วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

สมองดีสร้างได้ตั้งแต่ลูกอยู่ในท้อง

สมองดีสร้างได้ตั้งแต่ลูกอยู่ในท้อง..จริง ๆ นะ
เรื่องนี้..
บรรดาแม่ ๆ ทั้งมือใหม่หัดท้อง และแม่ท้องมืออาชีพทั้งหลายต่างให้ความสนใจ และตั้งอกตั้งใจค้นคว้าหาความรู้กันมากมาย
คืออย่างนี้..
ท้องของแม่ คือ โลกของลูก
ดังนั้นนับแต่ตอนที่แม่ท้อง นักวิชาการต่างออกมายืนยันว่าโลกของลูก ในท้องของแม่นั้นเป็นโลกที่สามารถพัฒนาลูกน้อยได้จริง ๆ จึงขอให้แม่หลีกเลี่ยงการดูโทรทัศน์ เพราะไม่ได้ช่วยอะไรให้ลูกดีขึ้นเลย ซ้ำร้ายยังส่งผลเสียต่อลูกในท้องซะอีก เพราะมีคลื่นไฟฟ้า ที่แผ่รังสีออกมาทำลายสุขภาพของแม่ส่งผ่านไปยังลูกน้อยในท้องอีกด้วย
แต่..
นักวิชาการให้แม่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง..ตั้งแต่อยู่ในท้องนั่นแหละ เพราะการอ่านหนังสือดี ๆ ภาพสวย ๆ เนื้อหาที่ง่าย ๆ น่ารัก ๆ ซึ่งจะทำให้แม่เพลิดเพลิน
อ้อ..ขอกระซิบว่า
ตอนอ่านนี่ ต้องอ่านออกเสียงดัง ๆ ให้ลูกที่อยู่ในท้องฟังชัด ๆ ด้วยนะ
ลองหยิบหนังสือ ของ ตุ๊บปอง ชุดไหน..เรื่องไหนก็ได้ มาอ่านดูนะ..
หนังสือเนื้อหาที่อุ่นอวลไปด้วยความรักอย่างนี้..ทำให้แม่ "สงบ เย็น และเป็นสุข"
เรื่องนี้นักวิชาการบอกตรงกันว่า..
ถ้าทำเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอ สมองของลูกจะเติบโตไปกับกุศลของแม่ตั้งแต่อยู่ในห้องเรียนห้องแรก คือ ท้องของแม่นานแหละ เพราะลูกสามารถรับรู้ในคลื่นเสียงที่ได้ยิน แม้จะยังไม่รู้หรอกว่าเสียงนั้นเป็นเสียงอะไร แต่สามารถจำเสียง จังหวะ และการออกคำของแม่ได้
เมื่อเด็กเกิดใหม่ เด็กไม่รับรู้ว่าโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าพ่อแม่อยู่จริงๆ เด็กจะใช้เวลาหกเดือนแรกของชีวิตในการเรียนรู้ว่าพ่อแม่นั้นมีจริง ดังนั้น บ้านที่เลี้ยงลูกด้วยตนเองจะช่วยให้เด็กพัฒนาสิ่งที่เรียกว่าพ่อแม่ขึ้นมาในจิตใจได้เร็วและแข็งแรงกว่าบ้านที่ไม่เลี้ยงลูกด้วยตนเอง
ดังนั้น..
ถ้าแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่อยู่ในท้อง ครั้นพอคลอดออกมา ในขณะที่ให้ลูกดูดนมก็พูดคุย ร้องเพลง และพอว่าง ๆ พ่อแม่ก็อ่านหนังสือให้ฟัง ก่อนนอนก็ร้องเพลงกล่อม เป็นเรื่องที่ดีที่สุดที่ลูกจะมีภาพพ่อแม่ที่ชัดเจนทีละน้อย ๆ จนจำได้แม่น โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต ลูกจะได้เรียนรู้ว่าพ่อแม่นั้นมีจริง ดังนั้น บ้านที่เลี้ยงลูกด้วยตนเองจะช่วยให้ลูกมีภาพของพ่อและแม่ เด่นชัดและแข็งแรงในจิตใจของลูกขึ้นมาในจิตใจได้เร็วและแข็งแรงกว่าบ้านที่ไม่เลี้ยงลูกด้วยตนเอง
และถ้าทำอย่างต่อเนื่อง ไปจนลูกอายุได้ซัก 5 ขวบ ลูกจะสร้างสายสัมพันธ์กับพ่อแม่ และสายสัมพันธ์นี้จะก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ ช้า ๆ ทอดยาวออกและแข็งแรงมากขึ้นทุกขณะ
ลูกที่มีภาพพ่อแม่ชัดและมีสายสัมพันธ์แข็งแรงจะ "ดี" ได้ไม่ยาก เพราะภาพพ่อแม่ในใจชัดเสียจนเสมือนอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ลูกจึงดีได้ ด้วยเพราะความใกล้ชิดมิใช่เพราะการสั่งสอนของพ่อแม่
นี่แหละคือเหตุผลสำคัญ
ที่ไม่ควรให้ลูกดูโทรทัศน์ หรือเล่นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นดีวีดี คอมพิวเตอร์ และเกมอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ..นับตั้งแต่อยู่ในท้อง จนถึงอายุ 2 ขวบ และตั้งแต่ 2 -5 ปี ก็ไม่ควรให้ดูเลย แม้รายการที่บอกว่าเหมาะกับเด็ก หรือถ้าจะดูก็ต้องดูไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง เพราะภาพและเสียงนั้นมันเปลี่ยนเร็วโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่สมองนั้นจับได้ เด็กจึงเคยชินกับการที่จะเปลี่ยนอะไร ๆ ไปเรื่อย ๆ จะอยู่กับอะไรนาน ๆ ไม่ได้ นี่แหละตัวการสำคัญในการทำให้ลูกสมาธิสั้นยุกยิก วิ่งไปวิ่งมาตลอดเวลาไม่ยอมอยู่กับที่
มีงานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า
โทรทัศน์มีผลต่อสมองของลูกน้อยแน่นอน เด็กในระดับไอคิวเริ่มต้นเท่ากันที่ดูโทรทัศน์ เฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมง เวลา 1 ปีที่ผ่านไป ไอคิวของเด็กจะต่ำกว่าเด็กที่ไม่ได้ดูทีวี
แต่ลูกเรียนรู้จากหนังสือ..
แค่อ่าน ลูกก็รู้แล้ว ไม่ต้องมานั่งพร่ำสอนใด ๆ เพราะตัวละครสอนให้แล้วอย่างดี และมีชีวิตชีวา..สนุกกว่าพ่อแม่ที่มักจะสอนค่อนไปในทางบ่นซะอีก
ดังนั้น..
อยากให้ลูกเป็นคนเก่ง ต้องฝึกให้ลูกอยู่กับหนังสือ
ไม่ใช่ทีวี สมาร์ทโฟน แท๊บเล็ต ไฮเทคโนโลยี และสื่อสำเร็จรูป


ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

EP2 เทคนิคการรีทัชภาพ - PS


พ่อแม่อ่านได้ ลูกภาษาดี ปัญญาดี ชีวิตดี

การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง เป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาสมรรถนะของลูกปฐมวัยในการพัฒนาตามวัยให้ดีขึ้นได้ เพราะหนังสือ ถือเป็นต้นทางที่จะสร้างวิถีแห่งการเรียนรู้ ด้วยเพราะเนื้อหาและองค์ประกอบของภาพในหนังสือ ทำให้ลูกค้นพบแนวคิดดี ๆ ที่นำมาประยุกต์เป็นความคิดของตน กระทั่งเกิดกระบวนการคิด และจินตนาการอันเป็นการส่งเสริมให้สุขภาพดี ภาษาดี สังคมดี อารมณ์ดี ความรู้ดี ความคิดดี สติปัญญาดี สมาธิดี จิตใจดี และมีความคิดสร้างสรรค์ดี เพราะขณะที่ฟัง ลูกจะพินิจพิเคราะห์และวินิจฉัยเนื้อหาสาระไปด้วย จึงสามารถนำไปปฏิบัติจนเกิดผลดีต่อตนเองได้ในภายภาคหน้า
นั่นหมายถึง..
พ่อแม่อ่านจบแล้วต้องไม่จบเลย ต้องหากิจกรรมที่สัมพันธ์กับการอ่านมาเกริ่นและกล่าวขานอย่างเหมาะสมกับเนื้อหาและภาพประกอบ อย่างไม่ยัดเยียด และไม่จงใจที่จะสอนจนลูกหน่าย แล้วกลายเป็นเกลียดหนังสือ
อ่านได้อ่านดี อ่านดังฟังชัด
หยิบหนังสือภาพสำหรับเด็ก ชุด ชวนท่องร้องเล่น เรื่องโดย ตุ๊บปอง ภาพโดยตู้อบ ..มาอ่านกับลูกด้วยเสียงที่ดัง ฟังกันชัด ๆ
การที่พ่อแม่อ่านออกเสียง และลูกสามารถฟังเรื่องราวที่สนุกสนาน และภาษาที่สละสลวยได้ชัด ทำให้ลูกเกิดสมาธิในการจับใจความจากเรื่องราวที่ฟัง ประกอบกับภาพที่เห็น ทำให้ลูกเกิดทัศนคติที่ดีต่อการอ่านได้
ก่อนอ่าน
พ่อแม่ต้องพูดคุยกับลูกถึงรายละเอียดของภาพในหน้าปกหนังสือก่อน ดูชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง พร้อมตั้งคำถามจากรูปภาพที่เห็น..แบบขำ ๆ สบาย ๆ "ไม่ซีเรียส" เพราะนี่คือการสร้างความอุ่นใจให้แก่ลูกว่า อีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า จะได้พบกับความสุขในโลกของหนังสือ ถือเป็นการสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีกับลูกไปพร้อมกัน
อ้อ..
ถ้าบางคำถามที่ถามแล้วลูกไม่ตอบสนอง พ่อแม่ควรเปลี่ยนเป็นคำถามให้ง่ายต่อการตอบ หรือให้ลูกใช้การสื่อสารด้วยร่างกายเป็นการตอบ เช่น การพยักหน้า ส่ายหน้า หรือหัวเราะ ฮ่า..ฮ่า เพื่อลูกจะได้รู้สึกผ่อนคลายไม่เครียดและสนใจที่จะฟังพ่อแม่อ่านหนังสือต่อ
ระหว่างอ่าน
1.ใช้นิ้วชี้ชื่อเรื่อง และชื่อผู้แต่งที่หน้าปกหนังสือ ทำให้ลูกสังเกตเห็นว่า การอ่านนั้นเริ่มต้นจากซ้ายไปจบที่ด้านขวา พร้อมกับพูดคุยถึงภาพ เพื่อให้ลูกได้คาดเดาถึงเนื้อเรื่องที่จะได้ฟัง
2.ให้ลูกเป็นคนเปิดหนังสือ เพราะจะทำให้ลูกสังเกตและจำว่าการเปิดหนังสือจะเปิดจากขวาไปซ้าย
3.อ่านแบบมีอารมณ์ร่วม ด้วยการทำน้ำเสียงให้เหมาะสมกับอารมณ์ของคำในเนื้อเรื่อง ซึ่งจะทำให้ลูกเข้าใจความหมายของคำที่เขียนอย่างเป็นองค์รวม
4.คำนึงถึงช่วงระยะเวลาในการอ่าน โดยดูจากอารมณ์และอาการของลูกเป็นสำคัญ ซึ่งลูกอาจเบื่อกับการใช้เวลาในการอ่านนานเกินไป หรือไม่จุใจถ้าอ่านแล้วผลุบผลับจบเร็วเกินไป
5.ไม่ควรมีการแบ่งอ่าน เช่น วันนี้อ่านให้ฟังเพียงครึ่งเรื่อง ที่เหลือคอยติดตามในวันรุ่งขึ้น
ลูกพอใจเล่มไหนให้อ่านเล่มนั้น
นี่คือแนวทางในการสร้างนิสัยรักการอ่านที่ดีให้แก่ลูกได้เป็นอย่างดี ถ้าพ่อแม่เปิดโอกาสให้ลูกเลือกอ่านหนังสือตามความสนใจของลูกเองอยู่เสมอ โดยจัดเป็นมุมหนังสือ ตะกร้าหนังสือ หรือพาลูกเข้าห้องสมุด เพื่อให้ลูกได้มีโอกาสเลือกหนังสือมาอ่านอย่างอิสระตามความสนใจ
อ่านในใจ..เงียบ ๆ
ให้โอกาสและจัดให้มีช่วงเวลาที่ลูกสามารถเลือกหนังสือที่ชอบใจเป็นพิเศษมาอ่านตามลำพัง โดยให้ลูกอ่านเงียบ ๆ หรือออกเสียงพึมพำในลำคอเบา ๆ โดยไม่รบกวนผู้อื่น ก็จะช่วยให้ลูกมีสมาธิ และจดจ่อในการเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ แต่เพียงผู้เดียว เมื่ออ่านจบแล้ว ให้ลูกเรียบเรียงใจความสำคัญแล้วเล่าเรื่องราวให้ฟังเป็นภาษาของตนเอง
อ่านเล่มนี้ซิดี
ชี้ชวนให้ลูกอ่านหนังสือ โดยที่พ่อแม่อ่านหนังสือเล่มนั้น ๆ ก่อน เพื่อจะได้มีข้อมูลที่จะเลือกใช้เรื่องราว หรือความน่าสนใจของตัวละคร มาเย้าให้ลูกสนใจ แล้วหยิบมาอ่าน
อ่านย้ำซ้ำเรื่อง
การอ่านหนังสือเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ที่มีเรื่องราวน่าสนใจ และคำที่สนุกสนาน ก็ถือเป็นการดีที่พ่อแม่พึงใช้ในการสร้างระบบความจำให้แก่ลูก
การอ่านย้ำซ้ำเรื่องที่สนุก ๆ และมีกิจกรรมระหว่างอ่าน หรือหลังอ่านอย่างนี้..จำทำให้ลูกสนุก และสนใจหนังสือเล่มนั้นมากมากยิ่งขึ้น
ไม่เชื่อก็ลองดูซี..
พ่อแม่ลูก..สนุกไม่รู้เรื่องเชียวหละ

7 ทักษะรับมือกับลูกน้อย Generation Alpha

ริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 จนมาถึงปัจจุบันเป็นยุคดิจิทัลที่มีสภาพแวดล้อม และการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทางด้านเทคโนโลยีก็มีการใช้อุปกรณ์ทัชสกรีน (Touch Screen) และติดต่อสื่อสารผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คมากขึ้น จึงทำให้เด็กในยุคนี้ได้รับอิทธิพลจากภาพ เสียง วิดีโอ มากกว่าตัวหนังสือหรือการพูดคุยกัน มักจะถ่ายทอดความคิดและแบ่งปัน ภาพ หรือข้อความกิจวัตรประจำวันผ่านการอัปโหลดเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ฯลฯ เราจึงเรียกเด็กที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ถึงปัจจุบันว่า เจนเนอเรชั่น อัลฟ่า (Generation Alpha)

พฤติกรรมดังกล่าวของเด็กในยุคเจนเนอเรชั่น อัลฟ่า มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลให้คำแนะนำกับลูกน้อยเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกน้อยสามารถปรับตัว
พร้อมรับมือกับสังคม และการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรู้เท่าทัน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกน้อยได้ด้วย 7 ทักษะสำคัญดังต่อไปนี้

7 ทักษะรับมือกับลูกน้อย Generation Alpha
1. การคิดอย่างมีวิจารณญาณและแก้ปัญหาเป็น (Critical Thinking and Problem Solving) ควรฝึกฝนให้ลูกน้อยทำกิจกรรมต่างๆด้วยตัวเอง เพื่อปลูกฝังให้เขาเป็นเด็กที่กล้าตัดสินใจ ลองผิดลองถูก ให้รู้จักช่วยเหลือแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง โดยอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและความรอบคอบ

2. การคิดในเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ควรหากิจกรรมที่หลากหลายให้ลูกน้อยได้ทำ เช่น งานศิลปะ งานประดิษฐ์สิ่งของ เพื่อเป็นการช่วยให้สมองได้ฝึกคิดและมีจินตนาการในการสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง

3. ความฉลาดในการใช้สื่อดิจิทัล (Digital Wisdom) พ่อแม่ควรสอนและเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูกน้อยในการใช้เครื่องมือสื่อสารทางเทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของโลกออนไลน์ และสังคมวัตถุนิยม

4. การรู้จักปรับตัวและการทำงานเป็นทีม (Collaboration) ลูกน้อยควรรู้จักการเข้าสังคม สามารถเริ่มได้จากการเล่นการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน เพื่อให้เขาเรียนรู้และปรับตัวกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้

5. ความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค (Resilience) การสอนให้ลูกน้อยทำอะไรด้วยตัวเองจะมีส่วนช่วยให้เขามีความอดทน ขยันหมั่นเพียร และมีความตั้งใจในการทำงานทำสิ่งต่างๆให้ประสบความสำเร็จ

6. การสื่อสารชัดเจน มีประสิทธิภาพ (Communication) คุณแม่สามารถสอนให้ลูกน้อยสื่อสารชัดเจนและมีประสิทธิภาพได้ด้วยการฝึกพูด ฝึกเขียน อาจเริ่มตั้งแต่คำสั้นๆ จนเป็นประโยคที่สมบูรณ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมบอกความหมายให้เขาเข้าใจด้วย

7. ความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจคนอื่น (Compassion) คุณแม่ควรสอนให้ลูกน้อยรู้จักแบ่งปันสิ่งของ และมีน้ำใจคอยช่วยเหลือผู้อื่น รวมถึงควรสอนให้เขารู้จักการให้อภัย เพื่อปลูกฝังให้เขาสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นและเติบโตเป็นที่รักของคนรอบข้างได้อย่างมีความสุข


ขอบคุณข้อมูลประกอบเว็บไซต์ คม ชัด ลึก
เว็บไซต์ครอบครัวข่าวเด็ก

6 เรื่องที่อย่าบังคับลูก ถ้าลูกยังไม่พร้อม

เชื่อว่าความหวังดีหลายอย่างของพ่อแม่ กลับกลายเป็นดาบที่มาทิ่มแทงลูกน้อยให้เจ็บปวดโดยที่พ่อแม่ไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับการบังคับลูกหลายๆ เรื่องเพื่อปรับพฤติกรรมให้ได้ตามที่พ่อแม่คาดหวัง แต่ด้วยความเป็นเด็กพ่อแม่ควรมีวิธีในการฝึกหัด และค่อยๆ สอนลูกๆ แทนวิธีการบังคับซึ่งอาจส่งผลเสียกับพฤติกรรมของลูกมากกว่า มีเรื่องอะไรบ้างที่พ่อแม่ไม่ควรบังคับ ฝืนใจลูกจนเกินไปมาลองดูกันค่ะ
1. อย่าบังคับให้ลูกนอน
ช่วงแรกๆ ของการฝึกให้ลูกนอนเป็นเวลานั้น ต้องยืดหยุ่น อย่าบังคับให้ลูกนอน แต่อาจใช้เทคนิคอื่นๆ แทน เช่น พาแกไปอยู่ในมุมเงียบๆ (หรือบนเตียงแกก็ได้) ห่างไกลจากสิ่งเร้าทั้งหลาย โอบอุ้มแกไว้ เล่านิทาน หรือเปิดเพลงคลอเบาๆ ให้แกรู้สึกว่ากล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ลูกก็จะไม่ต่อต้าน เพราะไม่รู้สึกว่าวิธีปฏิบัตินี้เป็นการบังคับแต่กลับรู้สึกว่าพ่อแม่รัก
2. อย่าบังคับให้ลูกกิน
สำหรับเด็กที่เริ่มกินอาหารเสริม และมีพัฒนาการการกินที่ดีขึ้นจากช่วงแรกกิน 2-3 คำก็เป็น 5-6 คำ จนถึงครึ่งถ้วย อย่างนี้ต้องชื่นชมลูก สิ่งสำคัญถ้าลูกกินได้ไม่กี่คำแล้วไม่กินต่อ อย่าตำหนิ อย่าดุ หรือคะยั้นคะยอให้กินจนหมดถ้วย และไม่ควรบังคับลูก เพราะอาจกลายเป็นความทรงจำที่เลวร้าย ส่งผลให้เป็นคนกินยากได้
3. อย่าบังคับให้ลูกเรียน
เชื่อว่าหลายครอบครัวหวังดีกับลูกๆ และวาดฝัน ตั้งความหวังกับอนาคตของลูกๆ กันไว้ โดยเฉพาะเรื่องการเรียน ทำให้หลายคนพยายามอยากให้ลูกเรียนในสิ่งที่พ่อแม่หวัง ซึ่งหากลูกๆ เห็นคล้อยเห็นดีเห็นงามด้วยก็สบายไป แต่ถ้าลูกเกิดไม่ชอบแต่ทำไปเพราะความคาดหวังของพ่อแม่ก็อาจจะทำให้เขากลายเป็นเด็กมีปัญหา หรือเก็บกดได้ ดังนั้นทางที่ดีควรหมั่นสังเกตว่าลูกชอบเรียนในวิชา หรือสาขานั้นๆ จริงไหม ควรใช้วิธีพูดคุยสร้างเป้าหมายร่วมกัน เพื่อให้พ่อแม่ลูกเห็นพ้องไปในแนวทางเดียวกันอย่างสมัครใจ แต่หากลูกมีเป้าหมายของตัวเองอย่างแน่วแน่ พ่อแม่ควรเป็นฝ่ายสนับสนุน และคอยให้กำลังใจช่วยเหลือเขาดีกว่าค่ะ
4. อย่าบังคับให้ลูกแบ่งปัน
ต้องค่อยๆ สอน ค่อยๆ อธิบาย เราเป็นผู้ใหญ่ยังหวงของที่มีค่ากับเราเลย สำหรับเด็กอย่ามองว่าเป็นแค่ของเล่นหรือแค่ขนม เพราะมันคือของมีค่าสำหรับเขาเช่นกัน ลองบอก “หนูจะเล่นอีกกี่นาทีดี แล้วแลกกันนะ” หรือ “รอเพื่อนเล่นเสร็จก่อนเราค่อยเล่น ตอนนี้เล่นอันนี้ก่อนดีไหมคะ” ของเล่นใหม่ๆแปลกๆ มักจะล่อความสนใจได้เสมอ
5. อย่าบังคับลูกให้ขอโทษ
การบังคับลูกให้ขอโทษ ทั้งที่เขาไม่รู้สึกผิดจริงๆ หรือเขาไม่ได้ทำผิดแต่โดนบังคับ จะทำให้การขอโทษนั้นสูญเปล่า และไม่เกิดความเข้าใจในการกระทำที่แท้จริง จะยิ่งทำให้เขารู้สึกต่อต้านและไม่เชื่อฟัง ทางที่ดีควรปลูกฝังให้เขารู้สึกเข้าใจ ใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น จะทำให้ลูกเป็นคนละเอียดอ่อน และรู้ถึงการกระทำของตัวเองเวลาทำให้คนอื่นโกรธ หรือเสียใจ
หากลูกไม่ยอมขอโทษเวลาทำผิดควรสอนอธิบายให้ลูกเข้าใจด้วยความใจเย็นว่าการขอโทษหรือการแสดงความเสียใจเป็นสิ่งที่ควรกระทำ และไม่น่าอาย เพราะทุกคนทำผิดพลาดได้ และถ้าลูกไม่ได้ทำผิดก็ไม่ควรบังคับเคี่ยวเข็ญเพื่อให้เขาต้องขอโทษในเหตุการณ์ที่เขาไม่ได้ทำเพราะเหมือนเป็นการบีบบังคับให้เขาไม่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง
6. อย่าบังคับให้ลูกเลิกเล่นเกม เลิกเล่นอินเทอร์เน็ต
สมัยนี้การบังคับไม่ได้ผลแน่นอน ถ้าถึงเวลาที่ลูกอยากใช้งาน เราควรให้เขาได้ใช้งาน แต่คอยระวังให้อยู่ในสายตาแทนการบังคับ กำหนดเงื่อนไขเวลา และกฎ กติกาในการใช้งาน เพราะถ้าบังคับลูก เขาอาจจะแอบพ่อแม่ใช้งานเอง และตอนนั้นก็คงจะยิ่งลำบากในการดูแลสอดส่อง

คนดีดีมีความสุขได้ง่าย

มีสุขได้ในตัวเอง เดินเพียงก้าวเดียวด้วยความรู้สึกตัวทั้งหมดก็มีความสุข
รู้ลมหายใจลงไปในตอนนี้เพียงลมหายใจเดียวแล้วยิ้มออกมาก็มีความสุข
รู้เท้าที่กำลังสัมผัสพื้นตอนนี้เพียงขณะเดียวแล้วยิ้มออกมาก็มีความสุข
เดินไปสายลมถูกตัว แสงแดดอุ่นๆสัมผัสผิว ลมพัดผมปลิวเหมือนตอนที่เราวิ่งตอนเด็ก
เงยหน้ามองฟ้า มองพระจันทร์เต็มดวง ใจมีความสุข
เห็นต้นไม้ดอกไม้เล็กๆริมทาง ใจมีความสุข
ดื่มเครื่องดื่มที่ชอบแสนอร่อยมีความสุข ยิ้มอุ่นใจ
ค้นพบ ร้านก๋วยเตี๋ยวแสนอร่อยข้างทางโดยบังเอิญ
ขับรถหลงจนเจอทางใหม่
พาหมาไปวิ่ง เกาคางให้แมว นั่งดูเพื่อนสัตว์ที่เราเลี้ยง
ไปเที่ยวกลางธรรมชาติกว้างใหญ่ใจมีความสุข
ทำงานเสร็จมีความสุข
คิดบางอย่างออกอย่างยอดเยี่ยมมีความสุข
ทำงานอดิเรกที่ชอบสนุกเหมือนที่เล่นตอนเด็กๆมีความสุข
ทำอะไรเล่นๆแม้ไม่ได้เงินแต่ชอบก็มีความสุข
เปิดคอนเสิรต์ร้องเพลงเสียงดังในรถ จนรถคันข้างๆตกใจก็มีความสุข
อาบน้ำอุ่นสบาย หรือน้ำเย็นในวันร้อนๆ ก็มีความสุข
อ่านหนังสือดีดี คำพูดดีดี ยิ้มอบอุ่นใจ ใจมีความสุข
ฟังเพลงดูหนังให้แรงบันดาลใจ มีความสุข
ก่อนนอนนึกเรื่องดีดีที่ทำใจมีความสุข
ระลึกถึงความสุข คนดีดีสิ่งดีดีในชีวิตได้เสมอ
ความสุขคือหนทาง ไม่ใช่ที่ปลายทาง ความสุขอยู่ในทุกเท้าที่ก้าวเดิน
มีความสุขกับสิ่งเล็กๆได้ จึงจะมีความสุขพร้อมรับสิ่งดีดีที่ใหญ่กว่าได้
คนมีดวงตาเห็นความสุขที่อยู่รอบตัว จึงสามารถเห็นโอกาส สร้างความมั่งคั่ง มั่นคง เลี้ยงดูครอบครัวพ่อแม่ลูกได้ดี มีความสุข มีรอยยิ้ม ยิ้มจากข้างในมาถึงข้างนอก
CR. pic FB
ครูอ้อย เข็มทิศชีวิต

'วิชาซึมซับพลัง Creative'

พอดีมีนัดคุยกับเจ้าพ่อ Creative เมืองไทย 'เสี่ยเมฆ' เลยมาก่อนเวลามาสั่งกาแฟ ที่ Office ของ Index Creative
ที่แห่งนี้เป็นตึกทันสมัย อยู่กลางซอยปรีดี ย่านสุขุมวิท ..'ผมก็สงสัยว่า บริษัท Creative ทำไมต้องสร้างตึกอลังการขนาดนี้ ..จริงๆ ที่ขายคือ ความคิด ทำไมลงทุนตึก'
พี่เมฆ เล่าให้ฟังว่า 'เวลาตกปลา เอ๊งใช้อะไรวะ ?'
'ก็.. เบ็ดตกปลา กับ เหยื่อ หนอนชาเขียว รึเปล่า มั้งครับ (ตอบภาษามนุษย์สีลมอย่างผม)'
'ใช้มือก็ตกได้ แต่มัน บ้านๆ ..ก็ต้องใช้เครื่องมือ ..การทำธุรกิจนอกจากสินค้าและบริการ มันมีอย่างอื่นที่ลูกค้าสนใจด้วย
สังเกตไหมว่า วันนี้คนไม่ใช่แค่ซื้อสินค้า แต่สนใจว่า ใครทำมัน? ..ใช้อะไรทำ? ..ใส่ใจทำหรือแรงงานเด็ก ? ...ทำเพื่ออะไร ?
ผลงานที่ดี ย่อมเกิดจาก พนักงานที่ชีวิตดี ..แรงบันดาลใจของคนที่มี และนั่นคือ องค์ประกอบ 90% เพิ่มจากแค่ 'สินค้า' ที่คนซื้อ
เรามาดู 90% ที่ลูกค้าสนใจซื้อ มีดังนี้
1. ซื้อความตั้งใจ ..ถ้าคนทำตั้งใจทำ ลูกค้าจะสัมผัสความตั้งใจ
2. ซื้อความใส่ใจ ..ใส่ใจเพิ่มจากตั้งใจ ก็ตรงรายละเอียด และความพิถีพิถัน ..โรงแรม จะระดับห้าดาว เพราะรายละเอียด ไม่ใช่แค่สถานที่เท่านั้น
3. ซื้อความมีใจ ..มีใจเหนือกว่าใส่ใจ ตรง Passion และพลังที่ใส่เข้าไป มันคือ วิญญาณของสินค้า
4. ซื้อความภูมิใจ ..ภูมิใจในสิ่งที่ทำ เพราะมันดี มันสร้างประโยชน์ มันเปลี่ยนชีวิตคน มันดีต่อทุกคนที่มีส่วนร่วม ..เมื่อภูมิใจ จึงกล้านำเสนอสินค้าให้ลูกค้า กล้าบอกต่อ กล้ารับผิดชอบในผลของงาน
'อยากได้อะไร ทำสิ่งนั้น ..อยากใช้อะไร ก็ให้ทำสิ่งนั้น'
-- เมื่อเราเองยังภูมิใจ ลูกค้าก็เช่นกัน
'ดี !! ใช่!! แล้วตกลงตึก พี่สร้างทำไม ?'
ก็กรูชอบไง ..555