ่อแม่ชมนั้นบ่อย ๆ ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะรู้ว่าพ่อแม่ชอบ
แต่ถ้าลูกทำอะไรบางอย่างแล้วไม่ได้รับความสนใจ หรือไม่ได้มีทีท่าที่บ่งบอกว่ามีความพอใจ ลูกก็จะรู้สึกล้มเหลว ผิดหวัง และจะไม่ทำอีก เพราะไม่รู้ว่าจะทำสิ่งเหล่านี้ไปเพื่อใคร ต้องเข้าใจนะว่าลูกยังเล็กเกินกว่าจะสร้างแรงจูงใจให้กับตนเองได้
การที่พ่อแม่อยู่กับลูก มีเวลาทำอะไรดี ๆ กับลูกโดยมีพ่อแม่เข้าไปช่วยบ้างในขณะที่ลูกกำลังฝึกฝนในการทำบางสิ่งบางอย่างที่ยาก ๆ ช่วยเหลือได้บ้าง แต่ไม่ใช่ทำให้ทั้งหมด พ่อแม่ก็จะเห็นพัฒนาการในด้านต่างๆ ของลูกได้ชัดเจนขึ้น
พ่อแม่ต้องเข้าใจนะว่าลูกเล็ก ๆ นั้นมีความกังวลในเรื่องต่าง ๆ อยู่หลายเรื่อง เช่น กลัวคนแปลกหน้า กลัวเสียงฟ้าร้อง กลัวแสงฟ้าแล่บ พ่อแม่ต้องช่วยทำให้ลูกมีความรู้สึกสบายใจ และคลายกังวัลให้ได้ เพราะจะทำให้ลูกมีความมั่นใจในความรักที่พ่อแม่มีให้กับลูก
ไม่ใช่ว่า..
ฟ้าร้องแม่ก็วี้ด ฟ้าแล่บก็ว้าย อย่างนี้ลูกก็คงขวัญแขวนไปด้วย และรู้ว่าแม่ไม่ใช่เพื่อนพึ่งพิงยามยากแน่
พ่อแม่ต้องอยู่ในตำแหน่งที่จะเป็นจุดยืนแห่งความรักอันมั่นคงให้กับลูกอย่างไม่คลอนแคลน เมื่อล้ม ลูกต้องมั่นใจว่ายังมีพ่อแม่เป็นหลักคอยประคองให้ลุกขึ้นใหม่ได้ เมื่อพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า ลูกต้องมั่นใจว่า มีพ่อแม่เป็นแรงคอยหนุนนำ
เพราะแม่สอนให้ลูกรู้จักที่จะรักและมองเห็นข้อดีของผู้อื่นให้เป็น ลูกจึงมีฐานความสุขอันแข็งแกร่ง
แม่ว่า..
ความรักและความภูมิใจในคุณค่าของตัวเองนั้นเป็นเหมือนรากแก้ว ที่จะทำให้ต้นไม้ยืนหยัดได้อย่างมั่นคง แต่ความรักผู้อื่นเปรียบเสมือนรากฝอยที่จะช่วยให้ต้นไม้นั้นเติบใหญ่ได้อย่างแข็งแรง มีอายุยืนนาน และแตกยอดทอดกิ่งออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
รักแม่เป็นที่สุด

ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป

สอนอย่างไรให้ลูกเป็นคนรับผิดชอบ

แม่สอนเสมอว่า..
ถ้าตอนลูกยังเล็ก ๆ พ่อแม่ไม่สอนให้ลูกช่วยหยิบช่วยจับ ช่วยทำงานบ้าน ทำอะไร ๆ ด้วยตัวเองหรือรับผิดชอบในกิจวัตรของตัวเอง พอโตขึ้นหน่อยจะมาเรียกร้องให้ทำนั้นมันก็ยาก
ถ้าตอนเล็ก ๆ พ่อแม่ไม่สอนให้ลูกทำ พอเข้าวัย 7 – 8 ปีนี่เริ่มเห็นได้ชัดแล้วว่าพอพ่อแม่บอกให้ทำอะไร ลูกก็จะอิดออด หาเหตุที่จะไม่ทำ สั่งอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจซักอย่าง ถ้าเป็นอย่างนี้ สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำให้ได้ คือ การยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็นอย่างที่เป็น ไม่ทำก็ไม่ทำ อย่าดุด่าว่าตี เพราะจะยิ่งทำให้ลูกต่อต้านไม่อยากทำมากขึ้น
ทีนี้แหละ..
พ่อแม่ก็คงต้องมานั่งกอดเข่าปรึกษากันว่าจะหาทางช่วยให้ลูกมีความรับผิดชอบมากขึ้นได้อย่างไร จะเริ่มต้นตรงไหนจึงจะไม่ช้าและสายเกินไปกว่านี้
แรกเลยพ่อแม่ก็ต้องมาดูว่า มีงานอะไรบ้างที่ลูกสนใจ..
พ่อแม่ต้องสังเกตความสนใจของลูก แล้วกำหนดให้ชัดเจนว่า อะไรเป็นหน้าที่ที่ลูกต้องทำ
ซึ่งเรื่องนี้ต้องเข้าใจและทำใจไปพร้อม ๆ กันนะว่า แรก ๆ ก็อย่าไปตั้งความหวังว่าลูกจะลุกขึ้นมาทำ เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เคยให้ลูกทำมาก่อน จะให้ลูกลุกขึ้นมาอย่างเต็มอกเต็มใจจึงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าด่วนตำหนิ บ่นก่นว่า แต่ให้ใช้วิธีการเตือน และการเตือนนี่ต้องประคองเสียงของตัวเองดี ๆ นะ ต้องใช้น้ำเสียงที่เป็นการเตือนจริง ๆ ไม่ใช่ใช้เสียงประชดประชัน แดกดัน อย่างนั้นคงไม่ช่วยให้ลูกลุกขึ้นมาช่วยทำอะไรได้
เตือนด้วยน้ำเสียงตามปกติ..
บอกให้ลูกรู้ว่าถึงเวลาที่ต้องทำแล้วนะ ถ้าลูกไม่ยอมขยับ ก็อาจจะต้องจูงมือลูกออกมา แต่ก็ต้องดูด้วยว่านะลูกกำลังทำอะไรอยู่ ถ้าลูกกำลังเล่นอย่างสนุกสนาน ไปดึงออกมาทันที ลูกคงหงุดหงิดติดใจ โมโหมาก เพราะเขากำลังสนุกอยู่กับของเล่นของเขา ก็ยืดหยุ่น ให้โอกาสลูกเล่นต่อสักครู่ แล้วบอกลูกว่า แม่หรือพ่อจะอนุญาตให้เล่นต่ออีกสักพักหนึ่ง แล้วลูกต้องทำนะ จากนั้นเมื่อถึงเวลาก็มาดู
และเมื่อมาดูแล้วลูกยังไม่ทำ ก็จับมือลูกลงมือทำด้วยกัน ณ เดี๋ยวนั้นเลย
การปรับพฤติกรรมลูก พ่อแม่ต้องไม่เล็งผลเลิศว่าต้องได้ดั่งใจ..
ต้องเริ่มต้นด้วยงานเล็กๆ น้อย ๆ ที่ขอให้ลูกทำอย่างสม่ำเสมอ และทำให้ลูกรู้ว่า เวลาที่ลูกทำงานเหล่านี้ พ่อแม่ชื่นชม แล้วจึงค่อย ๆ มอบหมายให้ลูกรับผิดชอบ
เพราะแม่เข้าใจ..
ลูกทำได้บ้าง ผิดพลาดไปบ้าง แม่ก็ไม่โกรธแต่ให้โอกาสลูกได้ทดลองทำใหม่จนชำนาญ ลูกจึงทำได้และทำดี มาจนทุกวันนี้
รักแม่เป็นที่สุด

ลูกสับสนกับความเป็นคนฉลาดแกมโกง

มีแม่ที่น่ารักคนหนึ่ง ถามด้วยความกังวลใจว่า หลานสาว อายุ 10 ขวบ มีความเชื่อว่าการฉลาดแกมโกง เป็นเรื่องที่ควรทำเพราะใคร ๆ ก็ทำกัน พ่อแม่ของหลานสาว ก็ไม่ว่าอะไร แถมยังหัวเราะชอบใจ ที่ลูกสาวไหลลื่นได้ดีอย่างนี้ ทำให้ลูกชายวัย 9 ขวบของแม่ถึงกับงง เพราะแม่สอนให้ซื่อสัตย์ โตไปต้องไม่โกง ลูกเลยไม่เข้าใจ และดูสับสน
แม่บอกเสมอว่า..
ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดเป็น "นิสัย" ของคนนั้น ครึ่งหนึ่งมาจากพันธุกรรม อีกครึ่งหนึ่งมาจากสิ่งแวดล้อม และการเลี้ยงดู ซึ่งการเลี้ยงดูนี่สำคัญพอ ๆ กับพันธุกรรมด้วยซ้ำไป
ดังนั้น..
ถ้าพ่อแม่อยากให้ลูกมีนิสัยอย่างไร ก็ต้อง "ทำอย่างนั้นให้ลูกเห็น เป็นอย่างนั้นให้ลูกดู" นั่นหมายถึง ถ้าพ่อแม่ไม่อยากให้ลูกฉลาดแกมโกง ก็ต้อง "ไม่ทำให้ลูกเห็น ไม่เป็นให้ลูกดู" เพราะพ่อแม่สามารถสร้างนิสัยถาวรของลูกได้จากการเลี้ยงดูจริง ๆ
แม่ว่า..
การปลูกฝังสิ่งดี ๆ ให้กับลูกในทุกเรื่องต้องทำตั้งแต่ลูกยังเล็ก ใช้วิธีการสอนแบบง่าย ๆ ตามวัยอย่างไม่เร่ง อย่าคิดว่าลูกยังเล็ก คงยังไม่เข้าใจ หลาย ๆ เรื่องที่พ่อแม่รอไปสอนตอนโต บางอย่างมันแย่..แก้ไม่ทันแล้ว สายเกินแก้แล้ว
เรื่องอย่างนี้จึงต้องสอนให้ลูกรู้ว่า..
ใครจะทำอะไร ลูกคงบังคับเขาไม่ได้ แต่ลูกต้องรู้และแยกแยะได้ว่าว่าอะไรดี อะไรชั่ว อย่ามัวมานั่งสับสนกันคนอื่นที่เขาทำไม่ดีแล้วได้ชัยชนะ ในขณะที่ลูกทำดีแล้วไม่ได้หรือพ่ายแพ้
ลูกต้องไม่ท้อและหยุดทำดี เพียงเพราะคนอื่นทำไม่ดี เรื่องนี้พ่อแม่ต้องมีจุดยืนที่มั่นคงในการสอนลูกเรื่องความซื่อสัตย์..ไม่คด ไม่ปด ไม่โกง
ปลูกฝังง่าย ๆ ให้ลูกเข้าใจผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ถ้าจะเล่นกับพี่ ๆ น้อง ๆ หรือเล่นกับเพื่อน ลูกต้องเคารพกติกา เล่นตามข้อตกลงที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ ต้องรู้แพ้รู้ชนะ ไม่เอาการแพ้หรือชนะเป็นตัวตั้ง ให้เอาความสนุกสนานและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันเป็นตัวตั้ง ไม่โกงเวลาในการเล่น ไม่โกงทีเพื่อนเผลอ ไม่ก้าวล่วงสมาธิของเพื่อนเวลาเล่น ต้องรู้ว่าของเล่นชิ้นไหนของเขาชิ้นไหนของเรา ถ้าลูกอยากเล่นของเพื่อก็สามารถยืมได้ ถ้าเพื่อนให้ก็เล่น และเมื่อเล่นเสร็จแล้วก็ต้องคืน แต่ถ้าเพื่อนไม่ให้ก็ต้องยอมรับโดยดี ไม่มีขุ่นข้องหมองใจ ไม่เจ็บใจ ไม่ผูกพยาบาทมาดร้าย
แม่ว่า..
อย่าคิดว่าโกงนิดโกงหน่อยนี่เป็นเรื่องเล็ก ๆ เพราะคนส่วนใหญ่ที่โกงเรื่องใหญ่ ๆ นั้น ก็มักจะเริ่มโกงจากเรื่องเล็ก ๆ อย่างนี้มาก่อน ดังนั้น จึงต้องสอนให้ลูกละอายแก่ใจนับแต่แค่คิดจะโกง
ที่สำคัญ คือ พ่อแม่ต้องไม่ให้ค่ากับคนโกง และสอนให้ลูกไม่ให้ค่ากับคนโกงด้วย
เพราะพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ลูกจึงไม่คิดโกง
รักพ่อรักแม่เป็นที่สุด

