สมองดีสร้างได้ตั้งแต่ลูกอยู่ในท้อง..จริง ๆ นะ
เรื่องนี้..
บรรดาแม่ ๆ ทั้งมือใหม่หัดท้อง และแม่ท้องมืออาชีพทั้งหลายต่างให้ความสนใจ และตั้งอกตั้งใจค้นคว้าหาความรู้กันมากมาย
คืออย่างนี้..
ท้องของแม่ คือ โลกของลูก
ดังนั้นนับแต่ตอนที่แม่ท้อง นักวิชาการต่างออกมายืนยันว่าโลกของลูก ในท้องของแม่นั้นเป็นโลกที่สามารถพัฒนาลูกน้อยได้จริง ๆ จึงขอให้แม่หลีกเลี่ยงการดูโทรทัศน์ เพราะไม่ได้ช่วยอะไรให้ลูกดีขึ้นเลย ซ้ำร้ายยังส่งผลเสียต่อลูกในท้องซะอีก เพราะมีคลื่นไฟฟ้า ที่แผ่รังสีออกมาทำลายสุขภาพของแม่ส่งผ่านไปยังลูกน้อยในท้องอีกด้วย
เรื่องนี้..
บรรดาแม่ ๆ ทั้งมือใหม่หัดท้อง และแม่ท้องมืออาชีพทั้งหลายต่างให้ความสนใจ และตั้งอกตั้งใจค้นคว้าหาความรู้กันมากมาย
คืออย่างนี้..
ท้องของแม่ คือ โลกของลูก
ดังนั้นนับแต่ตอนที่แม่ท้อง นักวิชาการต่างออกมายืนยันว่าโลกของลูก ในท้องของแม่นั้นเป็นโลกที่สามารถพัฒนาลูกน้อยได้จริง ๆ จึงขอให้แม่หลีกเลี่ยงการดูโทรทัศน์ เพราะไม่ได้ช่วยอะไรให้ลูกดีขึ้นเลย ซ้ำร้ายยังส่งผลเสียต่อลูกในท้องซะอีก เพราะมีคลื่นไฟฟ้า ที่แผ่รังสีออกมาทำลายสุขภาพของแม่ส่งผ่านไปยังลูกน้อยในท้องอีกด้วย
แต่..
นักวิชาการให้แม่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง..ตั้งแต่อยู่ในท้องนั่นแหละ เพราะการอ่านหนังสือดี ๆ ภาพสวย ๆ เนื้อหาที่ง่าย ๆ น่ารัก ๆ ซึ่งจะทำให้แม่เพลิดเพลิน
อ้อ..ขอกระซิบว่า
ตอนอ่านนี่ ต้องอ่านออกเสียงดัง ๆ ให้ลูกที่อยู่ในท้องฟังชัด ๆ ด้วยนะ
ลองหยิบหนังสือ ของ ตุ๊บปอง ชุดไหน..เรื่องไหนก็ได้ มาอ่านดูนะ..
หนังสือเนื้อหาที่อุ่นอวลไปด้วยความรักอย่างนี้..ทำให้แม่ "สงบ เย็น และเป็นสุข"
นักวิชาการให้แม่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง..ตั้งแต่อยู่ในท้องนั่นแหละ เพราะการอ่านหนังสือดี ๆ ภาพสวย ๆ เนื้อหาที่ง่าย ๆ น่ารัก ๆ ซึ่งจะทำให้แม่เพลิดเพลิน
อ้อ..ขอกระซิบว่า
ตอนอ่านนี่ ต้องอ่านออกเสียงดัง ๆ ให้ลูกที่อยู่ในท้องฟังชัด ๆ ด้วยนะ
ลองหยิบหนังสือ ของ ตุ๊บปอง ชุดไหน..เรื่องไหนก็ได้ มาอ่านดูนะ..
หนังสือเนื้อหาที่อุ่นอวลไปด้วยความรักอย่างนี้..ทำให้แม่ "สงบ เย็น และเป็นสุข"
เรื่องนี้นักวิชาการบอกตรงกันว่า..
ถ้าทำเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอ สมองของลูกจะเติบโตไปกับกุศลของแม่ตั้งแต่อยู่ในห้องเรียนห้องแรก คือ ท้องของแม่นานแหละ เพราะลูกสามารถรับรู้ในคลื่นเสียงที่ได้ยิน แม้จะยังไม่รู้หรอกว่าเสียงนั้นเป็นเสียงอะไร แต่สามารถจำเสียง จังหวะ และการออกคำของแม่ได้
เมื่อเด็กเกิดใหม่ เด็กไม่รับรู้ว่าโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าพ่อแม่อยู่จริงๆ เด็กจะใช้เวลาหกเดือนแรกของชีวิตในการเรียนรู้ว่าพ่อแม่นั้นมีจริง ดังนั้น บ้านที่เลี้ยงลูกด้วยตนเองจะช่วยให้เด็กพัฒนาสิ่งที่เรียกว่าพ่อแม่ขึ้นมาในจิตใจได้เร็วและแข็งแรงกว่าบ้านที่ไม่เลี้ยงลูกด้วยตนเอง
ถ้าทำเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอ สมองของลูกจะเติบโตไปกับกุศลของแม่ตั้งแต่อยู่ในห้องเรียนห้องแรก คือ ท้องของแม่นานแหละ เพราะลูกสามารถรับรู้ในคลื่นเสียงที่ได้ยิน แม้จะยังไม่รู้หรอกว่าเสียงนั้นเป็นเสียงอะไร แต่สามารถจำเสียง จังหวะ และการออกคำของแม่ได้
เมื่อเด็กเกิดใหม่ เด็กไม่รับรู้ว่าโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าพ่อแม่อยู่จริงๆ เด็กจะใช้เวลาหกเดือนแรกของชีวิตในการเรียนรู้ว่าพ่อแม่นั้นมีจริง ดังนั้น บ้านที่เลี้ยงลูกด้วยตนเองจะช่วยให้เด็กพัฒนาสิ่งที่เรียกว่าพ่อแม่ขึ้นมาในจิตใจได้เร็วและแข็งแรงกว่าบ้านที่ไม่เลี้ยงลูกด้วยตนเอง
ดังนั้น..
ถ้าแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง ครั้นพอคลอดออกมา ในขณะที่ให้ลูกดูดนมก็พูดคุย ร้องเพลง และพอว่าง ๆ พ่อแม่ก็อ่านหนังสือให้ฟัง ก่อนนอนก็ร้องเพลงกล่อม เป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่ลูกจะมีภาพพ่อแม่ที่ชัดเจนทีละน้อย ๆ จนจำได้แม่น โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต ลูกจะได้เรียนรู้ว่าพ่อแม่นั้นมีจริง ดังนั้น บ้านที่เลี้ยงลูกด้วยตนเองจะช่วยให้ลูกมีภาพของพ่อและแม่ เด่นชัดและแข็งแรงในจิตใจของลูกขึ้นมาในจิตใจได้เร็วและแข็งแรงกว่าบ้านที่ไม่เลี้ยงลูกด้วยตนเอง
ถ้าแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง ครั้นพอคลอดออกมา ในขณะที่ให้ลูกดูดนมก็พูดคุย ร้องเพลง และพอว่าง ๆ พ่อแม่ก็อ่านหนังสือให้ฟัง ก่อนนอนก็ร้องเพลงกล่อม เป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่ลูกจะมีภาพพ่อแม่ที่ชัดเจนทีละน้อย ๆ จนจำได้แม่น โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต ลูกจะได้เรียนรู้ว่าพ่อแม่นั้นมีจริง ดังนั้น บ้านที่เลี้ยงลูกด้วยตนเองจะช่วยให้ลูกมีภาพของพ่อและแม่ เด่นชัดและแข็งแรงในจิตใจของลูกขึ้นมาในจิตใจได้เร็วและแข็งแรงกว่าบ้านที่ไม่เลี้ยงลูกด้วยตนเอง
และถ้าทำอย่างต่อเนื่อง ไปจนลูกอายุได้ซัก 5 ขวบ ลูกจะสร้างสายสัมพันธ์กับพ่อแม่ และสายสัมพันธ์นี้จะก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ ช้า ๆ ทอดยาวออกและแข็งแรงมากขึ้นทุกขณะ
ลูกที่มีภาพพ่อแม่ชัดและมีสายสัมพันธ์แข็งแรงจะ "ดี" ได้ไม่ยาก เพราะภาพพ่อแม่ในใจชัดเสียจนเสมือนอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ลูกจึงดีได้ ด้วยเพราะความใกล้ชิดมิใช่เพราะการสั่งสอนของพ่อแม่