พ่อแม่มึงมา ลูกก็เลยพาโวย

มีแม่ที่น่ารักคนหนึ่งถามด้วยความกังวลว่าจะทำอย่างไรดี ลูกชายวัย 9 ปีพูดจาไม่เพราะ มึงมาพาโวย เหี้ยห่าสารพัดสัตว์ติดอยู่ที่ริมฝีปากตลอด กับพ่อแม่ก็ไม่มีหรอกนอกจากเผลอ กับเพื่อนนี่ พี่เลี้ยงนี่..ฟังแล้วขนลุกเลย ถามไถ่จนได้ความว่า พ่อเป็นคนปากเปราะ พูดจากระโชกโฮกฮาก แม่ชอบดูละครทีวีที่เหวี่ยงวี้ด กรี๊ด ด่า ลูกเลยอยู่กับสิ่งเหล่านี้มาแต่เล็ก
ขอตอบแบบไม่เกรงใจเลยนะจ๊ะว่า..
เรื่องนี้แทบไม่ต้องตอบอะไร เพราะมันก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว..
ถ้าพ่อแม่เป็นต้นแบบที่ดีลูกก็จะดีตามได้ แต่ถ้าพ่อแม่สร้างต้นทางที่เลวและเสื่อมอย่างนี้จะให้ลูกดีก็ดูจะยาก ก็พ่อแม่สร้างทุนชีวิต สร้างกรรมใหม่ที่หยาบคายอย่างนี้ให้กับลูกแล้วจะไปโทษใครได้
เบื้องต้น..
ทำได้ไหมล่ะ ถ้าจะบอกให้พ่อแม่สร้างกติกาว่าในบ้านนี้ ต้องไม่มีคนพูดจาหยาบคาย
เมื่อตั้งแล้ว พ่อแม่ต้องทำตามกติกาด้วยนะ เพราะถ้าพ่อแม่ยังใช้ชีวิตตามความเคยชิน พูดแรง มีกิริยาแรง จนถือว่าเป็นเรื่องปกติ..ลูกเห็น ลูกก็เลย เอาอย่าง
ตรงนี้สำคัญ..
ถ้าพ่อแม่เป็นคนหยาบคาย จะสอนให้ลูกเป็นคนสุภาพก็คงเป็นเรื่องยาก เพราะพฤติกรรมของพ่อแม่ล้วนมีผลต่อพฤติกรรมของลูกทั้งสิ้น
แม่สอนเสมอว่า..
คนที่พูดจาสุภาพ ไพเราะหู มักจะทนไม่ได้กับคนที่พูดจากระโชกโฮกฮาก หยาบคาย..ไม่สุภาพ
พ่อคนแม่คนก็เช่นกัน..
ถ้าเป็นคนที่พูดจาสุภาพ ไพเราะหู มักจะทนไม่ได้กับลูกที่พูดจาหยาบคาย..ไม่สุภาพ
เมื่อไรที่ลูกพูดจาหยาบคาย มึงมา พาโวย..ไม่สุภาพ หยาบโลน
หน้าที่ของพ่อแม่ก็คือ..ต้องอบรมบ่มสอนลูกให้ใช้วาจาที่สุภาพ
แม่มีคำที่ใช้กระตุกปากลูก ที่พูดจาอย่างคะนองปาก และได้ผลทุกครั้ง คือ..
"บ้านเรามีแต่คนพูดจาดี ไม่มีความหยาบคาย..ถ้าลูกจะพูดคำที่ไม่สุภาพ หยาบคาย อย่ามาพูดในบ้านเด็ดขาด..แม่ไม่ชอบ "
เสียงธรรมดา นิ่ง ๆ แต่จริงจังของแม่ ปิดปากให้ลูกกลืนคำหยาบคายลงไปได้จนหมดสิ้น
แม่บอกว่า..
ถ้าพ่อแม่เป็นคนหยาบคาย มึงมาพาโวยเป็นนิสัย ครั้นจะไปสอนให้ลูกพูดจาไพเราะรื่นหูก็ยาก เพราะจะสอนก็สอนได้ไม่เต็มปาก เกรงว่าลูกจะศอกกลับมาหน้าหงาย..อายลูกเปล่า ๆ พ่อแม่ที่หยาบคายหลายคนเลยสู้นิ่งไว้..ไม่กล้าสั่ง ไม่กล้าสอน บ้านก็เลยกลายเป็นสุสานคำหยาบ..เป็นคำพูดติดปาก
แม่บอกเสมอว่า..
"คำพูด" เป็นกุญแจอีกดอกหนึ่งที่ "เปิดใจ" ใคร ๆ ให้รับลูกหรือ "ปิดใจ" ใคร ๆ ให้เมินลูกได้เช่นกัน แม่จึงเป็นผู้นำทำบรรยากาศในบ้านให้มีแต่ความสุภาพ ลูกจึงหยาบไม่ได้
รักแม่เป็นที่สุด

กายดี..สมองไม่มีขาย ลูกใครอยากได้ พ่อแม่ต้องทำเอง

พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจว่า..
อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายที่เป็นส่วนสำคัญในการหล่อเลี้ยงสมอง และ ทำให้สมองเติบโตไปตามวัย ทำหน้าที่อย่างเป็นระบบ เป็นไปตามจังหวะของเวลา และภาวะของลูกในแต่ละวัย
นั่นหมายถึงพ่อแม่ต้องบำรุงร่างกายของลูกให้มีสัดส่วนพอดี ไม่ผอม หรือ อ้วนเกินไป ด้วยการให้อาหารครบ 5 หมู่ น้ำ อากาศบริสุทธิ์ แสงแดด และ การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมตามวัย
ต้องรู้นะว่า..
ลูกวัยเล็ก ๆ ต้องมีการเคลื่อนไหวมาก ๆ เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างร่างกายให้สามารถเล่น ทำกิจวัตรของตนเอง ทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเองและช่วยทำงานบ้านที่ง่าย ๆ ตามวัยได้แล้ว ลูกยังใช้การเคลื่อนไหวเพื่อเรียนรู้โลกภายนอก รวมทั้งการทดลองใช้ร่างกายและสมองในการจัดการกับโลกรอบตัว
คิดง่าย ๆ..
ถ้าลูกมีสุขภาวะทางกายด้วยการเคลื่อนไหวที่ดี แข็งแรงสมบูรณ์ เจริญเติบโตตามวัย จะทำให้ลูกมีพัฒนาการด้านอื่น ๆ ทั้งทางด้านอารมณ์ สังคม การคิดและสติปัญญา ภาษา จริยธรรมและการสร้างสรรค์ดีตามไปด้วย
ดังนั้น..
การให้ลูกคืบ คลาน กลิ้ง มุด มอด ลอด ไต่ ปีน ม้วนตัว หรือกระโดด
การชวนลูกไปออกกำลังกายในบ้าน ในสนามเด็กเล่น หรือสวนสาธารณะ
การชวนลูกเดินทรงตัวบนขอนไม้ เล่นการละเล่นไทย ๆ เดินหลบหลีกสิ่งของที่กีดขวาง เดินบนพื้นผิวที่ต่างกัน
การชวนลูก ให้ฝึกฝนทักษะการใช้ร่างกายทีละข้าง
นอกจากลูกจะได้รับความสนุกสนานบันเทิงใจแล้ว ลูกยังได้ฝึกฝนและพัฒนาร่างกายไปพร้อม ๆ กันด้วย
ไหน..พ่อแม่คนไหนทำกิจกรรมดังต่อไปนี้กับลูกบ้าง
ลองเช็คดูทีซิว่าว่าทำมากน้อยแค่ไหน..สอบได้หรือสอบตก
อ้อ..
การหาหนังสือดี ๆ มาอ่านให้ลูกฟังก็เป็นหนทางที่ดี ทำให้ลูกมีสุขภาวะทางกายกายดีและสมองดีได้ เพราะสามารถใช้หนังสือเป็นช่องทางในการสอนลูกให้รู้จักร่างกายของตัวเอง ให้เข้าใจวิธีการทำงานอย่างง่าย ๆ ตลอดจนเรียนรู้ถึงสิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ เพื่อบำรุงรักษาร่างกายให้แข็งแรง ยืนยาวไปตลอดอายุขัย
เพราะแม่รักลูก จึงให้โอกาสลูกได้ทำทุกอย่างดังกล่าวข้างต้น
ลูกจึงเป็นคนที่ "กายดี สมองดี"
รักแม่เป็นที่สุด

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วางใจไว้ที่บ้าน

หนุ่มหนึ่งกลับบ้านหลังดื่มจนตัวเบา
พอเข้าบ้าน เปิดไฟ ร้องเรียกเมีย ไร้เสียงขาน ก้มหน้าพบหนังสือขอหย่าบนตู้รองเท้า
หนุ่มงง ไม่นึกว่าเจ้าหล่อนจะเอาจริง
ผัวเมียทะเลาะกันบ่อย อย่างมากหล่อนเพียงงอนไม่พูดด้วย หรือกลับบ้านแม่ไปสักพัก
จากนั้นก็คืนมาเป็นปกติ
ทว่าครั้งนี้ เรื่องไม่เล็กเสียแล้ว
เมียบอกให้เขาไปงานประชุมผู้ปกครองของลูกสาว
เขาบอกว่างานยุ่ง ไม่มีเวลา
เมียว่ายุ่งอะไรทั้งวัน ไม่เคยใส่ใจฉันกับลูกเลย

เราเลิกกันแล้วกัน
หนุ่มไม่คิดว่าจะมีปัญหา
เขาถือว่าต้องเห็นงานสำคัญกว่าครอบครัวและที่ยุ่งวุ่นนั้นก็เพื่อบ้านนี้ไม่ใช่หรือ
ตนไม่ได้ทำอะไรผิด
แต่ในนาทีนี้ บ้านว่างเปล่าเงียบเชียบไร้ลูกไร้เมียนี้มันช่างไม่เป็นบ้านเอาเสียเลย
ความสำเร็จของเขา ถ้าไม่มีเมียร่วมปันก็ไร้ความหมาย
วันรุ่งขึ้นเขาไปเยี่ยมพ่อแม่ ทั้งสองงงมาก
ถามว่าทำไมมีเวลากลับบ้าน
คงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรอกนะ? ทะเลาะกับแม่อีหนูหรือ?
คำถามเป็นชุดทำให้เขาละอาย
เขาคงกลับบ้านน้อยเกินไปกระมัง?
แต่พ่อแม่ตื่นเต้นยินดีกันมาก พ่อรีบออกไปจ่ายตลาด แม่อยู่บ้านนั่งคุยกับเขา หาขนมถั่วต้มให้กิน
แต่ไม่ทันนั่ง เสียงโทรศัพท์ดัง
เขาได้ยินเสียงพ่อดังลอดมาจากโทรศัพท์ว่า
"ลืมบอกไป ชาเก๊กฮวยน้ำผึ้งที่ชงไว้ให้น่ะ อยู่บนธรณีหน้าต่าง เธอรีบดื่มซะ เดี๋ยวจะเย็น"
แม่วางหู ดื่มชาไปอึกเดียว โทรศัพท์ดังอีก พ่อนั่นแหละ
"เราต้องจ่ายค่าน้ำแล้วใช่ไหม? ฉันลืมเอาบิลม ช่วยบอกเลขบิลให้หน่อย จะแวะไปจ่าย"
วางหูไม่ทันไร พ่อโทรฯ มาอีก เสียงดีใจทีเดียว
"เธอชอบกินปลาสีนวลใช่ไหม เดี๋ยวซื้อไปให้นึ่งกิน"
ยี่สิบนาที พ่อโทรฯ 3 ครั้ง
แม่ก็รับและคุยอย่างไม่รู้หน่าย
เขาอดบ่นไม่ได้ว่า ทำไมพ่อจุกจิกขึ้นทุกที? ไม่เห็นมีเรื่องอะไรที่จำเป็นต้องโทรฯ กลับมาบอกไม่ได้หรือ?
แม่ยิ้มแล้วพูดว่า "เด็กโง่เอ๊ย เจ้าจะไปรู้ใจพ่อได้ไง?
แกไม่ได้จุกจิก แต่แกวางหัวใจไว้ที่บ้าน มีที่ฝากฝังมีความห่วงหา จึงได้โทรฯ ครั้งแล้วครั้งเล่า
ตัวพ่ออยู่นอกบ้าน แต่ใจอยู่ในบ้าน
เรื่องในบ้านไม่มีใหญ่เล็ก ทุกอย่างล้วนห่วงใย
เจ้าอย่าคิดว่าเอาเงินเข้าบ้านก็พอ
บ้านไม่ใช่ที่ที่วางเงิน แต่เป็นที่ที่วางใจ มีแต่เอาใจวางไว้ที่บ้าน ความรักกับความสุขจึงจะอยู่ที่บ้าน
เจ้าเข้าใจไหม?"
เขาเห็นสายตาลึกล้ำของแม่ เข้าใจในบัดดล
คิดถึงตนเอง ไม่เคยโทรศัพท์กลับบ้าน
แม้แต่เมียโทรฯ หาก็รีบตัดสาย
คิดถึงที่ตัวเองไปงานไปกินกับหัวหน้ากับเพื่อนร่วมงานจนดึกดื่น
ไฟที่บ้านก็สว่างคอยเขาจนดึกดื่น แต่เขาไม่เคยคิดถึงความเดียวดายของเธอ
ลูกอายุหกขวบ ขอให้เขาพาเที่ยว แต่คำมั่นสัญญาของเขาไม่เคยเป็นจริง
เพราะงานยุ่ง หรือเพราะว่าไม่เคยเอาใจวางไว้ที่บ้านเล่า?
คืนนั้น เขาไปรับเมียกลับ เธอรีรอไม่ยอมกลับ
เขารีบอธิบายว่า จะไม่เป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว ก่อนนี้ฉันละเลยเธอ ละเลยบ้านของเรา
ฉันคิดว่าเพียงแค่ส่งเงินให้ไม่ขาดก็จะรับประกันความสุขของเรา แต่ฉันเกือบทำความรักหล่นหาย
ต่อไปนี้ ฉันจะเอาใจวางไว้ที่บ้าน เอาบ้านวางไว้ในใจ เธอกลับบ้านกับฉันเถอะนะ?
เมียไม่ตอบ ค่อยๆ เดินเข้าหาเขา น้ำตาร่วง
ถูกต้องแล้ว บ้านคือที่วางใจ คือที่รองรัก
งานยุ่ง ไม่อาจเป็นเหตุผล ใจอยู่ รักอยู่ มีห่วงมีใย ความสุขจึงเกิดได้ ไม่เสื่อมสลาย
ขอบคุณเจ้าของเรื่องราวที่แบ่งปัน

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ที่ว่ารักลูกน่ะ..แสดงออกได้ถูกรึเปล่า

แม่เคยบอกเสมอ ๆ ว่า..
พ่อแม่ต้องแสดงออกให้ลูกรู้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งว่าพ่อแม่นั้นรักลูกมากแค่ ไหน ไม่ใช่เก็บงำอมพะนำไว้ เพราะคนทุกคน..ไม่ว่าใคร ๆ ก็ต้องการความรัก ไม่ใช่เฉพาะเด็ก ๆ หรอก เพราะความรักนั้นชูใจให้อยากใช้ชีวิตต่อไปอย่างแช่มชื่น
แต่สำหรับลูกเล็ก ๆ แล้ว ต้องการความรักที่พอดี ๆ ไม่มากจนล้น ไม่พร่องจนว้าเหว่ เพราะความรักของพ่อแม่นั้นมีความสำคัญต่อพัฒนาการของลูกเป็นอย่างมาก
ความรักจะช่วยในการกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการให้กับลูกเป็นอย่างดี ดังนั้น การที่พ่อแม่มีความรักต่อลูกจึงต้องแสดงออกให้ลูกได้รับรู้ว่าพ่อแม่นั้นรัก ลูกมากมายเพียงไร ดั่งคำโบราณที่กล่าวขานไว้อย่างแจ่มจัดชัดแจ้งว่า..
"รักลูกปานแก้วตาดวงใจ"
"ก็เพราะรัก พ่อแม่จึงจูบจอมถนอมเกล้า เฝ้ากล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูลูกเป็นอย่างดี"

การแสดงออกว่าพ่อแม่รักลูกนั้นสามารถทำได้ในหลายรูปแบบ ทั้งการพูดคุย การเล่น การกอด การสัมผัส การปฏิบัติดี ซึ่งพ่อแม่สามารถทำทุกอย่างที่ว่าได้ตั้งแต่ลูกแรกเกิดเลยทีเดียว
การพูดคุยกับลูก..
ลูกอาจไม่เข้าใจเนื้อหาทั้งหมด แต่ลูกสามารถสังเกตเห็นการสื่อสารที่ผ่านทางแววตา ท่าทางหรือหน้าตาของพ่อแม่ทำให้ลูกได้รับรู้ว่ามีความรักหรือมีความผูกพัน อยู่ทุกการกระทำ
อ้อ..
เรื่องนี้พ่ออย่ายอมให้แม่ทำอยู่คนเดียวนะ พ่อเองก็ต้องเริ่มสะสมไมล์แห่งความรักกับลูกตั้งแต่ลูกยังเล็กเหมือนกัน ไม่เช่นนั้น พอลูกโตขึ้นจะไม่ฟังพ่อ จะรอแต่แม่คนเดียว
เรื่องนี้..พ่อแม่ต้องจัดสรรเวลาและตารางชีวิตของตัวเองให้ลงตัว เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับลูกได้อย่างมีคุณภาพ ต้องตกลงกันให้ลงตัวว่าเวลาใดเป็นเวลาระหว่างพ่อกับลูก เวลาใดเป็นเวลาระหว่างแม่กับลูก และเวลาใดเป็นเวลาของพ่อแม่ลูก
การเล่นก็เป็นการแสดงออกถึงความรักที่พ่อแม่มีต่อลูก..
การที่พ่อแม่ให้เวลาในการเล่นร่วมกับลูก นอกจากจะทำให้ลูกเกิดความสุข สนุกสนานเพลิดเพลินแล้ว ลูกยังจะได้รับรู้ถึงความรักที่พ่อแม่มีต่อลูกอีกด้วย
การสัมผัสที่มีความนุ่มนวลก็คือความรัก..
ไม่ว่าจะเป็นการอุ้ม การโอบกอด หรือการหอมแก้มลูกเบา ๆ จะทำให้ลูกรับรู้ความรู้สึกที่ผ่านทางการสัมผัสว่า พ่อแม่ห่วงใยรักใคร่ในตัวลูกมากแค่ไหน
เพราะพ่อแม่ทำทุกอย่างดังกล่าวข้างต้น ลูกจึงเติบโตเป็นคนที่มีพ่อแม่อยู่ในหัวใจเสมอ ลูกจึงทำเลวไม่ได้ เพราะกลัวว่าพ่อแม่จะเสียใจ
รักพ่อรักแม่เป็นที่สุด

ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อยากให้ลูกประสบความสำเร็จ ต้องไม่แค่อยาก แต่พ่อแม่ต้องลงมือทำ

แม่สอนเสมอว่า..
ถ้าลูกอยากประสบความสำเร็จ ลูกต้องมีความมุมานะต่อสิ่งที่ทำ ถ้าลูกยังเล็กลูกต้องมุมานะในเรื่องการเรียน ลูกต้องมีใจรักในการเรียน เพราะหากใจลูกไม่รักในการเรียนเสียแล้ว ก็คงยากที่จะมีแรงจูงใจที่นำไปสู่ความสำเร็จ
ต่อเมื่อลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ลูกก็ต้องมุมานะในเรื่องการทำมาหากิน ลูกต้องมีใจรักในการงาน เพราะหากใจลูกไม่รักในการงานเสียแล้ว ก็คงยากที่จะมีแรงจูงใจที่นำไปสู่ความสำเร็จ..เช่นกัน
สิ่งแรก คือ ลูกต้องมีสมาธิ..
เมื่อลูกมีสมาธิอยู่กับสิ่งที่ทำ ลูกจะทำสิ่งต่าง ๆ จนสำเสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน ด้วยวิสัยของนักต่อสู้ ที่ใจจดใจจ่อกับการทำงาน ลูกต้องผ่านการฝึกฝนให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อตนเอง หรือทำอะไรด้วยตัวของเขาเองจนสำเร็จ คือ จุดเบื้องต้นที่ทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่าตนเองมีความสามารถ ต่อเมื่อลูกได้รู้จักช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว จึงค่อย ๆ ดูแลตนเองในการทำกิจวัตร ไม่ต้องเป็นภาระให้แก่พ่อแม่ ต่อจากนั้น จึงเริ่มช่วยแบ่งเบาภาระงานในบ้าน
แล้วไง..
ประเภทที่พ่อแม่ทำให้ลูกทุกอย่าง กระทั่งโต แล้วจะมาอยากนี่..ก็มากเกินไปมั้ง
สิ่งที่ 2 คือ ลูกต้องมีความอดทน
ความอดทนในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้แล้วลุ เมื่อเกิดข้อผิดคิดพลาดขึ้น ลูกก็ต้องทนต่อความรู้สึกเหล่านี้ได้ เมื่อล้ม ก็ลุกขึ้นมาใหม่ แล้วเดินต่อไปได้..ไม่ท้อง่าย ๆ
แล้วไง..
ไอ้ประเภทลูกรักที่ถูกประคบประหงมนั่นนิดก็ไม่ได้ นี่นิดก็ไม่ไหว แล้วจะมาฝั่นใฝ่ให้ลูกประสบความสำเร็จ..ก็ดูจะลางเลือนอยู่นะ
สิ่งที่ 3 คือ ลูกต้องมีวินัยในตนเอง
เพราะการมีวินัยนั้นจะช่วยให้ลูกประคับประคองชีวิตให้เดินไปบนเส้นทางที่ ลูกจะเดินไปข้างหน้าได้ตลอดรอดฝั่ง ตามที่ลูกต้องการ
นั่นหมายถึง ลูกต้องมีความมุ่งมั่น และอดทนต่อสิ่งเย้ายวนให้ได้
แล้วไง..
พ่อแม่ที่สอนให้ลูกใช้ชีวิตเร็ว ๆ ล่ก ๆ ลวก ๆ อยู่กับหน้าจอ ใช้ชีวิตแบบหยาบ ๆ แล้วจะมารอความสำเร็จของลูก..คิดดูเอานะว่าจะเป็นไปได้อย่างไรกัน
สิ่งที่ลูกต้องมีด้งกล่าวข้างต้น..ไม่ใช่แค่อยาก
แต่พ่อแม่ต้องฝึกให้ลูกดูแลตัวเอง ช่วยเหลือตัวเอง ทำอะไร ๆ ด้วยตัวเอง และ มีความรับผิดชอบต่อตัวเองพร้อมเรียนรู้อยู่เสมอว่าอะไรควรทำอะไร ไม่ควรทำ
เพราะแม่ทำให้เห็น เป็นให้ดู และสอนให้รู้ ลูกจึงทำให้แม่เห็น และเป็นคนที่ประสบความสำเร็จให้แม่ดู
รักแม่เป็นที่สุด

ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

รักลูกให้ถูกทาง


แม่บอกลูกเสมอว่า..
ณ วันที่แม่มีลูก เป็นวันที่พ่อแม่ตั้งใจในการใช้ชีวิตให้ดี..ดีในทุก ๆ ด้าน เพราะมุ่งหวังให้ลูกนั้นมีต้นแบบที่ดีในรายทางชีวิตที่ต้องเดิน
ทั้งพ่อและแม่คิดดี พูดดี ทำดี โดยการทำให้ลูกเห็น เป็นให้ลูกดู เพื่อลูกจะได้มีต้นแบบในการสร้างต้นทุนชีวิตที่ดี มีความเข้มแข็ง อดทน ไม่ว่าชีวิตจะอยู่ที่ไหน จะไปทางใด ขรุขระ ราบเรียบ หรือดีบ้าง ลุ่ม ๆ ดอน ๆ บ้าง มีอะไรมากระทบลูกก็ได้จะไม่กระเทือน
ความรักที่พ่อแม่ให้ลูกนั้น..ทั้งพ่อและแม่ก็ก็ต้องระมัดระวัง เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
แม่ว่า..
พ่อแม่ที่รักลูกมาก ๆ ทำให้ลูกเสียหายเสียผู้เสียคนมาเยอะ เพราะจะดุก็ไม่กล้า จะด่าก็กังวล กลัวว่าลูกจะเกลียด ถ้าเป็นอย่างนี้ลูกโตไปก็เอาตัวไม่รอดแน่
แม่ว่า..
ถ้าจะ รักลูกให้ถูกทาง..พ่อแม่ต้องไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง ต้องเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่น ได้เรียนรู้ ได้คิด ได้แก้ปัญหาเบื้องต้นและได้ทำอะไร ๆ ด้วยตัวเองบ้าง
เมื่อลูกทำดี ทำอะไรสำเร็จ พ่อแม่ก็แสดงความชื่นชม
เมื่อลูกผิดหวังหรือเจ็บปวด พ่อแม่ก็ให้กำลังใจ ปลอบโยน ไม่ทับถม
พ่อแม่ต้องพูดจากับลูกด้วยภาษาและน้ำเสียงที่อ่อนโยนสุภาพ และต้องรู้ว่าเมื่อไรลูกควรได้อะไร รู้ว่าจังหวะไหนควรจะสอนอะไรลูก และรู้ว่าเวลาใดที่ลูกควรจะเรียนรู้สิ่งใด เข้มงวดบ้าง ผ่อนปล่อยบ้าง
ที่สำคัญ คือ..
พ่อแม่ต้องมีลูกอยู่ในสายตาและรู้ว่าลูกกำลังทำอะไรและต้องการอะไร
ลูกดีและเดินถูกทางได้ ก็เพราะพ่อแม่รักลูกอย่างถูก อย่างควร
รักพ่อรักแม่เป็นที่สุด

ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

จะเป็นพ่อแม่แบบเป็ด แบบไก่ หรือแบบไหน..เลือกได้ด้วการ"ทำตัว"

แม่บอกเสมอว่า..
ลูกเกิดมาเพื่อทำให้แผ่นดินนั้นหอมหวนด้วยความพิสุทธิ์ ความเดียงสาและความเป็นธรรมชาติที่อ่อนโยนละมุนละไม
และเมื่อเกิดแล้ว..
ถือเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องให้ความรัก ให้ความดี ให้ความอบอุ่น และต้อง"กล่อม เกลี้ยง เลี้ยง ดู" อย่างดีด้วยการให้อาหารกาย อาหารใจ อาหารสมอง และอาหารธรรมะในสัดส่วนที่พอเหมาะพอดี
งานเลี้ยงลูกของแม่ จึงถือเป็นภารกิจชีวิตที่สำคัญกว่ายิ่งกว่างานปั้นพระของศิลปินที่ยิ่งใหญ่ซะอีก
แม่ว่า..
ผลของการลงใจ ลงรักและลงแรงเลี้ยงลูกของพ่อแม่แต่ละคนจะเป็นอย่างไร ดูได้จากพฤติกรรมของลูก เพราะลูกนี่แหละ คือ กระจกเงาของพ่อแม่
ถ้าพ่อแม่เป็นกระจกเงาใส ใจดี อารมณ์เย็น ลูกก็จะเป็นเงาสะท้อนของคนที่จิตใจดี วางเป็น เย็นได้ ไม่มักได้ใคร่เอา รู้ผิดชอบชั่วดี ใช้ชีวิตอยู่ในทำนองครองธรรม
ถ้าพ่อแม่เป็นกระจกเงาที่ขุ่นมัว ใจร้าย อารมณ์ร้อน ลูกก็จะเป็นเงาสะท้อนของ
คนที่จิตใจร้อนและอารมณ์ที่ร้าย วางไม่เป็น เย็นไม่ได้ มักได้ใคร่เอา ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ใช้ชีวิตล่อแหลมศีลธรรม
และถ้าพ่อแม่เป็นกระจกบานร้าวสะท้อนภาพที่บิด ๆ เบี้ยว ๆ เรื่อยเจื้อยไร้สาระ หยาบคาย รุนแรง ลูกก็จะเป็นเงาสะท้อนของคนที่บิด ๆ เบี้ยว ๆ เรื่อยเจื้อยไร้สาระ หยาบคายและรุนแรงตามไปด้วย
แม่ว่า..
การอบรมบ่มสอนลูกไม่ได้หมายความแคบๆ แค่ “พร่ำสอน” หากแต่หมายถึง
พ่อแม่ต้องเก่งให้ลูกเห็น เป็นคนดีให้ลูกดู และอยู่อย่างมีความสุขให้ลูกประจักษ์
ดังนั้น..
พ่อแม่จึงต้องหันกลับมามองตนเองบ่อย ๆ ด้วย "ใจที่กว้าง และวางอคติ" แล้ววิเคราะห์เองว่าตนนั้นเป็นพ่อแม่แบบไหน
พ่อแม่แบบมาร..
วัน ๆ คอยแต่บั่นทอนให้ลูกตกตํ่า ยํ่าแย นอกจากจะไม่แยแสแล้ว ยังหยาบคาย ไม่สุภาพ เลี้ยงลูกแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ไม่สนใจลูก ทําให้ลูกเจ็บปวด ทําร้ายตบตี ข่มแหงรังแก ไม่สนใจที่จะฟูมฟักรักเลี้ยง
พ่อแม่แบบเป็ด..
ประเภทที่นึกจะไข่ที่ไหน ก็ไข่ทิ้งไข่ขว้างเรี่ยราด ปล่อยปละละเลย ไม่สนใจหรอกว่าลูกจะอยู่ตรงไหน ลูกจะมีกินหรือไม่ หรือจะกินอะไร จะนอนอย่างไร จะเรียน หรือจะใช้ชีวิตอย่างไรไม่ใส่ใจ ไม่สอนไม่สั่ง ให้กำเนิดแต่ไม่เลี้ยงดู ลูกจึงกลายมาเป็นปัญหา กลายเป็นคนที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในทางสังคม
พ่อแม่แบบไก่..
เลี้ยงลูกอย่างดี ดูแลอย่างดี อยู่กับลูกไม่ห่าง ลูกหนาวก็กางปีกโอบให้อุ่น ภัยมาก็กางปีกปกป้องคุ้มครองป้องภัยให้ไปจากลูก คอยคลอเคลีย คุ้ยเขี่ยอาหารให้ลูกได้กินก่อน เป็นพ่อแม่ที่มีลูกแล้วรับผิดชอบ กล่อม เกลี้ยง เลี้ยง ดู ลูกอย่างดี
พ่อแม่แบบพระโพธิสัตว์..
พ่อแม่ในระดับความดีที่สูงขึ้นกว่าแม่ไก่ คือ เมื่อให้กําเนิดลูกออกมาแล้ว ลูกจะเป็นอย่างไรก็รัก จะพิกลพิการอย่างไรก็รัก ใช้ความรู้คู่ความรักถักทอความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่และลูก พ่อแม่อย่างนี้นี่แหละที่จะสร้างอริยะให้เกิดในโลกใบนี้
เพราะพ่อแม่เป็นพ่อแม่แบบโพธิสัตว์ จึงเลี้ยงลูกเป็นอย่างดี ลูกจึงอยู่ในสังคมอย่างดี ไม่เป็นภาระของครอบครัว ไม่เป็นภาระของสังคม และเป็นร่มเงาให้สังคมร่มเย็นได้บ้าง
รักแม่เป็นที่สุด
....
ส่วนหนึ่งของคำนิยมที่ "ตุ๊บปอง" เขียนไว้ในหนังสือ เรื่อง "กล่อม เกลี้ยง เลี้ยง ดู" โดย ว.วชิรเมธี หนังสือดีที่พ่อแม่ควรมีไว้อ่าน

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอ่านหนังสือน่ะดี ดูทีวีน่ะแย่..แต่พ่อแม่ก็ยังเลือกสิ่งแย่ ๆ ให้ลูก

พ่อแม่หลายคนรู้ทั้งรู้ว่าการอ่านหนังสือให้ลูกน้อยฟังน่ะดี..
เพราะการอ่านหนังสือเป็นการพัฒนาลูกน้อยบนพื้นฐานของความรัก ความอบอุ่นจากกายชิดกาย ใจแนบใจระหว่างพ่อแม่และลูก เสียงที่ได้ยินจะไปกระตุ้นประสาทสัมผัสส่วนต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กับเพิ่มพูนคำศัพท์ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ เป็นแบบฝึกหัดแรกในการฝึกสมาธิ ให้ลูกจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานขึ้น
และถ้าอ่านบ่อย ๆ ก็จะทำให้ลูกน้อยฉลาด เพราะเซลล์สมองเกิดการ พัฒนาและแตกแขนงใยสมองให้เพิ่มขึ้น แล้วเชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นสายใยมากขึ้น ซึ่งถ้าเส้นใยสมองเพิ่มขึ้นมากเท่าไร ลูกน้อยก็ยิ่งฉลาดมากขึ้นเท่านั้น
และพ่อแม่หลายคนนี่แหละที่รู้ทั้งรู้ว่าการให้ลูกน้อยดูทีวีน่ะเป็นเรื่องแย่..
แต่การดูโทรทัศน์ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ที่ขาดไม่ได้ไปซะแล้ว กระทั่งพ่อแม่บางคนใช้ทีวีเลี้ยงลูกด้วยซ้ำไป
นี่ไง..ต้นทางของพฤติกรรมที่เป็นต้นแบบให้ลูกกระทืบเท้าปึงปัง กรีดร้องเสียงดังวี้ด วี้ด เหมือนดาราในละครที่ลูกดูกับพ่อแม่ เพราะลูกจะเรียนรู้ สังเกต จดจำ ซึมซับแล้วค่อยๆ สะสมพฤติกรรมเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก
การเห็นความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะทำให้ลูกชาชินคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วน หนึ่งของชีวิต เพราะพ่อแม่นี่แหละที่นำเข้ามาในบ้านแค่ปลายนิ้วกระดิก จนเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ
อีกทั้ง..
ภาพเคลื่อนไหวในโทรทัศน์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้ลูกคุ้นเคยกับการเปลี่ยนอะไรเร็ว ๆใช้ชีวิตแบบปุบปับไม่มีสมาธิอาจกลายเป็นเด็กสมาธิสั้นได้
นักวิชาการออกมาเตือนจนไม่รู้จะเตือนอย่างไรแล้วว่าลูกอายุน้อยกว่า 2 ปีจึงไม่ควรดูทีวีเลย
พ่อแม่ต้องทำกิจกรรมที่มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่และบุคคลอื่นและกระตุ้นการ เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น ร้องเพลง พูดคุย อ่านหนังสือ เล่านิทาน วิ่งเล่น และทำกิจกรรมหลากหลาย เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาของสมองและทำให้เด็กพัฒนาทักษะทางสังคม อารมณ์และทักษะด้านอื่นๆได้อย่างเต็มที่..วิธีนี้ทำให้ลูกน้อยฉลาดได้โดย ง่ายแต่ลงทุนน้อยมาก
ก็ไม่รู้ซินะ..
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอ่านหนังสือน่ะดี ดูทีวีน่ะแย่..แต่พ่อแม่ก็ยังเลือกสิ่งแย่ ๆ ให้ลูก
ลูกใครลูกมัน..ก็แก้ปัญหากันเองละกัน

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ถ้ารัก..ก็อย่าทำร้ายลูก

ลูกไม่อยากทำการบ้าน..เรื่องนี้ต้องอยู่ที่วัยของลูกด้วยนะ
ถ้าเป็นลูกวัย 2 - 5 ปี นี่ก็ใช่อยู่หรอกที่จะไม่อยากทำ โดยเฉพาะการบ้านที่ต้องมาลากเส้น ก.ไก่ ข.ไข่ ค.ควายยยยย..เบื่อจะตายชัก ในห้องเรียนก็ลากจนเอียนอยากจะอ้วกอยู่แล้ว ยังตามมาหลอกหลอนที่บ้านอีก..มันแย่นะ
พ่อแม่บางคนเพ่งโทษ..
เมื่อลูกทำท่าเบื่อหน่ายในการลากตามรูป ก็ให้ร้ายว่าลูกขี้คร้านในการเรียน เพราะขี้เกียจทำการบ้านตามที่ครูสั่งนี่ก็เลวร้ายเกินไป ทำไมไม่คิดถึงใจลูกบ้าง ถ้าพ่อแม่เอาการบ้านเป็นตัวตั้ง มากกว่าจะดูแลใจลูก อย่างนี้เวลาที่ลูกมีทุกข์ จะหันหน้าไปพึ่งใคร..เอาใจลูกเป็นตัวตั้งบ้างเถิด
ครูก็เช่นกัน..
อย่าเอาแต่ชิ้นงานเป็นตัวตั้ง เอาใจเด็กเป็นตัวตั้งบ้าง..จะได้ไม่สร้างเวรต่อกรรมกับเด็กอย่างนี้
เรื่องนี้ ต้องขอวิงวอนครูเด็กปฐมวัย..
สอน สั่ง ให้เด็กเล็ก ๆ นั่งเขียนเรียนอ่านในห้องเรียนนี่ก็โหดมากแล้วนะ อย่าสร้างเวรผูกกรรมตามไปถึงบ้านเลย เมื่อเด็กกลับบ้าน ให้เวลาเด็กได้อยู่กับพ่อแม่ ทำอะไร ๆ ที่ผ่อนคลายประสาพ่อแม่ลูกบ้างเหอะ
การเร่งเรียนเขียนอ่าน เป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในวงการปฐมวัยบ้านเรา เด็กวัย 3 - 5 ปี ต้องเรียนรู้ผ่านการดู ฟัง ท่อง ร้อง เล่น เล่า อ่านและลงมือทำ เพราะไม่เพียงแต่เด็กจะได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้ว แต่ยังพัฒนาการเคลื่อนไหวและสุขภาวะทางกาย พัฒนาทักษะทางสังคม อารมณ์ การคิดสติปัญญา ภาษา จริยธรรมและการคิดสร้างสรรค์
พ่อแม่และครูรู้มั้ยว่าการเร่งเด็ก อย่างไม่สอดคล้องกับธรรมชาติตามวัย จะทำให้เด็กมีปัญหาด้านสังคมและอารมณ์ เพราะจะทำให้เด็กมีความเครียดสูงและมีความคิดสร้างสรรค์ต่ำ
อ้ะ..
ถ้ารัก ก็อย่าทำร้ายลูกกันต่อไปเลย
เพราะแม่ไม่เร่ง ลูกจึงเรียนอย่างมีความสุข
รักแม่เป็นที่สุด

เหตุการณ์จริง ที่เตือนสติ

แนะนำให้อ่านครับ ใช้เวลาไม่กี่นาที คุณได้กำไรชีวิตมากมายเลย อย่าลืมแชร์สิ่งดีๆเหล่านี้ให้แก่คนที่คุณรักนะครับ...ขอบคุณครับ (^_^)~

.ที่เมืองไทยปีที่แล้วมีข่าวเกรียวกราวมาก
คือมีดาราคนหนึ่งซึ่งมีชื่อดังมาก
เป็นคนดำเนินรายการคนค้นคน
ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร นะ
มาเรียนที่อเมริกา
เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิส
ทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุดแม้กระทั้งล้างจาน
ล้างเสร็จแล้วแกต้องเอามาดมดู
ว่าสะอาดจริงมั้ย
กลับไปเมืองไทยก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
มีแฟนก็จีบดาวมหาวิทยาลัยเลย
ต้องให้ดีที่สุด
เวลาแกไปเสนองานอะไรต่าง ๆ
เขียนไว้สามแผน
แผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อ
แกเสนอแผนที่สอง
แผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อแกเสนอแผนที่สาม
ใครไปดีลงานกับแกติดทุกราย
แกมีบ้าน มีรถ มีลูก มีภรรยา
มีธุรกิจ
มีชื่อเสียงทุกอย่าง
แกมีทุกอย่าง
วันหนึ่งแกพักผ่อน
หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พักเลย
ลูกเมียไปขอพบ
บอกไปเจอพ่อที่ออฟฟิต
วันหนึ่งแกไปพักที่ปากช่อง
ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลงไป
ภรรยาพาเข้าโรงบาล
ตรวจพบมะเร็ง
พอพบปุ๊บเป็นระยะสุดท้ายเลย
จริง ๆ เค้าก็เตือนตลอด
แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แก้ไม่ได้
แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล
แล้วก็สารภาพให้รายการคนค้นคน
บันทึกชีวิตแก
ก่อนจะเสียชีวิต
แกก็ไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้อเช็ดตัว
แกก็บอกว่าสังเวชตัวเองมากแทนที่ลูกจะได้ดูแลพ่อแม่
กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาดูแลลูก
ก่อนจะเสียชีวิตแกให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกบอกว่า
พ่อผมเคยบอกว่า ...
เกิดเป็นคนต้องได้ปริญญาสองใบ
1...ปริญญาใบที่หนึ่ง ....
"ปริญญาวิชาชีพ"
เราจะต้องทำมาหากินเป็น
กินอิ่ม นอนอุ่น พูดง่าย ๆ
ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใช้
อยากจะนอนมีบ้านเป็นของตัวเอง
แค่นี้คือปริญญาวิชาชีพ
2...แต่"ปริญญาวิชาชีวิต" ..
ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อแกบอกไว้
แกบอกว่าผมสอบตกโดยสิ้นเชิง
ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพ
แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตก
เพราะอะไร
เพราะทำงานจนป่วยตาย
ก่อนที่จะเสียชีวิตแกได้สารภาพว่าผมได้เตรียมทุกอย่าง
บ้าน รถ
มอบมันให้กับลูกและภรรยา
แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่าง
ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้กับลูกและภรรยา
สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืมและทำให้ผมล้มเจ็บใหญ่ครั้งนี้
สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตัวเองเป็นของขวัญให้กับลูกและเมีย
เพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่วยตาย
...นี่คือปริญญาวิชาชีวิต ...
ธรรมะเราจะต้องมี
ถ้าเราไม่มีธรรมะ
เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นเอง
ที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้วสุขภาพไม่ดี
ดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแล้ว
อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัวเองในแต่ละวันนะ
แต่ละวันควรจะมี
ให้ดูแลตัวเอง ดูจิต
ดูใจตัวเอง
ว่าเราเอ๊ะมันทุกข์
มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่า
แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้
เกินไปหรือเปล่า
พยายามลดลงในแต่ละวัน ๆ
เพื่อที่ว่าอะไร
เพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาสองใบในชีวิต
หนึ่งปริญญาวิชาชีพ
เราทำมาหากินจนประสบความสำเร็จร่ำรวยมั่งคั่ง
มีเงินมีทองใช้มีบ้านอยู่
แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอง
คือวิชาธรรมะ
สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง
ไม่ทุกข์เกินไปไม่เดือนร้อนเกินไป
ทำอะไรให้พอดี
พอดีอยู่ดีมีสุข
อยากเที่ยวให้ได้เที่ยว
อยากพักให้ได้พัก
อยากทำบุญให้ได้ทำบุญ
ลูกหลานมาหาก็ให้ได้มีเวลากับลูกกับหลานบ้าง
อย่าวิ่งไปจนซ้ายสุด ขวาสุด
และมารู้สึกตัวอีกทำจนล้มเจ็บใหญ่ไม่ดี
เพราะอะไร
เพราะว่าสิ่งสูงค่าทีสุดในชีวิตของเรา
เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า..
ว่าอะไรคือสิ่งสูงค่าที่สุด
บางคนก็ตอบเงิน
บางคนก็ตอบเพชร
บางคนก็ตอบทอง
บางคนก็ตอบอำนาจ
บางคนก็ตอบราชบัลลังก์
พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่
สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของพวกเธอคือสุขภาพและชีวิต..
สุขภาพก็คือการที่เราไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
คนที่สุขภาพดีดื่มน้ำธรรมดาก็อร่อยนะ
และก็ชีวิตของเรา
หากบุญกุศลอันใดจะเกิดได้จากการเผยแพร่เรื่องราว ผู้บันทึกก็ขอให้กุศลผลบุญนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขเพื่อปัญญาของเพื่อนผู้ร่วมวัฏฏะทุกท่าน และขอให้ ดร.อนุวัฒน์ ไม่ว่าจะไปอยู่ภพไหนหนใดก็ขอให้มีปัญญาเท่าทันต้นเหตุแห่งทุกข์เช่นที่ท่าน ได้ถ่ายทอดเรื่องราวเตือนสติผู้อื่นไว้...
...ขอขอบพระคุณในข้อคิดดีดี...

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

รู้ยัง..เลี้ยงลูกให้ติดสบาย ลูกโง่ได้นะ

แม่บอกเสมอว่า..
เลี้ยงลูกสมัยนี้มีความรักอย่างเดียวไม่รอดแน่ พ่อแม่ต้องมีความรู้ด้วยลูกจึงจะรอด
แม่ว่า..
พ่อแม่คนไหน ๆ ก็อยากให้ "ลูกน้อยฉลาด" ทั้งนั้น ไม่มีหรอกที่อยากให้ "ลูกฉลาดน้อย" ..ใช่มะ
ไม่ยาก..ลูกฉลาดได้ง่าย ๆ เพียงให้ลูกทำกิจวัตรด้วยตนเอง ให้ลูกถือเป็นธุระเรื่องการทำงานตามสมควรตามวัยตั้งแต่เล็ก เพราะลูกจะได้ใช้ร่างกายและสมองแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำกิจวัตรของตนเอง
แม่ว่า..
ลูกโง่แน่ ถ้าพ่อแม่เลี้ยงลูกแบบเทวดา..ใช้ชีวิตอย่างคนที่ตกเป็นทาสลูก ให้วัตถุแก่ลูกอย่างไม่ฉุดคิดเปรอปรนซะจนลูกหยิบโหย่ง ติดสบาย สุขนิยมเพราะอะไร ๆ ในชีวิตดูเพียบพร้อม วัน ๆ ไม่ให้ลูกทำอะไรเลย ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียขา อย่างนี้จะมาหวังว่าลูกจะฉลาด..ก็ลม ๆ แล้ง ๆ นะ
แม่ว่า..
เมื่อลูกได้ทำกิจวัตรด้วยตนเองจะทำให้ลูกได้ใช้กล้ามเนื้อ ได้เคลื่อนไหว ได้ฝึกคิด ได้ฝึกการแก้ปัญหาและได้ฝึกการจัดระบบในการทำ..นี่แหละวิถีที่จะทำให้ลูกฉลาดได้
ลูกน้อยหอยขมทั้ง 8 จึงต้องมีหน้าที่ นอกจากการดูแลกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองแล้ว ทุกคนต้องช่วยงานบ้าน อย่างลูกชายแม่จะมอบหมายหน้าที่ให้ช่วยงานพ่อ ลูกสาวก็ให้รับผิดชอบงานในครัวและซักรีดเสื้อผ้า ในขณะที่ทุกคนต้องช่วยกันปัดกวาดบ้านเรือน
แม่สอนเสมอว่า..
ใครใช้ คนนั้นต้องดูแลรักษา จะให้คนอื่นมารับผิดชอบในสิ่งที่ลูกทำไม่ได้ มากบ้าง น้อยบ้าง หนักบ้าง เบาบ้าง ถี่ห่างก็ต้องทำ..และต้องทำอย่างเต็มกำลัง และเต็มใจ
ลูกน้อยหอยขมทุกตัวจึงถือเป็นธุระในการช่วยแม่ยกที่นอน หมอน มุ้งมาผึ่งแดด ละหยากไย่ แคะร่องพื้น เช็ดตู้ยาของพ่อ ทำความสะอาดตู้เสื้อผ้า
ที่สำคัญ คือ..
ทุกคนต้องรับผิดชอบของใครของมันเฉพาะตัว ตกแต่งได้ตามรสนิยม คือ ชั้นเก็บหนังสือของตนเอง..ซึ่งทุกคนมีเป็นของตัวเอง
ลูกทำได้อย่างดี เพราะมีสติปัญญาที่แม่มีวิธีสร้างอย่างเป็นธรรมชาติ
รักแม่เป็นที่สุด

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เมื่อลูกถูกเพื่อนแกล้ง

แม่ที่น่ารักท่านถามด้วยความกังวลว่า..
ลูกสาวเข้าเรียน ป.1 กลับมาบ้านบอกว่า โดนเพื่อนหยิก ตอนแรก แม่ก็สอนให้บอกครู แต่ลูกสาวไม่กล้า
แม่แอบคิดว่า..
หรือจะสอนให้ลูกสู้เลยดีไหม ธุระอะไรจะมายืนให้เค้าทำแต่ฝ่าเดียว..แต่ก็ค้านอยู่ในใจ
เรื่องนี้พ่อแม่ต้องมีจุดยืนในความรักลูกที่มั่นคง สิ่งที่สอนลูก ต้องไม่สุดโต่งอย่าง
"ตอกกลับมันไปเลยซี้ มันตี เราตี มันต่อย เราต่อย มันเตะ เราเตะ..แลกคนละหมัด ซักคนละตีน"
อย่างนี้ก็แย่ เพราะความโกรธขึ้งจะกลายเป็นแค้นฝังหุ่น มีลุ้น มีแรงต่อกันยาวละทีนี้
เรื่องให้ลูกบอกครู ก็ต้องใคร่ครวญให้ถ้วนถี่
เพราะเป็นเรื่องที่ใครก็คาดเดาไม่ถูกว่าครูมีทักษะในการคลี่คลายปัญหาเรื่องเด็กมากน้อยแค่ไหน ดีไม่ดีอาจจะทำให้ลูกทุกข์หนักมากยิ่งขึ้น..ก็เป็นได้ เพราะลูกต้องอยู่โรงเรียนกับเพื่อนทั้งวัน เพื่อนคนนั้นอาจจะเอาคืนแรงขึ้น และบ่อยขึ้นก็เป็นได้ ต้องเข้าใจนะว่า ครูต้องดูเด็กหลายคน อาจจะดูไม่ครอบ ดูไม่รอบก็เป็นได้
เรื่องนี้ต้องไม่ได้สอนให้ลูกสู้ด้วยความโกรธ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ได้สอนให้ลูกยอมเพราะความขลาดกลัว
เมื่อลูกถูกเพื่อนแกล้ง สิ่งแรกที่ต้องสอนลูก คือ ต้องเข้าใจ และให้อภัยเพื่อน ในขณะเดียวกันก็ต้องขบคิดหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นให้ได้
การให้อภัยไม่ได้หมายความว่าให้ลูกยอมให้เพื่อนกระทำกับลูกซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่สอนให้ลูกปล่อยวางความขึ้งโกรธ..ไม่ผูกใจเจ็บ ซึ่งความสงบเย็นนี่แหละที่จะทำให้ลูกเห็นทางออกของปัญหาได้
จากนั้นสอนให้ลูกรู้จัดกาวิธีปกป้องตนเอง เช่น การแสดงสีหน้าว่าไม่พอใจ แสดงปฏิกิริยาท่าทางว่าไม่ชอบ เช่น เดินหนี ไม่สนใจ พร้อมบอกกับเพื่อนคนนั้นตรง ๆ ว่า..
“ไม่ชอบ อย่าทำกับเราอีกนะนะ ถ้าทำอย่างนี้อีกก็อย่ามาเล่นกัน อย่ามาคุยกัน”
จากนั้นก็ให้ลูกรวมกลุ่มเพื่อน ๆ ที่ถูกเพื่อนคนนี้แกล้ง ให้เลี่ยงที่จะสัมพันธ์กับเพื่อนคนนี้ เขาอยู่ที่ไหน ไม่ต้องหนี แต่ไม่คุยด้วย ไม่เล่นด้วย ไม่มอง ไม่ข้องแวะ ไม่วอแว
แม่สอนเสมอว่า..
พ่อแม่ต้องเตรียมความพร้อมของลูก ให้รู้จักแก้ปัญหาชีวิตง่าย ๆ ด้วยตนเองตั้งแต่เล็ก เมื่อถึงเวลาที่ลูกเติบใหญ่ ต้องออกจากไปเผชิญโลกอันกว้างใหญ่ ที่สับสนและซับซ้อนแล้วเจอปัญหาที่ซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้น จะได้ก้าวข้ามปัญหาทุกปัญหาได้ด้วยตนเอง
รักแม่เป็นที่สุด

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

หลักสำคัญของการครองเรือน

วันนี้จะไปงานแต่ง..
เป็นงานแต่งงานของน้องจอย กะ น้องเวย์..น้อง 2 คน เป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่น่ารักมาก ๆ แม้นรู้จักกันไม่นาน หากแต่รักใครใยดี ด้วยเพราะทั้งคู่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน รู้เด็กรู้ผู้ใหญ่ ให้เกียรติ มีมารยาทและขยันทำมาหากิน
คิดถึงคำที่แม่สอนตอนที่ลูก ๆ ออกเรือนว่า..
ลูกจงนำ "สุภาษิตสอนหญิง เรื่อง เรือน 3 น้ำ 4 " ซึ่งเป็นหลักการครองเรือนที่ดีของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่มาใช้
แม่ว่า..
คนสมัยก่อนเขาสอนแต่ผู้หญิง แต่ปัจจุบันนี้..จะให้ผู้หญิงทำฝ่ายเดียวไม่ได้หรอก ต้องทำทั้งคู่ ทั้งสามีและภรรยาถึงจะดี
เรือนผม หัวหูต้องสะอาดหมดจด เรียบร้อย
เรือนกาย ก็ต้องดูแลสุขภาพให้ดี
เรือนที่อยู่ บ้านช่องห้องหอ ต้องสะอาด ไม่สกปรกรกรุงรัง จัดเก็บข้าวของเป็นที่เป็นทาง
น้ำมือ ก็ต้องมีฝีมือในการทำอาหารบ้าง จะได้ทำอาหารง่าย ๆ กินกันเองได้ หรือถ้าจะซื้อก็ต้องรู้จักเลือกซื้อจากเจ้าอร่อย ๆ และถูกหลักอนามัย
น้ำใจ นี่สำคัญ อยู่ด้วยกันต้องไม่เห็นแก่ตัว ต้องเอื้อเฟื้อ และโอบอ้อมอารี มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ห่วงใย ใส่ใจกัน อดทน ให้เกียรติ ให้อภัย มั่นใจและเชื่อมั่นว่าคู่ของเรานั้นเป็นคนดี
น้ำคำ นี่ก็สำคัญนักเชียว ต้องพูดกันด้วยคำพูดที่สุภาพ ไพเราะ รื่นหู อย่าเป็นคนปากพร่อย จุกจิก จู้จี้ขี้บ่นก่นด่า
ส่วนน้ำสุดท้ายน้ำเต้าปูน เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว
ก็เหลือเรือน 3 น้ำ 3 ..เรื่องอย่างนี้ไม่ตกยุค หลุดสมัยหรอก ลองทำดูเถิด จะเกิดผล
แม่ทำให้เห็น เป็นให้ดู เมื่อลูกรู้จึงทำตาม และประสบความสำเร็จในชีวิตคู่อย่างงดงาม
รักแม่เป็นที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ลูกหนักปาก พ่อแม่หนักใจ

แม่เคยให้แนวแนะพ่อแม่ที่มีลูกปากหนัก ไม่พูด หรือพูดช้าว่า..
เด็กที่พูดคำแรกได้เร็ว มีโอกาสที่จะฉลาดมากกว่าเด็กที่พูดได้ช้า ดังนั้น ถ้าลูกพูดช้า พ่อแม่ต้องหาสาเหตุ..
อาจเป็นเพราะ ในบ้านมีโคตรเยอะญาติแยะ เวลาจะพูด จะแสดงความคิดเห็นก็จะแย่งกันพูด ไม่มีใครฟังใคร ลูกเลยถูกแย่ง แซงพูดจนหงอย เลยทำให้จ๋อย..ไม่อยากพูดอยากจากะใคร
หรือลูกถูกตำหนิว่าพูดไม่รู้เรื่อง พูดไม่ชัด พูดอะไรฟังไม่รู้เรื่อง พูดไม่รู้ภาษา แล้วโดนล้อ โดนบ่นจนหน่าย กลายเป็นขาดความมั่นใจในการพูดไปเลย
หรือพ่อแม่พูดใส่สมองตลอดเวลาว่า..
" เพี่้ยง...โตขึ้นอย่าพูดมากเหมือนป้าแต๋วเล้ย แม่ขี้เกียจจะฟัง"
หรือ..
"เด็กที่ไม่พูดมาก ดูน่ารัก ดูเรียบร้อย และน่าเอ็นดูจะตายไป"
หรือลูกอาจถูกปล่อยให้อยู่กับโทรทัศน์ ดูการ์ตูน ดูละเบงละคร เล่นเกมจนมีโลกส่วนตัวสูง รับแต่ข้อมูล ไม่มีโอกาสได้คุยกับใครเท่าไรนัก ก็เลยไม่คุ้นกับการพูดคุยกับใคร เลยเลือกที่จะเงียบดีกว่า
หรือลูกมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นนักเดา แค่ส่งเสียงจิ๊จ๊ะ หรือชี้ๆๆ ทุกอย่างก็ถูกนำมาประเคนให้ถึงตัว ถึงปาก ไม่เห็นต้องทำอะไรมาก แล้วอย่างนี้จะต้องพูดทำไมให้เหนื่อย แค่ชี้ๆๆ มองๆๆ เหลียวๆๆ..ประเดี๋ยวทุกอย่างก็มาดั่งใจ
ที่ว่ามาทั้งหมด..แม่ไม่เคยทำ
ลูกอยากได้อะไรต้องบอก ไม่บอกก็ไม่ต้องเอา
ลูกอยากกินอะไรต้องบอก ไม่บอกก็ไม่ต้องกิน
พูดผิดบ้างถูกบ้างแม่ก็ชื่นชมให้ลูกได้ชื่นใจว่าสามารถสื่อสารกับแม่ได้รู้เรื่อง ซึ่งวิธีของแม่ ทำให้ลูกกล้าพูด กล้าเล่า
ด้วยเพราะแม่อดทนฟัง และให้เวลาลูกในการพยายามฝึกฝน ลูกทุกคนจึงทำได้ และทำดี
รักแม่เป็นที่สุด

ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ดอกไม้แห้ง..ชีวิตสด

เมื่อสมัยยังเป็นเด็ก..
ชอบเก็บดอกไม้สด ๆ สวย ๆ ดอกเล็ก ๆ มาทับไว้ในหนังสือหรือสมุดบันทึก แล้วทิ้งไว้ให้เวลาดูแลจนแห้งเป็นอย่างดี บางดอกทับไว้นานจนลืม
เมื่อแม่มาเห็น แม่สอนว่า..
ดอกไม้แห้งแต่ละดอก ล้วนเป็นบันทึกชีวิตที่มาสะกิดให้ลูกคิดถึงวันเก่า ๆ อย่างน้อย ๆ ก็เหตุการณ์ในวันที่ลูกเก็บดอกหญ้ามาทับไว้
จนวันหนึ่ง..
ลูกได้เห็น เป็นการทบทวนถึง ณ จุดเริ่มต้น อย่างที่แม่บอกจริง ๆ แม้นจะเนิ่นนานผ่านมาจนถึงวันนี้ วันที่ดอกไม้เปลี่ยนสีเปลี่ยนกลิ่นไปหมดแล้ว
แม่ว่า..นี่แหละชีวิต
ดอกไม้แห้งทุกดอก บอกลูกว่าในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืน แม้ว่าลูกจะจำดอกไม้ทุกดอกได้ และไม่เคยลืมกลิ่นอันแท้จริงในวันที่มันยังสด สะสวยและระรวยกลิ่น
แต่วันนี้..
ลูกก็ได้เพียงระลึกถึงด้วยความสุขนั้น จะอย่างไรก็แล้วแต่ ดอกไม้ดอกนั้นก็ไม่มีวันกลับมาเบ่งบาน สด สะสวยและระรวยกลิ่นได้อีก
ลูกเรียนรู้ชีวิตผ่านดอกไม้แห้ง..หากแต่ใจลูกกลับ "สด" กับความเป็นจริง
รักแม่เป็นที่สุด

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

อ่านลูกด้วยรัก ถักทอลูกด้วยธรรม

ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ให้โอกาสอันเป็นมงคลกับการได้ทำงาน "อ่านลูกด้วยรัก ถักทอลูกด้วยธรรม" ที่เสถียร
ธรรมสถาน
ถือเป็นเวทีที่จะได้ "ขยายธรรม" ที่ทั้งแม่ทางโลก และ แม่ทางธรรมได้พร่ำสอน ไปสู่พ่อ ๆ แม่ ๆ ที่ได้เข้ามาร่วม
กิจกรรม
แม่ทางโลก..แม่กาญจนา ปิ่นประทีปไม่ได้สอนธรรมะในเชิงรูปแบบ แต่แม่สอนในเชิงปฏิบัติ..
แม่สอนธรรมะให้ลูกตั้งแต่เล็ก ด้วยการทำให้เห็น เป็นให้ดูอย่างต่อเนื่อง เมื่อลูกคลุกคลีกับบรรยากาศอย่างนี้ ลูกก็
จะทำให้เห็น และเป็นให้ดูย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยยากปากเปียกปากแฉะมานั่งสอน..หรือบังคับ
เคี่ยวเข็ญให้ทำ
แม่ คือ ครูผู้สอนให้ลูกใช้ชีวิตอยู่ในธรรมนองครองธรรมอย่างต่อเนื่องอยู่เนืองนิตย์ ซึ่งความสม่ำเสมอนี่แหละที่ทำ
ให้การสอนของแม่นั้นนั้นศักดิ์สิทธิ์เพราะว่าอยู่สิ่งที่สอน ล้วนอยู่ในวิถีชีวิตจริง
แม่สอนให้ลูกถือศีล 5 เป็นปฐม..
แม่สอนง่าย ๆ ว่า การใช้ชีวิตในแต่ละวันลูกต้องระมัดระวังการใช้ชีวิต
1.ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่เบียดเบียนกัน เพราะทุกชีวิตไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ล้วนรักตัวกลัวตาย รักและหวงแหน
ชีวิตของตน ต่างดิ้นรนต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อให้ตนอยู่รอดปลอดภัย
2.ไม่นำของของผู้อื่นมาเป็นของตนไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
3.ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างรักใคร่ปรองดองกัน ไม่แย่งของรักของใคร ไม่ล่วงละเมิดผู้อื่น ไม่รังแกเพื่อน และ
ไม่ทำให้เพื่อนต้องอับอาย
4.ต้องเรียนรู้ว่า"ความจริง" คือ หนทางที่จะนำชีวิตสู่คุณธรรม จึงต้องรู้ถึงผลดีของการพูดความจริง ไม่โกหกโป้ปด
มดเท็จ พูดจาด้วยถ้อยคำสุภาพ น้ำเสียงรื่นหู ไพเราะ ใช้เหตุใช้ผล ไม่ใช้อารมณ์
5.ให้รู้เท่าทันการใช้ชีวิตว่าโลกภายนอกมีสิ่งที่จะมอมให้เมาอยู่มากมาย แต่โลกในใจต้องตื่นและเบิกบาน แล้ว
เลือกสรรแต่สิ่งที่ดี ให้กับชีวิตเสมอ
ด้วยเพราะรักแม่ ลูกจึงทำตามคำสอนของแม่ ลูกจึงใช้ชีวิตด้วยความปลอดภัยต่อใจที่มันขุ่นมัว
แม่ว่า..
คนเรานั้นรู้ดีรู้ชั่วด้วยกันทั้งนั้นแหละ แต่การที่บางคนไม่มีกำลังที่จะหยุดความชั่วที่ตัวทำนั้น เป็นเพราะว่ายังไม่เห็น
โทษของความชั่ว ที่สามารถหยุดการกระทำชั่วนั้นได้จริง แม่จึงสอนให้ลูกเห็นเรื่องกฎของธรรมชาติที่เป็นกฎแห่ง
กรรม
แม่สอนว่า..
ถ้าลูกอยากส่องกระจก แล้วเห็นเงาในกระจกสะสวย ลูกก็ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ถ้าลูกประมาทขาดสติ ใช้ชีวิต
อย่างไม่ได้ระวังตัว แล้วเผลอส่องกระจก ลูกอาจจะได้เห็นภาพเงาขงตัวเองที่สะท้อนภาพที่หน้างอคอหักให้เห็นก็
เป็นได้
นี่ไง..คำสอนของแม่
ความทุกข์ที่เกิดจากความไม่ระมัดระวังในการกระทำของตนเอง ลูกก็จะได้รับกฎแห่งกรรมนั้นเอง
ดังนั้นเมื่อลูกจะทำอะไรก็ตาม ลูกต้องมีหิริ คือ ความละอายต่อการทำชั่ว และมีโอตตับปะ คือ ความเกรงกลัวต่อ
การทำชั่ว
แม่ว่า..
พื้นที่ใจของลูกนั้นมันมีน้อยนิดเดียว ถ้าพ่อแม่ไม่เอาความชั่วใส่ลงไปในใจของลูก ความดีมันก็เติบโตได้ง่าย
ฉะนั้น เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาจะไม่ถูกเบียดให้ลีบฝ่อ ถ้าพ่อแม่ไม่เอาเมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วใส่ลงไปให้มันเติบโตใน
ใจลูก
รักแม่เป็นที่สุด

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

หุ้น 10 เด้ง ในมุมมองของ ดร.นิเวศน์

หุ้น 10 เด้ง ในเวลา 10 ปี ในมุมมองของผม ผมเห็นว่าเป็นหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม “หุ้นเติบโต” หรือเป็น Growth Stock และเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” ปัจจัยต่อไปนี้ที่ผมเรียกมันว่า...หุ้น 10 เด้ง
1.มันเป็นกิจการที่แข็งแกร่งเป็นผู้นำโดยเฉพาะในด้านของฐานะทางการตลาด อยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็น “เมกาเทรนด์” ที่ยังเติบโตได้ดีไปอีกหลาย ๆ ปีและมีศักยภาพสูงในแง่ที่ว่าตลาดในอนาคตยังเติบโตต่อไปได้อีกมาก
2.มีผลประกอบการที่มั่นคงสม่ำเสมอ มีคุณสมบัติทางธุรกิจที่ดีเยี่ยมอื่น ๆ เช่น เป็นกิจการที่มีกระแสเงินสดที่ดีมาก มีกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ ROE ในระดับที่สูง
3.และสุดท้ายก็คือ เป็นกิจการที่มีขนาดใหญ่พอสมควรในช่วงก่อนที่มันจะเริ่มเติบโตกลายเป็นหุ้นขนาดใหญ่หรือใหญ่มากในปัจจุบันซึ่งทำให้มันเป็นหุ้นที่นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นในจำนวนที่มีนัยสำคัญได้ในช่วงที่ราคาหุ้นยังต่ำอยู่
พูดง่าย ๆ หุ้น 10 เด้งที่พบนั้น ไม่ใช่กิจการขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงสูง สำหรับนักลงทุนทั่ว ๆ ไปแล้ว นี่คือหุ้นดีที่ลงทุนได้อย่างสบายใจและให้ผลตอบแทนสุดยอดในระยะยาว
cr. ดร.นิเวศน์

วิธีเลือกหุ้น สาย VI จาก คุณกวี ชูกิจเกษม

วันนี้เอาวิธีเลือกหุ้นสำหรับสายกินนานๆ ถือเป็น สิบๆ ปี
1. ดูศักยภาพในการทำกำไร ให้ดูอย่างน้อย 7-10 ปีครับ ว่ามีกำไรที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตกลงได้ในปีที่เกิดวิกฤตแต่ไม่ถึงกับขาดทุน และกลับมามีกำไรเท่าเดิมหลังจากช่วงผ่านพ้นวิกฤต
2. เลือกธุรกิจมีอำนาจต่อรองสูงๆ เช่น คุณเคยต่อราคาโรงพยาบาลได้ไหม โดยดูจาก >>กำไรขั้นต้น/ยอดขาย หรือ Gross Profit/Sales
3. ดูธุรกิจที่มีค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการทำให้กำไรคงเดิมที่น้อยๆ เช่น ไม่ต้องโฆษณามากก็มีคนซื้อ ไม่ต้องวิจัยรถรุ่นใหม่ๆ เพื่อแข่งขันกับแบรนด์อื่น โดยดูจาก >>ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน/ยอดขาย ratio นี้ควรลดลงหรืออย่างน้อยก็เท่าเดิมในปีต่อๆ ไป ไม่ควรที่จะเพิ่มขึ้น
4. ROE หรือ return on equity ควรอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับธุรกิจในอุตสหกรรมเดียวกัน และเพิ่มขึ้นหรือเท่าๆ เดิม ไม่ควรลดลง
5. มีหนี้น้อย จากความเข้าใจทางบัญชี สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ โดยดูแบบเบสิคคือมีหนี้ไม่ต่ำกว่าส่วนของเจ้าของ หรือถ้าศักยภาพเท่าๆ กันก็เลือกบริษัทที่มีสัดส่วนหนี้น้อยที่สุดเมื่อเทียบเป็น % กับสินทรัพย์ เพราะเมื่ออยู่ในช่วงวิกฤตบริษัทที่มีหนี้สินมากมีโอกาสที่จะบริหารสภาพคล่องได้ต่ำกว่า หรือหนักหน่อยอาจจะล้มละลายได้จากภาระดอกเบี้ยที่ต้องส่งคืนหนี้
6. ข้อสุดท้าย ดูความสามารถของผู้บริหาร แต่หากว่าเข้าเกณฑ์ 5 ข้อที่ผ่านมาก็ดูเหมือนว่าหุ้นตัวนี้จะมีผู้บริหารที่ใช้ได้เลยทีเดียว แต่หากจะดูให้ลึกลงไปก็ควรดูตัวผู้บริหาร ดูคนปัจจุบันและอดีตสอดคล้องไปกับงบการเงินด้วย
นี่แหละครับ 6 ขึ้นตอนพื้นฐานในการเลือกหุ้นที่มีแนวคิดถือไปตลอดชีวิตครับ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีการขายออกนะครับ แต่ไว้เราจะพูดถึงในโอกาสถัดไปครับ
ไปลองหาอ่านหนังสือของคุณกวี ชูกิจเกษมได้นะครับ "เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน"

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กางลายแทงเพื่อซื้อ LTF กันเถิดดดดด

สองวันก่อน เอาตารางผลตอบแทนกองทุน LTF ย้อนหลัง 5 ปีที่ดีที่สุดในตลาด 20 อันดับแรก มากางให้ทุกท่านได้ยลโฉมกันไปแล้ว เกิดการส่งต่อกันมากมาย และตารางนั้นก็ถูกส่งต่อกลับมาให้ผม พร้อมกับคำถามว่า เลือกกองไหนดี ดูตารางแล้วตาลาย เวียนหัวฟุดๆ ดังนั้น วันนี้ จะมาสอนอ่านลายแทงตารางดังกล่าวให้เข้าใจกันว่า Column ไหน บอกอะไรเรา เพื่อที่ทุกท่านจะได้เลือกกองทุนที่ตรงตามวัตถุประสงค์ยิ่งขึ้นไปอีกนะขอรับ
ไปดูตาราง LTF Performance กันอีกรอบ คลิ๊กที่รูปเพื่อดูภาพใหญ่ครับ
1. Lastest Fund Value (THB)
คือ ขนาดของกองทุน ณ ปัจจุบัน ยิ่งกองใหญ่ แสดงว่า มีคนสนใจกองนั้นเยอะ สำหรับผมนะครับ กองทุนที่เล็กเกินไป (ต่ำกว่า 50 ล้านบาท) จะไม่เกิดการประหยัดจากขนาด หรือ Economic of Scale ทำให้ต้นทุนการบริหารอาจสูงกว่ากองทุนคู่แข่ง ซึ่งในที่นี้มีเพียง Phillip LTF เท่านั้นที่ขนาดกองทุนต่ำกว่า 50 ลบ.อีกคำถามคือ แล้วกองทุนขนาดใหญ่เกินไปละดีไหม ขอตอบว่า มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย ข้อดีข้อแรกคือ มีอำนาจในการซื้อขายกำหนดทิศทางราคาหุ้นได้มากกว่า และการขนาดใหญ่ ก็ได้ Economic of Scale ที่สูง Fund Manager จะไปคุยกับบริษัทไหน ใครก็ต้อนรับ เพราะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ เจ้าของย่อมให้ความสำคัญมากกว่า ในขณะที่ข้อเสียก็คือ การปรับพอร์ต ปรับกลยุทธ์อาจจะอุ้ยอ้ายซักกะหน่อย ไม่ทันใจวัยรุ่น ดังนั้น กองทุนขนาดใหญ่ โดยปกติจะวางกรอบนโยบายการลงทุนไว้ในระยะค่อนข้างยาวซักหน่อย
2. Lastest NAV
อันนี้ก็สำคัญนะ … เคยมีลูกค้า Wealth ซึ่งมีเงินเยอะ มีความรู้ดี เรียนจบนอก มาบอกผมว่า ชอบซื้อกองทุน NAV ต่ำๆ จะได้หน่วยลงทุนมากขึ้น
วิธีคิดแบบนี้ ผิดมากๆนะครับ ลองคิดดูว่า สมมติ กองทุน A และ B เปิดขายพร้อมกันที่ PAR 10 บาท ผ่านไป 5 ปี กองทุน A NAV ขึ้นไปอยู่ที่ 20 บาท แต่กองทุน B กลับขึ้นมาอยู่ที่ 12 บาท เท่านั้น นั้นแปลว่า คุณควรลงทุนในกองทุน B เพราะจะได้หน่วยลงทุนที่เยอะกว่า อย่างงั้นหรือ?? มันไม่ใช่นะครับ เห็นๆอยู่ว่า กองทุน A บริหารได้ดีกว่า NAV จึงปรับตัวขึ้นแรงกว่า เพราะฉะนั้น ถ้าคิดในแง่ผลตอบแทนย้อนหลัง ยังไงก็ต้องเลือกกองทุน A แน่นอน ดังนั้น ล้างความเชื่อผิดๆเสียนะ
3. YTD% , Percentage Growth 3 Year และ Percentage Growth 5 Year
Column นี้ทุกคนรู้จักครับ ประเด็นคือ จะต้องดูผลการดำเนินงานย้อนหลังนานเท่าไหร่ถึงจะดี? ผมมองว่า ดูมันทั้งระยะสั้น และระยะยาว แต่ระยะยาวสำคัญกว่า เนื่องจาก LTF มีระยะเวลาการถือครองขั้นต่ำคือ 5 ปีปฏิทิน หรือใครซื้อปีแรกที่ปลายปี ก็มีสิทธิเมื่อเวลาผ่านไป 3 ปีเท่านั้น ดังนั้น การดูผลการดำนเนิงานย้อนหลัง 3 ปีขึ้นไป เป็นสิ่งที่จะทำให้เราเห็นว่า กองทุนนั้น ในระยะยาวแล้วผู้จัดการกองทุนเก่งขนาดไหนกันแน่
4. Annualized S.D. 3 Year
คือ ความผันผวนในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ยิ่งตัวเลขยิ่งเยอะ แสดงว่า กองทุนนั้นมีความผันผวนสูงกว่าอีกกองโดยเปรียบเทียบ กองทุนที่ดี บริหารความเสี่ยงเก่งๆ ควรจะมีค่า S.D. ต่ำๆไว้ก่อน แต่จะเห็นว่า ค่า S.D. ของกองทุน 20 กองนี้ ไม่ได้ต่างกันซักเท่าไหร่นะครับ
5. Max Drawdown 3 Year
คือ ตัวเลขที่บ่งบอกว่า ตอนที่กองทุนปรับฐาน หรือลงหนักสุดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สามารถลงไปจนถึงจุดที่ลึกที่สุดนั้น ขาดทุนเป็นกี่ % ยิ่งตัวเลขนี้เยอะ แสดงว่า ตอนตลาดปรับฐานแรงๆ กองทุนนั้นจะมีโอกาสติดลบได้มากกว่ากองทุนอื่น
6. Sharpe Ratio 3 Year
การคำนวณโดยสูตรนี้ครับ
[อัตราผลตอบแทนต่อปี – อัตราดอกเบี้ยที่ปราศจากความเสี่ยง] / ความเสี่ยง ซึ่งในที่นี่คือ Annualized S.D. นั้นเอง
หรือ S = [R – Rf]/ σ นั้นเอง
โดย Sharpe Ratio อธิบายแบบเข้าใจง่ายก็คือ อัตราส่วนผลตอบแทนเปรียบเทียบกับความเสี่ยง ยิ่งค่า Sharpe Ratio สูง ก็แปลว่า กองทุนนั้นผลการดำเนินงาน เมื่อเปรียบเทียบความผันผวนของตัวเอง ดีกว่ากองทุนอื่นโดยเปรียบเทียบ
ด้วยเหตุนี้เอง วิธีการดูค่า Sharpe Ratio ก็ง่ายมากครับ กองทุนไหนค่า Sharpe Ratio สูงๆ แปลว่าดี
**************************************
รู้กันแล้วว่าแต่ละ Column บอกอะไรเรานะครับ ถึงขั้นตอนเลือกกองทุนละ ดูที่ความเสี่ยงครับ 1) S.D. ควรจะต่ำไว้ 2) Max Drawdown ไม่ควรติดลบหนัก และ 3) ค่า Sharpe Ratio ควรจะสูงกว่ากองอื่น ถ้าเลือกบนวิธีคิดแบบนี้
ผลลัพท์ที่ได้ก็คือ กองทุนที่มีความผันผวนต่ำ ผลตอบแทนสม่ำเสมอ นั้นก็คือ กองทุน B-LTF ของบัวหลวง อีกกองหนึ่งคือ Big Cap Dividend LTF ของยูโอบี
ข้อเสียของกองทุน KFLTFDIV ซึ่งถึงแม้ผลการดำเนินงานจะเป็นอันดับหนึ่ง ก็ได้แค่ Sharpe Ratio ที่ต่ำกว่า กองทุนอื่นที่ผลการดำเนินงานติดอันดับ 10 กองแรก นั้นแปลว่า NAV กองทุนผันผวนมากกว่ากองทุนอื่น ถึงตัวกองทุนจะให้ผลตอบแทนที่สูง แต่ความผันผวนอาจจจะมากขึ้นไปด้วย ดังนั้น ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้แล้วครับ แต่ข้อดีก็คือ KFLTFDIV ลดความเสี่ยงด้วยการ จ่ายปันผลทุกๆปี ดังนั้น ก็เหมาะกับคนต้องการ Cash Flow ระหว่างก่อรครบเงื่อนไขขายคืน
ใครซื้อกองไหนในอดีต ลองเปรียบเทียบแบบที่ผมเปรียบเทียบดูนะครับ
แต่ถ้าใครพยายามหากองทุนที่ตัวเองลงทุนปีก่อนๆ แล้วไม่เจอในตารางนี้ นั้นแปลว่า ไม่ติดอันดับ TOP 20 นะครับ กองทุนพวกนี้ แนะนำหลีกเลี่ยงไปก่อน เพราะมันแสดงให้เห็นว่า ผ่านมา 5 ปี ผลตอบแทนมันห่างชั้นก็คู่แข่งมากเกินไปแล้ว (ยกเว้น พวกกองที่มีส่วนผสมของตราสารหนี้นะฮะ)
ลองวิเคราะห์กันดูครับ ติดตรงไหน จะถามอะไร คุยกันได้เน้อออออ

RMF สำคัญกว่า LTF นะ รู้ไว้ซะ!!

กระแสการลงทุนปลายปี มักพุ่งเป้าไปที่กองทุนที่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่าง LTF ทั้งๆที่ มันมีอีกกองทุนให้คุณซื้อ นั้นก็คือ RMF ที่ย่อมาจาก Retirement Mutual Fund
สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน พุ่งเป้าไปสนใจ LTF มากกว่านั้น เป็นเพราะ LTF มีเงื่อนไขการถือครองเพียงแค่ 5 ปีปฎิทิน แถมมาซื้อปลายปี แล้วไปขายเอาต้นปีที่ครบ เท่ากับถือครองแค่ 3 ปีเท่านั้นเอง อีกประการก็คือ เนื่องจากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน LTF ที่ทยอยครบกำหนดมาทุกๆปี ก็สร้างผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำให้กับผู้เสียภาษี เนื่องจากเป็นช่วงที่หุ้นไทยวิ่งมาได้ดีติดอันดับของโลกทีเดียว มองแค่นี้ รวมสิทธิประโยชน์ทางภาษี ใครๆก็เลยพุ่งการลงทุนไปที่ LTF เป็นหลัก ปล่อยให้พี่ใหญ่อย่าง RMF ที่อยู่มานานกว่าก็จริง แต่ความนิยมกลับน้อยกว่าน้องอย่าง LTF ชนิดไม่เห็นฝุ่น
บทความนี้ ไม่ขอพูดถึงเงื่อนไขของ RMF เพราะคุณสามารถหาอ่านจาก website ของ บลจ.ไหนก็ได้ แต่ผมขอพากลับไปทวนให้เห็นถึงเหตุผลและความจำเป็นของ RMF ที่ผมเชื่อว่า พอคุณอ่านเสร็จ จะเห็นความสำคัญของกองทุนนี้มากขึ้นอย่างแน่นอน
1. ประเทศไทยในอนาคต กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ
หมายถึง คนแก่มีจำนวนมากกว่าหนุ่มสาววัยทำงาน เพราะวิทยาการทางการแพทย์ดีขึ้น และเพราะคนสมัยนี้มีลูกช้าลง จำนวนบุตรที่มีก็ลดลงเช่นกัน ลองนึกภาพตัวเองในวันเกษียณไม่มีเงิน ไม่มีลูกหลานอยู่ข้างกายสิครับ จะอยู่ให้รอด ก็ต้องมีเงินเก็บ ดังนั้น แผนชีวิตหลังเกษียญนั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องคิดและวางแผนไว้เนิ่นๆ แถมหากคุณจะหวังว่ารัฐจะมีสวัสดิการเข้ามาช่วยดูแลละก็ ยกตัวอย่างบำนาญชราภาพ กรณีคนส่งเงินประกันสังคมต่อเนื่อง ก็น้อยนิดมาก เพราะจ่ายที่ 20% จากรายได้เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายและไม่เกิน 15,000 บาท นั้นหมายถึง 3,000 บาทเท่านั้น แถมพอเกษียณปั๊บ ก็ถือเป็นการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน ในการใช้สิทธิเรื่องการเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพลภาพ และตาย อีกต่างหาก ประเด็นคือ รัฐไม่มีปัญญาแบกรับภาระตรงนี้ และอุ้มค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุซึ่งคาดว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 14 ล้านคนในอีก 15 ปีข้างหน้าได้ครับ พวกเราต้องช่วยตัวเอง
2. ค่าใช้จ่ายที่โหดที่สุด อยู่ในช่วงหลังเกษียณอายุนะ
ผลการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุข ชี้ชัดว่า โรคที่จะมาพร้อมกับการเกษียณอายุสูงสุด 5 อันดับแรก คือ i) โรคหัวใจและหลอดเลือด ii) โรคต่อมไร้ท่อ iii) โรคระบบกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูกและข้อ iv) โรคระบบทางเดินอาหาร และ v) โรคระบบทางเดินหายใจ ตามลำดับ ไม่ต้องบอกก็รู้นะครับ ว่า แต่ละโรคค่ารักษาพยาบาลมันโหดขนาดไหน ดังนั้นถึงไม่ใช่เรื่องของการออมเงิน แต่อีกหนึ่งวิธีที่ควรคิดไว้ก็คือ การทำประกัน เพื่อคุ้มครองโรคร้ายเหล่านี้ด้วย
บางคนอาจบอกกับผมว่า ไม่เป็นไร ฉันดูแลสุขภาพตัวเองได้ ออกกำลังกายทุกวัน … นั้นก็เป็นเรื่องน่ายินดีครับ แต่ค่าใช้จ่ายปกติของเราหลังเกษียณ มันก็ไม่ใช่จำนวนเงินที่คุณใช้อยู่ในวันนี้นะ วันก่อนผมทำตาราง ค่าใช้จ่ายในอนาคตไว้ให้ดู (คำนวนที่อัตราเงินเฟ้อ 3%นะ) เอามาให้ดูอีกรอบ
ดูตารางแบบนี้ครับ –> อยากมีเงินใช้ต่อเดือน เดือนละ 25,000 บาท ตอนเกษียญในอีก 20 ปีข้างหน้า … ตัวเลขที่แท้จริง หมายถึง คุณต้องมีเงิน 45,153 บาท ต่อเดือน ไม่ใช่แค่ 25,000 บาท นี่ละความน่ากลัวของเงินเฟ้อ
ดังนั้น คุณต้องคิดออม และวางแผนกันไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ว่าอยากใช้เงินหลังอายุ 60 เดือนละเท่าไหร่ คิดว่าจะมีอายุขัยเท่าไหร่ เพื่อจะไปคำนวนว่า ตอนเกษียณ เงินก้อนที่หาไว้ตอนมีแรง มันเป็นเท่าไหร่กันแน่
3. LTF สุดท้าย มันอาจไม่ได้ตอบโจทย์สร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
จั่วหัวแบบนี้ บางคนอาจงง อะไรกัน ลงทุนตั้ง 3 ปี 5 ปี บอกได้ไงว่าไม่มั่นคงในระยะยาว…
ผมมองว่า การลงทุน มันเป็นเรื่องที่ต้องมองกันไปตลอดชีวิตครับ 3 ปี 5 ปี มันสั้นเกินไป และที่ผมบอกว่า LTF มันมีช่องโหว่ ก็เพราะ ผมเห็นมาเยอะแล้ว คนที่ลงทุนใน LTF นั้น หวังผลประโยชน์เรื่องภาษีเป็นหลัก ไม่ได้อยากลงทุนจริงๆจังๆ สุดท้าย พอยอด LTF ก่อนเก่า ครบกำหนดเงื่อนไขสามารถไถ่ถอนคืนได้ ก็ขายมันทิ้งตั้งแต่ต้นปีทันที แล้วรอเอาเงินก้อนนี้มาซื้ออีกปีตอนปลายปี
ประเด็นคือ หมุนเงินแบบนี้ มันไม่ผิด แต่ที่มันผิดก็คือ หากคุณทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็เท่ากับ เงินลงทุนใน LTF ของคุณจะมีขนาดเท่าเดิมไปตลอด เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ไม่มีเงินก้อนใหม่มาซื้อ แต่เอาก้อนของปีที่ครบกำหนดมาวนไปเรื่อยๆ กำไรส่วนต่างจากก้อนเดิม ก็เอาไปเที่ยว ไปช๊อปปิ้ง ทำแบบนี้ Wealth ของเรามันเร่งตัวได้โตเร็วซักแค่ไหนกันเชียว
อีกประเด็นก็คือ LTF บางกอง มีนโยบายจ่ายปันผลครับ และการจ่ายปันผลออกมานั้น มันทำให้อัตราเร่งของผลตอบแทนในระยะยาวมันเบาลง เพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้นอย่างเต็มที่ แต่กองทุนอย่าง RMF นั้น นโยบายชัดเจนคือ ห้ามจ่ายปันผลระหว่างทาง ดังนั้นเงินปันผลที่ได้จากหุ้นรายตัว จะถูกนำกลับไป Reinvest อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้นเอง
4. กองทุน RMF ขั้นเทพในตลาดนั้น ผลการดำเนินงานดีพอๆกับ LTF เลย
หลายคน พอนึกถึงกองทุน RMF เพื่อการเลี้ยงชีพยามเกษียณ ก็จิิ้นไปเองว่า กองทุนต้องเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนคงจะน้อย ลงทุนไปคงไม่ได้เงินเท่ากับ LTF แหง่มๆ แต่ความจริงก็คือ RMF มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ตามสไตล์ของแต่ละคน และ RMF กองที่ลงทุนในหุ้นนั้น ผลการดำเนินงาน และการวัดความสามารถด้านอื่นเช่น Sharpe Ratio ก็ให้ผลว่า RMF ดีๆ มันมีอยู่จริงยิ่งกว่าผู้ชายในฝันซะอีก ลองไปดูกองทุน RMF ที่ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี ดีที่สุดในเมืองไทยกันดูครับ จะเห็นว่า หน้าตาของ บลจ. ที่ติดอันดับ ก็หน้าเดิมๆที่ผมเคยโชว์ให้ดูในบทความเรื่อง LTF ไปก่อนหน้านี้ ไปดูที่ Sharpe Ratio ก็จะเห็นว่า กองทุนที่ให้ค่านี้สูงสุด 3 อันดับแรกก็คือ Aberdeen Smart Capital RMF และ Bualuang Equity RMF และ Bualuang Flexible RMF (บัวหลวง ติด 2 ใน 3 เบยยย) ในขณะที่ ถึงแม้ ที่หนึ่งของ RMF จะเป็นกอง Krungsri Dividend Stock RMF ของกรุงศรี แต่ก็ให้ค่า Sharpe Ratio ต่ำกว่า ส่วนที่ไม่มีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 10 ปีให้ดู ก็เพราะ กองทุนนั้นตั้งมายังไม่ถึง 10 ปีครับ
สรุปประเด็นที่อยากจะสื่อก็คือ RMF นั้น ตอบโจทย์เงินออมเพื่อการเกษียณ ซึ่งมีความสำคัญมากๆสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่บั้นปลายจะไม่มีรายได้เข้ามา อีกทั้งกลไกและเงื่อนไขกองทุน RMF มันบีบให้เราลงทุนระยะยาว ซึ่งจะทำให้นักลงทุนได้ประโยชน์สูงสุดจริงๆ ตามหลักการลงทุนแบบ Value Investing โดยใช้ประโยชน์จากระยะเวลาการลงทุน และหลักการของดอกเบี้ยทบต้น สุดท้าย ผลการดำเนินงานกองทุน RMF เจ๋งๆก็มีให้เลือกลงทุน
รู้อย่างงี้ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ อย่าลืมใส่เงินเข้า RMF กันด้วยนะครับ

พ่อ ขอตังค์ 2 พัน ผมจะออกไปเที่ยว

“พ่อ ขอตังค์ 2 พัน ผมจะออกไปเที่ยว!”
ผมพูดออกไปโดยที่ตายังเพ่งมองไปที่หน้าจอทีวีอยู่
“เมื่อวานพ่อเพิ่งให้แกไม่ใช่เหรอ? อย่าบอกนะว่าใช้ไปหมดแล้ว?” พ่อถามด้วยน้ำเสียงที่เอือมระอา
“แล้วจะให้หรือเปล่า? ถ้าไม่ให้ ผมจะไปวิ่งราวชาบ้านเองก็ได้!”
พูดเสร็จ ผมก็ยกเท้าพาดขึ้นบนโต๊ะ
“อย่านะ!” สิ้นเสียง พ่อก็เอามือล้วงไปในกระเป๋ากางเกงพร้อมกับหยิบแบงค์ร้อยออกมาหลายใบ เตรียมนับให้ผม ผมเดินไปหาพ่อพร้อมกับคว้าเงินในมือที่พ่อมีมากำไว้ทั้งหมด จากนั้นก็วิ่งออกบ้านไป
จากนั้นผมก็ควบมอเตอร์ไซค์ที่พ่อซื้อให้ตรงดิ่งไปหาเพื่อนๆ ที่โต๊ะสนุก
“พ่อเอ็งทำงานอะไรวะ ทำไมมีเงินให้แกใช้ทุกวันเลย วันหนึ่งก็ไม่ใช่น้อยๆ”
เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้น
ผมกลัวเพื่อนถามอาชีพของพ่อมาก เพราะผมอาย ผมจะบอกเพื่อนๆได้ยังไงว่าพ่อของผมเร่ขายไส้กรอกตามคลับบาร์และหน้าร้านมินิมาร์ททั่วไป
ผมอยู่ที่โต๊ะสนุกกับเพื่อนๆ จนถึงตีสาม หลังจากตกลงกันว่าจะไปต่อที่คาราโอเกะก็พากันเดินลงมา จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งเหมือนกำลังข่มขู่ใครอยู่
“ตกลงมึงจะจ่ายไหม แค่ 2 พัน มึงจะให้หรือไม่ให้?
ไม่ให้เดี๋ยวกูเอามึงตาย ไอ้แก่นี่วอนซะแล้ว!”
“นี่มันเงินของฉัน ฉันหามาด้วยความยากลำบาก พวกแกจะมารีดไถฉันได้ยังไง มือเท้าก็ดีทำไมไม่ไปหางานทำกัน มาขู่ฉันมากๆเดี๋ยวฉันจะไปแจ้งตำรวจให้มาจับพวกแกไปนอนกินข้าวแดงในคุกละไม่ว่า!”
สิ้นเสียงของชายคนนั้น ก็ได้ยินเสียงของชายคนแรกตะโกนว่า
“มึงอยากตายใช่ไหม? ได้ กูให้สิทธิ์มึงเดี๋ยวนี้ไม่ต้องรอคิว!”
“ตุ๊บ เพล๊ง” เสียงเหมือนขวดเบียร์ทุบกับอะไรสักอย่างหนึ่งดังขึ้นมา
พอพวกผมเดินลงมาถึงชั้นล่าง ก็เห็นวัยรุ่นรุ่นกลุ่มหนึ่ง กำลังรุมทำร้ายชายวัยกลางคนๆหนึ่ง เด็กวัยรุ่นทั้งเตะทั้งต่อยทั้งกระโดดถีบ และอีกคนหนึ่งก็ถือขวดเบียร์กระหน่ำตีไปที่ร่างของชายคนนั้น ที่ตอนนี้แน่นิ่งอยู่กับที่ แต่มือของเขาก็กำอะไรบางอย่างไว้ไม่ยอมปล่อยมือ
“เฮ้ย อย่าไปเสือกเลย เดี๋ยวเหนื่อยเปล่า ไปร้องคาราโอเกะดีกว่า เพลินกว่ากันเยอะ” เพื่อนผมฉุดแขนผมให้เดินออกมาไม่ให้เข้าไปยุ่งกับกลุ่มอันธพาลนั้น
ก่อนที่ผมจะเดินออกมา ผมอดไม่ได้ที่จะมองไปที่ชายวัยกลางคนที่นอนอยู่กับพื้นนั้น เพราะรถพ่วงขายไส้กรอกที่คุ้นตาซะเหลือเกิน เมื่อผมเพ่งมองดีๆ นั่นมันพ่อผมนี่นา!
ผมตะลึงมองพ่อที่ถูกเตะถูกเหยียบอยู่กับพื้น มือกำเงินไว้แน่นไม่ยอมให้พวกอันธพาลแกะเอาไป อยู่ๆก็นึกถึงพ่อที่เอาเงินให้ผมใช้ทีละ2-3พันโดยไม่ปริปากด่าว่าอะไร แต่ตอนนี้ เงินแค่ 2 พัน พ่อกลับไม่ยอมให้พวกมัน กลับยอมที่จะเอาชีวิตเข้าแลก
ผมตะโกนว่า “พ่อ!” ผมไม่อายใครอีกแล้ว จากนั้นก็วิ่งเข้าไปหาพ่อ พร้อมเอาตัวกำบังร่างของพ่อที่ปกติผมไม่เคยใส่ใจหรือแยแสใดๆ ผมยอมให้พวกอันธพาลทั้งเตะทั้งถีบ แต่ความรู้สึกเจ็บที่กายนั้น ไม่เท่ากับความรู้สึกเจ็บที่ใจในตอนนี้ได้เลย ผมทำไมทำสิ่งเลวๆกับพ่อได้ถึงเพียงนี้
โชคดีที่เพื่อนๆของผมเข้ามาช่วยไว้ ไอ้เด็กพวกนั้นจึงพากันวิ่งหนีเตลิดไป ครู่ต่อมาตำรวจก็เข้ามาควบคุมสถานการณ์ ผมมองไปที่ร่างของพ่อ ตอนนี้มีเลือดไหลออกจากศีรษะของพ่อ และตอนนี้พ่อก็สลบไปไม่รู้สึกตัว
“ใครก็ได้เรียกรถพยาบาลให้ผมด่วน พ่อผมเสียเลือดมาก ช่วยพ่อของผมด้วย!”
ผมอุ้มพ่อขึ้นรถพยาบาลและนั่งอยู่ข้างๆพ่อ ในมือของพ่อยังกำเงินไว้แน่น
ผมร้องไห้ออกมา
“สิ่งศักดิ์สิทธิ์โปรดคุ้มครองพ่อของผมด้วย ถ้าพ่อผมไม่เป็นอะไร ผมจะกลับตัวกลับใจ ผมจะไม่ทำให้พ่อต้องลำบากอย่างนี้อีก สิ่งศักดิ์สิทธิ์โปรดช่วยพ่อผมด้วยเถิด ผมขอร้อง!”
จู่ๆ พ่อก็สำลักและค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาดูอย่างงๆ
“พ่อ!” ผมจับมือพ่อไว้แน่น
“นี่มันที่ไหน?”
“อยู่บนรถพยาบาล เมื่อกี้พ่อสลบไป” ผมไม่รู้จะพูดอะไร ภาพนั้นยังติดตาผมอยู่
พ่อค่อยๆ ยกมือขึ้น มองเงินในมือ
“วิท... นี่เงินที่พ่อขายไส้กรอกได้คืนนี้ รับไปสิ เดี๋ยวกลับบ้านลูกไปซื้ออะไรกิน พ่อยังไม่หิว! ”
คำพูดของพ่อกระแทกใจของผมอย่างรุนแรงเหลือเกิน ผมก้มลงกอดพ่อไว้ น้ำตาผมไหลอาบสองแก้ม ผมร้องไห้อย่างไม่อายพี่ๆ ที่นั่งอยู่บนรถ ผมพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือก่อนที่พ่อจะหมดแรงและหลับตาลงอย่างช้าๆ อีกครั้งว่า...."พ่อครับ....ผมขอโทษ"
......
กว่าลูกจะสำนึกผิดได้ เกือบต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป
หลายๆคนยังเข้าใจว่าพ่อแม่หาเงินมาให้ลูกๆไว้ใช้จ่ายได้โดยไม่ยาก ใครจะรู้ว่าพ่อแม่บางคนต้องตรากตรำทำงานอย่างนัก เลือดตาแทบกระเด็น อดมื้อกินมื้อ ต้องเก็บออมกันทั้งพ่อและแม่ บางทีก็ต้องทำงานรับจ้างอย่างอื่นเพิ่ม เพื่อหล่อเลี้ยงครอบครัว นี้ก็ใกล้เปิดเทอมอีกแล้ว คงมีอีกหลายๆครอบครัวต้องกู้หนี้ยืมสิน หวังเป็นค่าชุดค่าเทอมให้กับลูกได้ร่ำเรียนหนังสือ กว่าที่ลูกๆ จะเข้าใจความเหนื่อยยากลำบากของพ่อแม่ บางทีมันก็อาจสายเกินไป.... อย่าให้ความหวังสุดท้ายของท่านต้องพังทลาย เพราะการใช้ชีวิตของลูกๆ ในทางที่ผิดอีกเลย
1 แชร์ คือ1 ธรรมทาน. (เผื่อลูกๆหลานๆที่เดินทางผิดได้อ่านเจอ)
ขอบคุณข้อความดีๆ จากนุสนธิ์บุคส์