ลูกที่มีภาพพ่อแม่ชัดและมีสายสัมพันธ์แข็งแรงจะ "ดี" ได้ไม่ยาก เพราะภาพพ่อแม่ในใจชัดเสียจนเสมือนอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ลูกจึงดีได้ ด้วยเพราะความใกล้ชิดมิใช่เพราะการสั่งสอนของพ่อแม่
นี่แหละคือเหตุผลสำคัญ
ที่ไม่ควรให้ลูกดูโทรทัศน์ หรือเล่นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นดีวีดี คอมพิวเตอร์ และเกมอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ..นับตั้งแต่อยู่ในท้อง จนถึงอายุ 2 ขวบ และตั้งแต่ 2 -5 ปี ก็ไม่ควรให้ดูเลย แม้รายการที่บอกว่าเหมาะกับเด็ก หรือถ้าจะดูก็ต้องดูไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง เพราะภาพและเสียงนั้นมันเปลี่ยนเร็วโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่สมองนั้นจับได้ เด็กจึงเคยชินกับการที่จะเปลี่ยนอะไร ๆ ไปเรื่อย ๆ จะอยู่กับอะไรนาน ๆ ไม่ได้ นี่แหละตัวการสำคัญในการทำให้ลูกสมาธิสั้นยุกยิก วิ่งไปวิ่งมาตลอดเวลาไม่ยอมอยู่กับที่
ที่ไม่ควรให้ลูกดูโทรทัศน์ หรือเล่นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นดีวีดี คอมพิวเตอร์ และเกมอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ..นับตั้งแต่อยู่ในท้อง จนถึงอายุ 2 ขวบ และตั้งแต่ 2 -5 ปี ก็ไม่ควรให้ดูเลย แม้รายการที่บอกว่าเหมาะกับเด็ก หรือถ้าจะดูก็ต้องดูไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง เพราะภาพและเสียงนั้นมันเปลี่ยนเร็วโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่สมองนั้นจับได้ เด็กจึงเคยชินกับการที่จะเปลี่ยนอะไร ๆ ไปเรื่อย ๆ จะอยู่กับอะไรนาน ๆ ไม่ได้ นี่แหละตัวการสำคัญในการทำให้ลูกสมาธิสั้นยุกยิก วิ่งไปวิ่งมาตลอดเวลาไม่ยอมอยู่กับที่
มีงานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า
โทรทัศน์มีผลต่อสมองของลูกน้อยแน่นอน เด็กในระดับไอคิวเริ่มต้นเท่ากันที่ดูโทรทัศน์ เฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมง เวลา 1 ปีที่ผ่านไป ไอคิวของเด็กจะต่ำกว่าเด็กที่ไม่ได้ดูทีวี
แต่ลูกเรียนรู้จากหนังสือ..
แค่อ่าน ลูกก็รู้แล้ว ไม่ต้องมานั่งพร่ำสอนใด ๆ เพราะตัวละครสอนให้แล้วอย่างดี และมีชีวิตชีวา..สนุกกว่าพ่อแม่ที่มักจะสอนค่อนไปในทางบ่นซะอีก
โทรทัศน์มีผลต่อสมองของลูกน้อยแน่นอน เด็กในระดับไอคิวเริ่มต้นเท่ากันที่ดูโทรทัศน์ เฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมง เวลา 1 ปีที่ผ่านไป ไอคิวของเด็กจะต่ำกว่าเด็กที่ไม่ได้ดูทีวี
แต่ลูกเรียนรู้จากหนังสือ..
แค่อ่าน ลูกก็รู้แล้ว ไม่ต้องมานั่งพร่ำสอนใด ๆ เพราะตัวละครสอนให้แล้วอย่างดี และมีชีวิตชีวา..สนุกกว่าพ่อแม่ที่มักจะสอนค่อนไปในทางบ่นซะอีก
ดังนั้น..
อยากให้ลูกเป็นคนเก่ง ต้องฝึกให้ลูกอยู่กับหนังสือ
ไม่ใช่ทีวี สมาร์ทโฟน แท๊บเล็ต ไฮเทคโนโลยี และสื่อสำเร็จรูป
อยากให้ลูกเป็นคนเก่ง ต้องฝึกให้ลูกอยู่กับหนังสือ
ไม่ใช่ทีวี สมาร์ทโฟน แท๊บเล็ต ไฮเทคโนโลยี และสื่อสำเร็จรูป
ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป