การเปลี่ยนแปลงของ
เศรษฐกิจและสังคมในระยะสั้นนั้นอาจจะไม่ได้มีผลกระทบอะไรนักต่อหุ้นหรือการ
ลงทุนในสายตาของ VI หรือคนที่ลงทุนระยะยาว
แต่การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมในระยะยาวนั้นผมคิดว่าเราต้องติดตามให้ดี
เพราะสภาวะเศรษฐกิจและสังคมหรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปนั้น
ย่อมทำให้ความต้องการสินค้าและบริการของคนเปลี่ยนไป
บริษัทหรือกิจการที่เคยรุ่งเรืองอาจจะถดถอยลง
บริษัทใหม่หรือบริษัทเดิมที่ยังไม่สำคัญอาจจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วกลาย
เป็นกิจการที่ยิ่งใหญ่ และนั่นก็ทำให้หุ้นของบริษัทเหล่านั้นกลายเป็น
“ซุปเปอร์สต็อก” คือเป็นหุ้นที่จะเติบโตขึ้นต่อเนื่องยาวนานประมาณว่าเป็น
10 เท่า ในเวลา 10 ปี
บทเรียนเรื่องหุ้นกลุ่มที่ทำได้ดีเป็นช่วงเวลาประมาณ 10 ปี นั้น
ถ้าดูจากตลาดหุ้นอเมริกาก็จะพบว่ามันเกิดขึ้นมาตลอด เช่น ในช่วงทศวรรษที่
70 หรือตั้งแต่ปี 1970 ถึง 1980 นั้น
หุ้นกลุ่มที่เติบโตโดดเด่นมากและทุกคนต่างก็เข้ามาลงทุนและได้ผลตอบแทนที่ดี
มากก็คือหุ้นที่เรียกว่า “Nifty Fifty”
หรือหุ้นขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตสูงอย่างเช่นหุ้น IBM หุ้น GM
อะไรทำนองนี้ หุ้นเหล่านี้มักมีราคาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้ามีการปรับตัวลงซักพักก็จะขึ้นใหม่ ทุกคนเชื่อว่ามันเป็นหุ้น
“ทางเดียว” คือมีแต่จะปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ และมีความมั่นคงสูง
“ซื้อแล้วไม่ต้องขาย” แต่แล้ว พอถึงปลายทศวรรษ คนที่เข้าไปลงทุนก็
“เจ๊ง” เพราะการเติบโตของมันคงเริ่มสะดุดและราคาของมันขึ้นไปสูงมากเกินไป
ทศวรรษที่ 80
ตามมาด้วยหุ้นน้ำมันที่ราคาของน้ำมันดิบได้ปรับตัวขึ้นมโหฬารทำให้หุ้น
น้ำมันกลายเป็น “พระเอก” ไป “10 ปี”
แต่หลังจากที่ราคาน้ำมันถดถอยลงหุ้นก็ “ลงเหว”
และสิ่งที่ตามมาก็คือในทศวรรษที่ 90
ที่หุ้นเกี่ยวกับยาและสินค้าไฮเทคเริ่มเป็นกระแสใหม่ของโลกที่ความก้าวหน้า
ทางเทคโนโลยีได้ “ลงมาสู่ประชาชนทั่วไป” ดังนั้นทศวรรษที่ 90
จึงเป็นของหุ้นไฮเทค แต่พอขึ้นสหัสวรรษใหม่ปี 2000 “ฟองสบู่” หุ้นไฮเทคก็
“แตก” คนที่ร่ำรวยจากหุ้นเหล่านั้นหลายคนก็ “เจ๊ง”
ทศวรรษใหม่ที่ตามมาเราได้เห็นโลก “เปลี่ยนแปลง”
อย่างสำคัญอีกครั้งนั่นก็คือการก้าวขึ้นมาของประเทศกำลังพัฒนาที่มีคนมาก
เช่นจีนและกลุ่ม BRIC ที่ต้องการวัตถุดิบมหาศาลและนี่นำมาซึ่งการ “บูม”
ของสินค้าโภคภัณฑ์ และล่าสุดทศวรรษ 10
นี้ก็อาจจะเป็นหุ้นของสังคมข้อมูลออนไลน์ก็ได้
ตลาดหุ้นไทยเองนั้น ในอดีตเราก็ผ่านช่วงเวลา “10 ปี”
ของความรุ่งเรืองของหุ้นแต่ละกลุ่มมาแล้ว โดยที่ 10
ปีสุดท้ายถึงวันนี้ผมคิดว่าเป็นช่วงเวลาทองของกลุ่ม “ผู้บริโภค”
ซึ่งส่งผลให้หุ้นในกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาโดดเด่นมากกลายเป็นหุ้น
“ซุปเปอร์สต็อก” ราคาหรือมูลค่าตลาดของหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10
เท่าในช่วงเวลา 10 ปี
นี่คงเป็นผลจากการที่คนไทยมีรายได้ต่อหัวถึงจุดที่สามารถบริโภคสินค้าที่มี
คุณภาพสูงในปริมาณที่มากขึ้นเป็นเรื่องเป็นราวและทำให้บริษัทที่ประสบความ
สำเร็จเป็น “ผู้ชนะ”
สามารถสร้างรายได้และผลกำไรมหาศาลซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปเร็วและ
ต่อเนื่องติดต่อกันมานานหลาย ๆ ปี จนถึงปัจจุบัน แต่อนาคตอีก 10
ปีหรือในทศวรรษหน้า
หุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกแล้วในวันนี้จะยังคงเติบโตต่อไปอีก 10 เท่าในอีก
10 ปีข้างหน้าหรือไม่?
และถ้าไม่ใช่หุ้นในกลุ่มไหนหรือตัวไหนจะมีโอกาสที่จะเป็นอย่างนั้น?
นี่คือคำถามที่นักลงทุนคงอยากรู้
ก่อนที่จะเข้าประเด็นเรื่องการวิเคราะห์ทางด้านคุณภาพเรามาดูตัวเลขว่า
“หุ้น 10 เด้ง ใน 10 ปี” นั้นจะต้องเป็นอย่างไร? ประการแรกเลยก็คือ
หุ้นตัวนั้นจะต้องให้ผลตอบแทนหรือมีราคารวมปันผลปรับตัวขึ้นโดยเฉลี่ยแบบทบ
ต้นปีละอย่างน้อยประมาณ 26 % ขึ้นไปเป็นเวลาติดต่อกัน 10 ปี
ฟังดูอาจจะไม่สูงสำหรับหุ้นหลายตัวที่อาจจะปรับตัวขึ้นเป็น 100%
ในเวลาอันสั้นไม่กี่วันหรือเดือน แต่ประเด็นก็คือ
หุ้นเหล่านั้นมักจะดีแต่ในช่วงสั้น ๆ
หุ้นที่ปรับตัวยาวติดต่อกันปีแล้วปีเล่านั้นมักจะหาได้ยาก
ข้อที่สองของตัวเลขก็คือ ถ้าราคาจะปรับตัวขึ้นปีละ 26%
กำไรของบริษัทก็ควรจะต้องปรับตัวขึ้นอย่างน้อยปีละ 26% แบบทบต้นเป็นเวลา 10
ปีด้วย
แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับกิจการขนาดใหญ่ที่จะเติบโตได้ในอัตราขนาด
นั้น ดังนั้น สำหรับหุ้น 10 เด้งใน 10 ปี ที่เกิดขึ้นแล้วในตลาดหุ้นไทย
ส่วนใหญ่แล้วบริษัทจะมีกำไรแบบทบต้นไม่ถึง 26% ต่อปี แต่โตขึ้นเช่นเพียง
17%-18% ขึ้นไปเท่านั้นซึ่งทำให้ราคาหุ้นควรจะขึ้นไปเป็นเพียง 5 เท่าในเวลา
10 ปี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความนิยมของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ค่า
PE
ของหุ้นถูกปรับขึ้นเป็นเท่าตัวหรือมากกว่านั้นซึ่งทำให้ราคาหุ้นที่ควรขึ้น
ไป 5 เท่า กลายเป็นเพิ่มขึ้นไป 10 เท่าและกลายเป็นหุ้น 10 เด้ง
ตัวอย่างก็เช่น หุ้นในกลุ่มค้าปลีกนั้น ถ้าดูเมื่อ 10
ปีที่แล้วจะพบว่าไม่ค่อยมีใครสนใจ ค่า PE ของหุ้นจึงเป็นแค่ 10 เท่าต้น ๆ
แต่ถึงปัจจุบันค่า PE กลายเป็นกว่า 20 เท่า
เช่นเดียวกับหุ้นโรงพยาบาลที่เป็นซุปเปอร์สต็อกในปัจจุบันนั้น เมื่อ 10
ปีที่แล้วไม่มีนักลงทุนคนไหนสนใจ ค่า PE จึงค่อนข้างต่ำอย่างมากก็ 10
กว่าเท่า แต่ในปัจจุบันก็มีค่า PE หลายสิบเท่า
การวิเคราะห์เชิงคุณภาพของหุ้น 10 เด้งในอีก 10 ปี ข้างหน้านั้น
ผมคิดว่าน่าจะคล้าย ๆ กับหุ้น 10 เด้งในอดีต นั่นก็คือ ข้อแรก
มันควรเป็นหุ้นที่อยู่ใน “เทรนด์”
ของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่จะเติบโตเร็วต่อไปในอนาคตอย่างน้อย 5-6 ปี
ขึ้นไป ข้อสอง มันควรจะเป็นหุ้นของผู้ชนะเฉพาะอย่างยิ่งเป็นอันดับหนึ่ง
และถ้าจะให้ดีต้องเหนือกว่าอันดับสองมาก ข้อสาม
การชนะของบริษัทจะก่อให้เกิดความได้เปรียบในด้านของการแข่งขันอย่างถาวร
เช่น
ทำให้บริษัทมีความได้เปรียบทางด้านต้นทุนเนื่องจากขนาดของบริษัทที่ใหญ่กว่า
คู่แข่งมาก
หรือการชนะทำให้ชื่อเสียงหรือแบรนด์เนมของสินค้าเป็นที่ยอมรับว่าเหนือกว่า
รายอื่นอย่างชัดเจน เป็นต้น ข้อที่สี่ หุ้นที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อกนั้น
ควรที่จะเป็นกิจการที่ไม่ต้องลงทุนในการขยายงานสูงและเป็นธุรกิจที่มีกระแส
เงินสดจากการดำเนินงานที่ดีถึงดีมาก และสุดท้ายก็คือ
ขนาดของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจนั้นจะต้องใหญ่พอที่จะรองรับการขยายตัวของ
บริษัทที่จะโตขึ้นอีก 10 เท่าได้
จากเงื่อนไขต่าง ๆ
ที่กล่าวข้างต้นก็จะพบว่าผมไม่ได้บอกว่าหุ้นตัวไหนหรือกลุ่มไหนจะเป็นหุ้น
10 เด้งในทศวรรษหน้า สิ่งที่บอกได้ก็คือ
หุ้นแบบไหนหรือกิจการแบบไหนจะไม่สามารถเป็นหุ้น 10 เด้งได้มากกว่า
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือ หุ้นที่เป็นหุ้น 10
เด้งแล้วในปัจจุบันอย่างหุ้นค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้งหลายนั้น
ผมคิดว่าไม่สามารถเป็นหุ้น 10 เด้งในอนาคต เหตุเพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้น
มูลค่าหุ้นของมันจะต้องสูงจนแทบจะ “กลืนกิน”
อุตสาหกรรมทั้งหมดซึ่งไม่น่าเป็นไปได้
หุ้นกลุ่มที่กำลังร้อนแรงมากและเข้าข่ายว่าอาจจะเป็นธุรกิจที่จะเติบโตไป
ได้อีกหลาย ๆ ปี เช่น หุ้นพลังงานทดแทนแนว “โซลาร์ฟาร์ม” นั้น
ผมก็คิดว่ายากที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อกเนื่องจากมันเป็นกิจการที่ต้องลงทุนสูง
ถ้าจะโต นอกจากนั้น มันยังยากที่จะหาผู้ชนะจริง ๆ
เนื่องจากทุกวันนี้อุตสาหกรรมจริง ๆ
ยังไม่ได้มีการแข่งขันแต่เป็นเรื่องที่ยังต้องการการสนับสนุนจากรัฐเพื่อที่
จะอยู่รอด
ก่อนที่จะจบบทความนี้
ผมคงต้องบอกว่าสิ่งที่ผมพูดนั้น เป็นเรื่องของ “พื้นฐาน” ของกิจการที่
จะส่งผลให้หุ้นมีโอกาสกลายเป็นหุ้น 10 เด้งใน 10 ปี
สำหรับหุ้นขนาดพอสมควรที่เน้นในด้านของการเติบโตของธุรกิจตามปกติ แน่นอน
หุ้นขนาดเล็กหรือขนาดจิ๋วที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่และกลายเป็นหุ้น 10
เด้งนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลาและไม่สามารถกำหนดเป็นเกณฑ์ได้ เช่นเดียวกับหุ้น
Turnaround หรือหุ้นฟื้นตัว หรือหุ้น Cyclical หรือหุ้นวัฏจักร
เหล่านี้ก็มีโอกาสเป็นหุ้น 10 เด้งได้
แต่ความเสี่ยงในการลงทุนก็สูงและผมเองก็ไม่มีความสามารถจะกำหนดตัวได้
ว่าที่จริง แม้แต่หุ้น 10 เด้งในอดีตที่ผมได้ลงทุนมาหลาย ๆ ตัวนั้น
ตอนที่เริ่มลงทุนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นหุ้น 10 เด้ง
เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว โดยที่โชคดีที่ผมไม่ได้ขายมัน
ผมถึงได้รู้ว่ามันเป็นหุ้น 10 เด้งที่ได้เปลี่ยนชีวิตผมไปอย่างสิ้นเชิง
ถึงนาทีนี้ผมคิดว่าคงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะได้หุ้น 10
เด้งในจำนวนเหมือนเดิม เหตุผลง่ายที่สุดก็คือ
หุ้นที่ผมถือในปัจจุบันต่างก็เป็นหุ้นตัวใหญ่ที่คงไม่สามารถโตได้ขนาดนั้นใน
10 ปี
วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ซื้อหุ้นอะไรดี/วิบูลย์ พึงประเสริฐ
คำถามยอดนิยมของนักลง
ทุนในตลาดหุ้นไทยและไม่คิดว่าคำถามนี้จะหายไปจากวงการตลาดทุน
นั่นคือคำถามที่ว่า”ช่วงนี้ ซื้อหุ้นอะไรดี”
คำถามนี้เจอบ่อยมากโดยเฉพาะเมื่อรู้ว่ามีคนที่ถูกถามลงทุนในตลาดหุ้นไทยมา
นานและอยู่รอดมาได้จนทุกวันนี้ ผู้ถามมีทั้งมือใหม่และมือเก่า
ส่วนหนึ่งอาจจะรู้จักกันดีจนคิดว่าเป็นเรื่องที่นำมาคุยกันต่อเป็นเรื่อง
เป็นราวได้
แต่มีอีกจำนวนมากที่ถามไปแล้วซื้อหุ้นตามทันทีโดยไม่ได้ถามต่อว่าหุ้นนี้ดี
อย่างไรหรือดีจริงอย่างที่บอกไว้หรือไม่
หลายครั้งที่หุ้นที่ได้ยินมาหรือมี”เซียน”บอกมาอาจกลายเป็นหุ้นที่ไม่ได้ เรื่องขึ้นมาก็เป็นไปได้ ถ้ายังจำได้เมื่อไม่นานมีนี้มีหุ้นเกี่ยวกับเหล็กที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งเซียนและรายย่อยต่างเข้าซื้อกันเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะการมีสตอรี่เข้า ซื้อกิจการโรงเหล็กในต่างประเทศ หุ้นวิ่งขึ้นไปพักใหญ่สุดท้ายราคาก็ลดลงอย่างมากจนติดดอยกันถ้วนหน้า เนื่องจากกิจการไม่ได้ทำกำไรได้จริงอย่างที่บริษัทประเมินไว้ นักลงทุนที่ซื้อตามเซียนต่างขาดทุนกันเป็นจำนวนมาก
เมื่อเร็วๆนี้มีหุ้นที่ราคาเพิ่มขึ้นอย่างมากในเวลาอันรวดเร็วโดยเฉพาะหุ้น ที่มีผู้ถือหุ้นเป็นกลุ่มเดียวกันและดูเหมือนจะมีข่าวคล้ายๆกันคือบริษัท กำลังจะลงทุนในโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ หุ้นราคาเพิ่มขึ้นจากไม่ถึงบาทกลายเป็น 10 บาทได้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ช่วงนั้นนักลงทุนรายเล็กรายใหญ่ต่างหันมาสนใจและซื้อขายหุ้นทั้งสองนี้เป็น จำนวนมาก สุดท้ายเมื่อความจริงปรากฏว่าผลประกอบการไม่ได้เป็นไปตามที่วางไว้ ทำให้ราคาหุ้นลดลงจนรายย่อยเสียหายไปจำนวนมาก
ตัวอย่างที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสีสันของตลาดหุ้นไทยที่รายย่อย มีสัดส่วนการซื้อขายในแต่ละวันจำนวนมาก หลายคนไม่ได้ศึกษาการลงทุนในตลาดหุ้นมาดีพอ เพียงแค่เห็นคนอื่นได้กำจากตลาดหุ้นมากก็อยากจะทำกำไรได้เหมือนคนอื่นๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วการมีเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถเอาตัวรอดจาก ตลาดหุ้นได้
ดังนั้นแทนที่จะคอยถามเซียนหุ้นหรือคนอื่นๆว่าช่วงนี้ซื้อหุ้นอะไรดี นักลงทุนรายย่อยควรทำการบ้านก่อนที่จะถามเซียนให้ได้ประโยชน์สูงสุด นั่นคือคำถามที่ว่า “หุ้นxxx ดีไหมเป็นอย่างไร” คำถามนี้จะช่วยให้คนถูกถามรู้สึกว่าเรานี่ไม่ใช่นักลงทุนประเภทขอ คือขอหุ้นอย่างเดียว แต่เราทำการบ้านมาก่อนและต้องการมุมมองของเขาที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่เรา สนใจ
การค้นหาหุ้นที่น่าสนใจนั้นทำได้หลายวิธีดังนี้
หนึ่ง วิธีการที่ปีเตอร์ ลินซ์แนะนำคือเฝ้ามองหาหุ้นที่กิจการกำลังเติบโตได้จากการเดินช้อปปิ้ง วิธนี้สาวๆอาจจะชอบเพราะได้ทำการศึกษาเรื่องการลงทุนไปด้วยขณะที่กำลังเพลิด เพลินกับการเดินซื้อของ ลินซ์กล่าวถึงหุ้นของบริษัทแก๊ปที่ขายเสื้อผ้าสำหรับวัยรุ่นในช่วงนั้น เขาเดินไปซื้อของกับภรรยาและเห็นคนเข้าไปซื้อของในร้านแก๊ปที่ศูนย์การค้า จำนวนมาก รวมถึงเห็นร้านของแก๊ปเปิดสาขาเพิ่มขึ้นตามมอลล์ต่างๆทั่วประเทศ ร้านที่มีคนแน่นขนาดนี้และเปิดสาขามากเช่นนี้ย่อมเป็นที่น่าสนใจ ลินซ์ไม่รอช้าเขาไปค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับร้านแก๊ปและพบว่าเป็นหุ้นที่น่าสนใจ อย่างมาก เขาสั่งซื้อหุ้นแก๊ปทันทีและถือไว้จนได้กำไรหลายเท่า นักลงทุนรายย่อยสามารถใช้วิธีนี้ในตลาดหุ้นไทยได้อย่างแน่นอน
สอง หาจากตารางหุ้นในหนังสือพิมพ์ ในหนังสือพิมพ์ธุรกิจส่วนใหญ่จะมีตารางหุ้นอยู่ในหัวข้อทางธุรกิจทุกฉบับ อยู่แล้ว วิธีการคือสกรีนหาหุ้นที่มีค่าสัดส่วนอัตราทางการเงินที่เข้าข่าย เช่น ค่าราคาต่อกำไรสุทธิหรือพีอี ราคาต่อมูลค่าทางบัญชีหรือพีบี หรือค่าอัตราเงินปันผล เมื่อหาหุ้นที่มีอัตราส่วนที่เหมาะสมแล้วจึงนำมาเจาะลึกในแต่ละบริษัทว่า เพราะเหตุใดหุ้นเหล่านั้นถึงได้มีราคาที่ถูกกว่าตลาดเช่นนี้ บางครั้งอาจจะหาหุ้นที่นักลงทุนไม่สนใจอยู่ก็เป็นไปได้
สาม หาจากเวปไซค์การลงทุน วิธีนี้อาจจะมีความเสี่ยงพอสมควรเพราะเวปไซค์ส่วนใหญ่จะมีคนคอยเข้าไปเชียร์ หุ้นที่ตนซื้อไว้ แต่อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาหุ้นที่น่าสนใจรวมทั้งอย่า ไปเชื่อในข้อมูลที่โพสกันมากนักเพราะอาจจะมีข้อมูลเพียงด้านเดียวต่อหุ้นตัว นั้น
ดังนั้นแทนที่จะคอยถามว่าช่วงนี้ซื้อหุ้นอะไรดี ลองเปลี่ยนคำถามใหม่เป็นหุ้นXXXน่าสนใจหรือไม่ เพียงแค่เปลี่ยนคำถามทำให้เรากลายเป็นนักลงทุนที่มีคุณภาพมากขึ้นอย่างไม่ น่าเชื่อเลยทีเดียว
หลายครั้งที่หุ้นที่ได้ยินมาหรือมี”เซียน”บอกมาอาจกลายเป็นหุ้นที่ไม่ได้ เรื่องขึ้นมาก็เป็นไปได้ ถ้ายังจำได้เมื่อไม่นานมีนี้มีหุ้นเกี่ยวกับเหล็กที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งเซียนและรายย่อยต่างเข้าซื้อกันเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะการมีสตอรี่เข้า ซื้อกิจการโรงเหล็กในต่างประเทศ หุ้นวิ่งขึ้นไปพักใหญ่สุดท้ายราคาก็ลดลงอย่างมากจนติดดอยกันถ้วนหน้า เนื่องจากกิจการไม่ได้ทำกำไรได้จริงอย่างที่บริษัทประเมินไว้ นักลงทุนที่ซื้อตามเซียนต่างขาดทุนกันเป็นจำนวนมาก
เมื่อเร็วๆนี้มีหุ้นที่ราคาเพิ่มขึ้นอย่างมากในเวลาอันรวดเร็วโดยเฉพาะหุ้น ที่มีผู้ถือหุ้นเป็นกลุ่มเดียวกันและดูเหมือนจะมีข่าวคล้ายๆกันคือบริษัท กำลังจะลงทุนในโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ หุ้นราคาเพิ่มขึ้นจากไม่ถึงบาทกลายเป็น 10 บาทได้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ช่วงนั้นนักลงทุนรายเล็กรายใหญ่ต่างหันมาสนใจและซื้อขายหุ้นทั้งสองนี้เป็น จำนวนมาก สุดท้ายเมื่อความจริงปรากฏว่าผลประกอบการไม่ได้เป็นไปตามที่วางไว้ ทำให้ราคาหุ้นลดลงจนรายย่อยเสียหายไปจำนวนมาก
ตัวอย่างที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสีสันของตลาดหุ้นไทยที่รายย่อย มีสัดส่วนการซื้อขายในแต่ละวันจำนวนมาก หลายคนไม่ได้ศึกษาการลงทุนในตลาดหุ้นมาดีพอ เพียงแค่เห็นคนอื่นได้กำจากตลาดหุ้นมากก็อยากจะทำกำไรได้เหมือนคนอื่นๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วการมีเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถเอาตัวรอดจาก ตลาดหุ้นได้
ดังนั้นแทนที่จะคอยถามเซียนหุ้นหรือคนอื่นๆว่าช่วงนี้ซื้อหุ้นอะไรดี นักลงทุนรายย่อยควรทำการบ้านก่อนที่จะถามเซียนให้ได้ประโยชน์สูงสุด นั่นคือคำถามที่ว่า “หุ้นxxx ดีไหมเป็นอย่างไร” คำถามนี้จะช่วยให้คนถูกถามรู้สึกว่าเรานี่ไม่ใช่นักลงทุนประเภทขอ คือขอหุ้นอย่างเดียว แต่เราทำการบ้านมาก่อนและต้องการมุมมองของเขาที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่เรา สนใจ
การค้นหาหุ้นที่น่าสนใจนั้นทำได้หลายวิธีดังนี้
หนึ่ง วิธีการที่ปีเตอร์ ลินซ์แนะนำคือเฝ้ามองหาหุ้นที่กิจการกำลังเติบโตได้จากการเดินช้อปปิ้ง วิธนี้สาวๆอาจจะชอบเพราะได้ทำการศึกษาเรื่องการลงทุนไปด้วยขณะที่กำลังเพลิด เพลินกับการเดินซื้อของ ลินซ์กล่าวถึงหุ้นของบริษัทแก๊ปที่ขายเสื้อผ้าสำหรับวัยรุ่นในช่วงนั้น เขาเดินไปซื้อของกับภรรยาและเห็นคนเข้าไปซื้อของในร้านแก๊ปที่ศูนย์การค้า จำนวนมาก รวมถึงเห็นร้านของแก๊ปเปิดสาขาเพิ่มขึ้นตามมอลล์ต่างๆทั่วประเทศ ร้านที่มีคนแน่นขนาดนี้และเปิดสาขามากเช่นนี้ย่อมเป็นที่น่าสนใจ ลินซ์ไม่รอช้าเขาไปค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับร้านแก๊ปและพบว่าเป็นหุ้นที่น่าสนใจ อย่างมาก เขาสั่งซื้อหุ้นแก๊ปทันทีและถือไว้จนได้กำไรหลายเท่า นักลงทุนรายย่อยสามารถใช้วิธีนี้ในตลาดหุ้นไทยได้อย่างแน่นอน
สอง หาจากตารางหุ้นในหนังสือพิมพ์ ในหนังสือพิมพ์ธุรกิจส่วนใหญ่จะมีตารางหุ้นอยู่ในหัวข้อทางธุรกิจทุกฉบับ อยู่แล้ว วิธีการคือสกรีนหาหุ้นที่มีค่าสัดส่วนอัตราทางการเงินที่เข้าข่าย เช่น ค่าราคาต่อกำไรสุทธิหรือพีอี ราคาต่อมูลค่าทางบัญชีหรือพีบี หรือค่าอัตราเงินปันผล เมื่อหาหุ้นที่มีอัตราส่วนที่เหมาะสมแล้วจึงนำมาเจาะลึกในแต่ละบริษัทว่า เพราะเหตุใดหุ้นเหล่านั้นถึงได้มีราคาที่ถูกกว่าตลาดเช่นนี้ บางครั้งอาจจะหาหุ้นที่นักลงทุนไม่สนใจอยู่ก็เป็นไปได้
สาม หาจากเวปไซค์การลงทุน วิธีนี้อาจจะมีความเสี่ยงพอสมควรเพราะเวปไซค์ส่วนใหญ่จะมีคนคอยเข้าไปเชียร์ หุ้นที่ตนซื้อไว้ แต่อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาหุ้นที่น่าสนใจรวมทั้งอย่า ไปเชื่อในข้อมูลที่โพสกันมากนักเพราะอาจจะมีข้อมูลเพียงด้านเดียวต่อหุ้นตัว นั้น
ดังนั้นแทนที่จะคอยถามว่าช่วงนี้ซื้อหุ้นอะไรดี ลองเปลี่ยนคำถามใหม่เป็นหุ้นXXXน่าสนใจหรือไม่ เพียงแค่เปลี่ยนคำถามทำให้เรากลายเป็นนักลงทุนที่มีคุณภาพมากขึ้นอย่างไม่ น่าเชื่อเลยทีเดียว
"คนขับรถ หรือว่าใคร ก็รวยได้ถ้าคิดเป็น"
คนขับรถของ "หลี่เจียเฉิง" หรือชื่อที่รู้จักในแวดวงธุรกิจทั่วโลกว่า
ลีกาชิง ขับรถให้เขามากว่า 30 ปี และจะขอลาออก "หลี่"
เห็นว่าเขาทำงานด้วยความตั้งใจและสัตย์ซื่อ จึงจ่ายเช็คจำนวน 2 ล้าน ให้เขา
เพื่อใช้ในชีวิตบั้นปลาย คนขับรถบอกว่า ไม่ต้องหรอก เงิน 10-20 ล้าน
ผมสามารถหาได้ "หลี่" ประหลาดใจมาก จึงถามว่า คุณทำงานเงินเดือนๆละ 2 หมื่น
ทำไมจึงมีเงินสะสมมากมายเช่นนี้ คนขับรถตอบว่า ขณะที่ผมขับรถให้ท่าน
ท่านนั่งอยู่ด้านหลัง โทรศัพท์พูดคุยกับผู้อื่นว่า ซื้อที่ดินย่านไหน
ผมก็ไปซื้อบ้างเล็กน้อย ท่านพูดว่าจะไปซื้อหุ้นตัวไหน
ผมก็ไปซื้อบ้างนิดหน่อย ฉะนั้น จนถึงวันนี้ ผมจึงมีทรัพย์สิน 10-20
ล้านนี่แสดงว่า คุณจะเป็นใคร ไม่สำคัญ แต่คุณอยู่กับใคร สำคัญมากกว่า
อยู่กับล้านกำไรแสน
อยู่กับสิบล้านกำไรล้าน
อยู่กับร้อยล้านกำไรสิบล้าน
ฟางข้าวต้นหนึ่งไม่มีค่าเมื่อใช้มัดผักกาดขาว นั่นคือราคาของผักกาดขาว แต่เมื่อใช้มัดตัวปูใหญ่ ก็เป็นราคาของปูใหญ่
ตามแมลงวันก็ใกล้ห้องสุขา ตามตัวผึ้งก็หาน้ำหวานดอกไม้ อยู่กับคนที่คิดบวก คุณก็จะเป็นคนคิดบวก อยู่กับคนที่คิดลบ คุณก็จะออกปากพูดแต่คำสกปรก
เพื่อนเอ๋ย จงมองดูสิ่งแวดล้อมที่ท่าอยู่ จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไหม คนโบราณพูดว่า "สิ่งของแยกตามประเภท คนแยกตามกลุ่ม"
ถ้าอายุคุณเกิน 50
1. ควรรู้ว่า ในโลกแห่งความรัก ไม่มีใครผิดต่อใคร มีเพียงใครบางคนไม่รู้จักรักและถนอมใคร
2. ควรรู้ว่า เมื่อประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ก็ต้องรักษาร่างกายของท่าน เมื่อไม่ประสบผลในหน้าที่การงาน ยิ่งต้องให้ตัวเองมีสุขภาพดี
3. ควรรู้ว่า หากมีใครที่รู้จักและเข้าใจคุณ ก็เป็นวาสนายิ่ง แต่ถ้าไม่มีใครรู้จักและเข้าใจคุณ ก็จงรู้จักและเข้าใจตัวเองเถอะ
4. ควรรู้ว่า เพื่อนที่ดี ต้องชื่นชมซึ่งกันและกัน มิใช่เห็นแก่ผลประโยชน์เท่านั้น
5. ควรรู้ว่า กินข้าวต้องกินทีละคำ งานต้องทำทีละอย่าง ไม่มีอะไรที่จะทำสำเร็จในทันที ทุกสิ่งล้วนมีขั้นตอน อย่าเอาแต่เร่งรีบ ควรอยู่อย่างสบายๆ
6. ควรรู้ว่า เพียงแค่สบายๆ ยังไม่พอ ในเวลาที่ควรก็น่าจะเสริมแต่งตัวเองบ้าง ให้วันธรรมดาๆสดใสขึ้นมา
7. ควรรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีสองด้าน บางครั้งแทบไม่มี ผิด หรือ ถูก สิ่งที่ท่านคิดว่าผิด แต่ผู้อื่นอาจเห็นว่าถูก และสิ่งที่ท่านขวนขวายต่อสู้เพื่อได้มา อาจจะเป็นสิ่งที่คนอื่นกำลังพยายามสลัดทิ้งไป
8. ควรรู้ว่า คุณภาพชีวิตจะดีหรือเลว อยู่ที่จิตใจของท่านตัดสินเอง ท่ามกลางอาหารอันโอชะ เครื่องดื่มเลิศรส แต่แฝงด้วยการเสแสร้ง-หลอกลวง มิสู้มีเพื่อนรู้ใจ 3-4 คน นั่งดื่มชาพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ
9. ควรรู้ว่า ความเหินห่างของพี่น้องในสายเลือด เป็นความเจ็บปวดใจยิ่ง เฉยหน่อย อภัยกันนิด อดทนบ้าง จะทำให้จิตใจเรากว้างขึ้น สงบลง อบอุ่นขึ้น
10. ควรรู้ว่า การปฏิบัติต่อบุพการี อย่าทำอย่างที่คนโง่ทำกัน คือเลี้ยงดูอย่างเสียไม่ได้ แต่พอสิ้นชีวิต กลับทำพิธีเซ่นไหว้ใหญ่โต คนรุ่นบุพการีของเรานั้น พวกเขาผจญความทุกข์ยากมามากมาย กระทำดีต่อพวกท่าน ก็คือการกระทำดีต่อมโนสำนึกของเราเอง แท้จริงพวกเขาไม่ต้องการความฟุ้งเฟ้ออะไร ทุกวันโทรศัพท์ทักทายท่านสักหน่อย หรือถามถึงเรื่องราวในอดีดของท่านสักเรื่อง และอดทนฟังท่านเล่าจนจบ พวกเขาก็พอใจแล้ว
11. ควรรู้ว่า ตำแหน่งและเกรียติยศเป็นเพียงแก้วใบหนึ่ง แต่อุปนิสัยและการอบรมมา จึงจะเป็นสิ่งที่อยู่ในแก้วนั้น ในแก้วผลึก ใช่ว่าจะมีแต่เหล้าองุ่นเลิศรส อาจจะเป็นเพียงน้ำสกปรกแก้วหนึ่งเท่านั้นเอง ในจอกดินเผา ก็มิใช่ว่าจะเป็นเพียงน้ำเปล่า อาจจะเป็นเมรัยชั้นเยี่ยม
12. ควรรู้ว่า ชีวิตของท่านควรจะสงบเรียบ สบายๆ มีความสุข
เครดิต (วันชัย วัฒนนาคะกุล)
อยู่กับล้านกำไรแสน
อยู่กับสิบล้านกำไรล้าน
อยู่กับร้อยล้านกำไรสิบล้าน
ฟางข้าวต้นหนึ่งไม่มีค่าเมื่อใช้มัดผักกาดขาว นั่นคือราคาของผักกาดขาว แต่เมื่อใช้มัดตัวปูใหญ่ ก็เป็นราคาของปูใหญ่
ตามแมลงวันก็ใกล้ห้องสุขา ตามตัวผึ้งก็หาน้ำหวานดอกไม้ อยู่กับคนที่คิดบวก คุณก็จะเป็นคนคิดบวก อยู่กับคนที่คิดลบ คุณก็จะออกปากพูดแต่คำสกปรก
เพื่อนเอ๋ย จงมองดูสิ่งแวดล้อมที่ท่าอยู่ จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไหม คนโบราณพูดว่า "สิ่งของแยกตามประเภท คนแยกตามกลุ่ม"
ถ้าอายุคุณเกิน 50
1. ควรรู้ว่า ในโลกแห่งความรัก ไม่มีใครผิดต่อใคร มีเพียงใครบางคนไม่รู้จักรักและถนอมใคร
2. ควรรู้ว่า เมื่อประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ก็ต้องรักษาร่างกายของท่าน เมื่อไม่ประสบผลในหน้าที่การงาน ยิ่งต้องให้ตัวเองมีสุขภาพดี
3. ควรรู้ว่า หากมีใครที่รู้จักและเข้าใจคุณ ก็เป็นวาสนายิ่ง แต่ถ้าไม่มีใครรู้จักและเข้าใจคุณ ก็จงรู้จักและเข้าใจตัวเองเถอะ
4. ควรรู้ว่า เพื่อนที่ดี ต้องชื่นชมซึ่งกันและกัน มิใช่เห็นแก่ผลประโยชน์เท่านั้น
5. ควรรู้ว่า กินข้าวต้องกินทีละคำ งานต้องทำทีละอย่าง ไม่มีอะไรที่จะทำสำเร็จในทันที ทุกสิ่งล้วนมีขั้นตอน อย่าเอาแต่เร่งรีบ ควรอยู่อย่างสบายๆ
6. ควรรู้ว่า เพียงแค่สบายๆ ยังไม่พอ ในเวลาที่ควรก็น่าจะเสริมแต่งตัวเองบ้าง ให้วันธรรมดาๆสดใสขึ้นมา
7. ควรรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีสองด้าน บางครั้งแทบไม่มี ผิด หรือ ถูก สิ่งที่ท่านคิดว่าผิด แต่ผู้อื่นอาจเห็นว่าถูก และสิ่งที่ท่านขวนขวายต่อสู้เพื่อได้มา อาจจะเป็นสิ่งที่คนอื่นกำลังพยายามสลัดทิ้งไป
8. ควรรู้ว่า คุณภาพชีวิตจะดีหรือเลว อยู่ที่จิตใจของท่านตัดสินเอง ท่ามกลางอาหารอันโอชะ เครื่องดื่มเลิศรส แต่แฝงด้วยการเสแสร้ง-หลอกลวง มิสู้มีเพื่อนรู้ใจ 3-4 คน นั่งดื่มชาพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ
9. ควรรู้ว่า ความเหินห่างของพี่น้องในสายเลือด เป็นความเจ็บปวดใจยิ่ง เฉยหน่อย อภัยกันนิด อดทนบ้าง จะทำให้จิตใจเรากว้างขึ้น สงบลง อบอุ่นขึ้น
10. ควรรู้ว่า การปฏิบัติต่อบุพการี อย่าทำอย่างที่คนโง่ทำกัน คือเลี้ยงดูอย่างเสียไม่ได้ แต่พอสิ้นชีวิต กลับทำพิธีเซ่นไหว้ใหญ่โต คนรุ่นบุพการีของเรานั้น พวกเขาผจญความทุกข์ยากมามากมาย กระทำดีต่อพวกท่าน ก็คือการกระทำดีต่อมโนสำนึกของเราเอง แท้จริงพวกเขาไม่ต้องการความฟุ้งเฟ้ออะไร ทุกวันโทรศัพท์ทักทายท่านสักหน่อย หรือถามถึงเรื่องราวในอดีดของท่านสักเรื่อง และอดทนฟังท่านเล่าจนจบ พวกเขาก็พอใจแล้ว
11. ควรรู้ว่า ตำแหน่งและเกรียติยศเป็นเพียงแก้วใบหนึ่ง แต่อุปนิสัยและการอบรมมา จึงจะเป็นสิ่งที่อยู่ในแก้วนั้น ในแก้วผลึก ใช่ว่าจะมีแต่เหล้าองุ่นเลิศรส อาจจะเป็นเพียงน้ำสกปรกแก้วหนึ่งเท่านั้นเอง ในจอกดินเผา ก็มิใช่ว่าจะเป็นเพียงน้ำเปล่า อาจจะเป็นเมรัยชั้นเยี่ยม
12. ควรรู้ว่า ชีวิตของท่านควรจะสงบเรียบ สบายๆ มีความสุข
เครดิต (วันชัย วัฒนนาคะกุล)
วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
เทคนิคหาหุ้น 10 เด้ง แบบ Rakesh Jhunjhunwala เจ้าของฉายา Warren Buffet แห่ง India
Rakesh Jhunjhunwala ถูกขนานนามว่าเป็น Warren Buffet ของประเทศ India
จากเงินลงทุนในคร้งแรกเพียง 100 เหรียญ เมื่อปี 1985 ผ่านไป 30 ปี ตอนนี้ เขามีทรัพย์สินมากกว่า 1000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในนิตยสาร Forbes ปี 2010 เขาติดอันดับคนที่รวยที่สุดในอินเดีย อันดับ 51 และ อันดับโลกที่ 1062 และนี่คือกฎการลงทุนของ Rakesh
Tip No. 1: Don’t Look For Multi-baggers
เขียนไม่ผิดครับ เทคนิคแรกสำหรับการมองหาหุ้นสิบเด้ง ก็คือ "อย่ามองหาหุ้นสิบเด้ง"
Rakesh บอกว่า อย่ายึดติดว่าเราจะต้องซื้อหุ้น 2 เด้ง 3 เด้งหรือ 10 เด้งเท่านั้น เราเพียงแค่ต้องทำการบ้าน โดยการหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีการเติบโตในอนาคต พอร์ตของคุณก็จะเติบโตหลายเด้งเองเมื่อเวลาผ่านไป
Tip No. 2: Don’t Look for Profits; Look For Sources Of Profits
"อย่ามองที่กำไร จงมองหาแหล่งที่มาของกำไร"
Rakesh ให้ข้อคิดที่ว่านักลงทุนทั่วไป มักจะยึดติดเกินไปกับยอดขายและกำไรรายไตรมาสและ Focus กำไรในระยะสั้นๆ ซึ่งนั่นอาจทำให้เราหลุดจากการมองภาพใหญ่ได้ Rakesh แนะนำว่าให้ใส่ใจแหล่งที่มาของกำไร ปัจจัยอะไรที่จะทำให้กำไรของบริษัทสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
Tip No. 3: Forget ‘Large Cap, Small Cap’ Nonsense – Look For Scalability Of Operations:
เลิกสนใจว่าเป็นหุ้นใหญ่ หรือหุ้นเล็กซะ มันไร้สาระมาก! จงมองหาสิ่งที่มันเติบโตได้ต่างหาก
Tip No. 4: Give it Time, Be Patient:
จงอดทนและให้เวลามันได้เติบโต
Tip No. 5: Don’t get carried away by short-term aberrations:
อย่าใส่ใจมากนักกับการเบี่ยงเบนในระยะสั้น
นักลงทุนทั่วไปมักสนใจแนวโน้มระยะสั้น เช่นผลประกอบการรายไตรมาส แต่ Rakesh มักไม่ให้ความสนใจ
มากนักกับผลประกอบการรายไตรมาส ส่งที่เขาจะทำคือ การมองหาแนวโน้มผลประกอบการในระยะยาว
Tip No. 6: Invest in a business that you can understand:
จงลงทุนในธุรกิจที่คุณเข้าใจ
Tip No. 7: Don’t worry about the macro stuff like fiscal deficit, inflation etc which are unknowable. Focus on what is knowable:
อย่ากังวลกับปัจจัยมหภาคมากนัก เช่น การขาดดุลการคลัง เงินเฟ้อ อื่นๆที่ไม่สามารถรู้ได้ จงสนใจกับสิ่งทีสามารถรู้ได้
Rakesh แนะนำว่า อย่าสนใจกับสิ่งที่ไม่สามารถรู้ได้ หรือถึงจะรู้ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อยู่ดี แต่จงมุ่งมั่นทุ่มเทพลังงานของคุณทั้งหมดไปกับสิ่งที่คุณสามารถเรียนรู้ได้ ดีเพียงพอ เช่น ธุรกิจของบริษัทที่คุณลงทุน
Tip No. 8 : Don’t Try To Time The Market:
อย่าจับจังหวะตลาด
อย่าจับจังหวะตลาด เพราะคุณจะไม่สามารถหาจุดต่ำสุดของตลาดได้ ถ้าคุณหาหุ้นที่ถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าแท้จริง จงซื้อมันซะ!
Tip No. 9 : If it’s cheap, buy it- Don’t pass up something cheap today in the hope that it will get cheaper tomorrow:
ถ้ามันถูกก็ซื้อมันซะ อย่าปล่อยให้ ความคิดที่ว่า ราคาพรุ่งนี้อาจถูกกว่าวันนี้ ทำให้คุณพลาดโอกาสดีๆไป
ถ้าคุณเห็นโอกาสในวันนี้ จงคว้ามันไว้ซะ! โอกาสดีเยี่ยมหลายครั้งหลุดลอยไปเพียงเพราะการผลัดวันประกันพรุ่ง
Tip No. 10 : Don’t buy stocks that have a fixed return:
อย่าซื้อหุ้นที่มีรายได้คงที่
คำแนะนำอันนี้ ตอนแรกดูเหมือนเรื่องตลก แต่พบว่า นักลงทุนส่วนใหญ่กับมองข้ามข้อแนะนำนี้
Rakesh ยกตัวอย่างหุ้นจำพวกนี้ ได้แก่ หุ้นไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภค ที่ไม่สามารถที่จะมีกำไรมากกว่าที่กฏหมายกำหนดไว้เท่านั้น
Tip No. 11: Ride your winners!!
ปล่อยให้หุ้นวิ่งทำกำไร
Rakesh แนะนำว่า อย่าขายหุ้นสิบเด้งของคุณทิ้งไปเพียงเพราะคุณคิดว่าหุ้นสิบเด้งของวันนี้จะ ไม่สามารถเป็นหุ้นยี่สิบเด้งได้ในวันพรุ่งนี้
Tip No. 12: Concentrate, concentrate & concentrate!!
เน้น เน้น และเน้นเท่านั้น
Rakesh แนะนำให้ลงทุนในสิ่งที่เรามั่นใจเท่านั้น เค้าไม่สนใจการกระจายความเสี่ยงในหุ้นหลายตัวเพียงเพราะต้องการปกป้องพอร์ต
หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อนักลงทุนมือใหม่ไม่มากก็น้อย ^^
เครดิต kotaro thaivi
จากเงินลงทุนในคร้งแรกเพียง 100 เหรียญ เมื่อปี 1985 ผ่านไป 30 ปี ตอนนี้ เขามีทรัพย์สินมากกว่า 1000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในนิตยสาร Forbes ปี 2010 เขาติดอันดับคนที่รวยที่สุดในอินเดีย อันดับ 51 และ อันดับโลกที่ 1062 และนี่คือกฎการลงทุนของ Rakesh
Tip No. 1: Don’t Look For Multi-baggers
เขียนไม่ผิดครับ เทคนิคแรกสำหรับการมองหาหุ้นสิบเด้ง ก็คือ "อย่ามองหาหุ้นสิบเด้ง"
Rakesh บอกว่า อย่ายึดติดว่าเราจะต้องซื้อหุ้น 2 เด้ง 3 เด้งหรือ 10 เด้งเท่านั้น เราเพียงแค่ต้องทำการบ้าน โดยการหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีการเติบโตในอนาคต พอร์ตของคุณก็จะเติบโตหลายเด้งเองเมื่อเวลาผ่านไป
Tip No. 2: Don’t Look for Profits; Look For Sources Of Profits
"อย่ามองที่กำไร จงมองหาแหล่งที่มาของกำไร"
Rakesh ให้ข้อคิดที่ว่านักลงทุนทั่วไป มักจะยึดติดเกินไปกับยอดขายและกำไรรายไตรมาสและ Focus กำไรในระยะสั้นๆ ซึ่งนั่นอาจทำให้เราหลุดจากการมองภาพใหญ่ได้ Rakesh แนะนำว่าให้ใส่ใจแหล่งที่มาของกำไร ปัจจัยอะไรที่จะทำให้กำไรของบริษัทสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
Tip No. 3: Forget ‘Large Cap, Small Cap’ Nonsense – Look For Scalability Of Operations:
เลิกสนใจว่าเป็นหุ้นใหญ่ หรือหุ้นเล็กซะ มันไร้สาระมาก! จงมองหาสิ่งที่มันเติบโตได้ต่างหาก
Tip No. 4: Give it Time, Be Patient:
จงอดทนและให้เวลามันได้เติบโต
Tip No. 5: Don’t get carried away by short-term aberrations:
อย่าใส่ใจมากนักกับการเบี่ยงเบนในระยะสั้น
นักลงทุนทั่วไปมักสนใจแนวโน้มระยะสั้น เช่นผลประกอบการรายไตรมาส แต่ Rakesh มักไม่ให้ความสนใจ
มากนักกับผลประกอบการรายไตรมาส ส่งที่เขาจะทำคือ การมองหาแนวโน้มผลประกอบการในระยะยาว
Tip No. 6: Invest in a business that you can understand:
จงลงทุนในธุรกิจที่คุณเข้าใจ
Tip No. 7: Don’t worry about the macro stuff like fiscal deficit, inflation etc which are unknowable. Focus on what is knowable:
อย่ากังวลกับปัจจัยมหภาคมากนัก เช่น การขาดดุลการคลัง เงินเฟ้อ อื่นๆที่ไม่สามารถรู้ได้ จงสนใจกับสิ่งทีสามารถรู้ได้
Rakesh แนะนำว่า อย่าสนใจกับสิ่งที่ไม่สามารถรู้ได้ หรือถึงจะรู้ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อยู่ดี แต่จงมุ่งมั่นทุ่มเทพลังงานของคุณทั้งหมดไปกับสิ่งที่คุณสามารถเรียนรู้ได้ ดีเพียงพอ เช่น ธุรกิจของบริษัทที่คุณลงทุน
Tip No. 8 : Don’t Try To Time The Market:
อย่าจับจังหวะตลาด
อย่าจับจังหวะตลาด เพราะคุณจะไม่สามารถหาจุดต่ำสุดของตลาดได้ ถ้าคุณหาหุ้นที่ถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าแท้จริง จงซื้อมันซะ!
Tip No. 9 : If it’s cheap, buy it- Don’t pass up something cheap today in the hope that it will get cheaper tomorrow:
ถ้ามันถูกก็ซื้อมันซะ อย่าปล่อยให้ ความคิดที่ว่า ราคาพรุ่งนี้อาจถูกกว่าวันนี้ ทำให้คุณพลาดโอกาสดีๆไป
ถ้าคุณเห็นโอกาสในวันนี้ จงคว้ามันไว้ซะ! โอกาสดีเยี่ยมหลายครั้งหลุดลอยไปเพียงเพราะการผลัดวันประกันพรุ่ง
Tip No. 10 : Don’t buy stocks that have a fixed return:
อย่าซื้อหุ้นที่มีรายได้คงที่
คำแนะนำอันนี้ ตอนแรกดูเหมือนเรื่องตลก แต่พบว่า นักลงทุนส่วนใหญ่กับมองข้ามข้อแนะนำนี้
Rakesh ยกตัวอย่างหุ้นจำพวกนี้ ได้แก่ หุ้นไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภค ที่ไม่สามารถที่จะมีกำไรมากกว่าที่กฏหมายกำหนดไว้เท่านั้น
Tip No. 11: Ride your winners!!
ปล่อยให้หุ้นวิ่งทำกำไร
Rakesh แนะนำว่า อย่าขายหุ้นสิบเด้งของคุณทิ้งไปเพียงเพราะคุณคิดว่าหุ้นสิบเด้งของวันนี้จะ ไม่สามารถเป็นหุ้นยี่สิบเด้งได้ในวันพรุ่งนี้
Tip No. 12: Concentrate, concentrate & concentrate!!
เน้น เน้น และเน้นเท่านั้น
Rakesh แนะนำให้ลงทุนในสิ่งที่เรามั่นใจเท่านั้น เค้าไม่สนใจการกระจายความเสี่ยงในหุ้นหลายตัวเพียงเพราะต้องการปกป้องพอร์ต
หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อนักลงทุนมือใหม่ไม่มากก็น้อย ^^
เครดิต kotaro thaivi
วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
Primark/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ไม่ช้าก็จะตามเมื่อเร็ว ๆ นี้ผมได้อ่านข่าวเกี่ยวกับธุรกิจต่างประเทศและพบข่าวเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งซึ่งพาดหัวว่า “แฟนแห่กันเข้าร้านไพร์มาร์คทั้ง ๆ ที่มีการประท้วง” เนื้อข่าวโดยย่อบอกว่านักช็อปของถูกต่างก็แห่กันเข้าร้าน Primark ที่เปิดใหม่ในย่านใจกลางของกรุงเบอร์ลินประเทศเยอรมันทั้ง ๆ ที่มีการประท้วงของนักเคลื่อนไหวที่เรียกร้องให้บริษัทสัญชาติไอริชรายนี้ปรับปรุงเงื่อนไขและสภาพโรงงานที่ผลิตสินค้าของบริษัท เนื้อข่าวยังบอกต่อไปอีกว่าไพร์มารคนั้นเปิดร้านแรกมาตั้งแต่ปี 1969 หรือ 45 ปีมาแล้วภายใต้ชื่อ Penneys ที่เมืองดับลินของไอร์แลนด์ และได้ขยายไปในหลาย ๆ ประเทศและได้เริ่มเปิดร้านแรกในเยอรมันในปี 2009 และมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในยุโรปในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำเนื่องจากตำแหน่งทางการตลาดของร้านที่เน้นสินค้าราคาถูกสุด ๆ และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของแฟชั่น จำนวนสาขาของไพร์มาร์คในยุโรปมีถึง 274 สาขาแล้วในขณะเดียวกันบริษัทกำลังวางแผนเปิดร้านแรกที่เมืองบอสตันประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2015
สิ่งที่น่าสนใจต่อไปก็คือ ไพร์มาร์คมีแผนที่จะเปิดร้านในเยอรมันมากกว่า 100 แห่งจากปัจจุบันที่ 13 แห่งเปรียบเทียบกับร้าน H&M ที่มีถึง 400 สาขาในเยอรมัน ประเด็นที่ทำให้น่าสนใจก็คือ เนื้อข่าวบอกว่าความสำเร็จของไพร์มาร์คนั้นทำให้กำไรต่อยอดขายของ H&M ซึ่งเป็นแบรนด์ของสวีเดนและมีปัญหาเรื่องจรรยาบรรณการทำธุรกิจแบบเดียวกันลดลง หรือพูดอีกแบบหนึ่งก็คือ ไพร์มาร์คน่าจะเป็นร้านขายเสื้อผ้าที่สามารถแข่งขันกับ H&M ซึ่งเน้นสินค้าราคาถูกเช่นกันได้เป็นอย่างดี ว่าที่จริงผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง และครั้งสุดท้ายเมื่อเร็ว ๆ นี้ผมก็พบว่าร้านไพร์มาร์คได้เปิดใหม่อีกหนึ่งแห่งใกล้เคียงกับร้านเดิมในย่านถนนอ็อกฟอร์ดซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญ ทุกครั้งที่ผมไปลอนดอน ผมและภรรยาผมจะต้องไปที่ร้านไพร์มาร์คและเราจะได้ของกลับมาหลายอย่าง และทุกครั้งเช่นเดียวกันที่ผมพบว่าร้านไพร์มาร์คซึ่งมีขนาดใหญ่โตมากนั้นมีลูกค้าแน่นร้าน เกือบทุกคนจะถือตะกร้าเลือกซื้อสินค้าเสื้อผ้าและสินค้าที่ทำด้วยผ้าที่มีหลากหลายมาก ไล่ตั้งแต่ผ้าปูเตียงที่ใช้ในห้องนอนจนถึงผ้ากันเปื้อนในห้องครัวและอื่น ๆ เรียกได้ว่ามีทุกอย่างที่เราต้องใช้โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับผ้า
จุดเด่นของไพร์มาร์คที่ทำให้คนสนใจเข้าไปจับจ่ายมากมายก็คือราคาที่ถูกมากและรูปแบบที่สวยงามตามแฟชั่นล่าสุด นอกจากนั้นคุณภาพของวัตถุดิบซึ่งส่วนใหญ่ก็คือผ้านั้นมีคุณภาพค่อนข้างดี ว่าที่จริงเสื้อผ้าและเน็คไทที่ผมใช้อยู่ทุกวันนี้ในการทำรายการทีวีหลายรายการก็เป็นสินค้าจากไพร์มาร์ค โดยที่ราคาเสื้อแขนยาวสีสันสวยงามนั้น ราคาก็ถูกระดับที่อาจจะเรียกว่าตัวละ “199” บาท เน็คไทแต่ละเส้นก็หลัก “100” บาท ถุงเท้าหรือผ้าเช็ดหน้าราคาเป็นแพ็คก็ถูกเท่า ๆ กับสินค้าราคาถูก ๆ ที่ขายในเมืองไทย มองจากราคานั้นต้องบอกว่าไพร์มาร์คเน้นสินค้าราคาถูก อย่างไรก็ตาม คนอาจจะมีภาพที่ดีกับสินค้าได้เนื่องจากจุดขายซึ่งเป็นอาคารหรูหรากลางย่านการค้าที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งของลอนดอน นอกจากนั้น สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไพร์มาร์คไปเช่าที่มุมหนึ่งของห้าง Selfridges ซึ่งเป็นห้างหรูพอ ๆ กับห้าง Harrods เพื่อวางสินค้ายี่ห้อไพร์มาร์คบางอย่าง นี่อาจจะเป็นกลยุทธ์ของไพร์มาร์คที่จะทำให้คนไม่ดูว่านี่เป็นสินค้าที่มีคุณภาพต่ำ
ผมเองก็คิดว่าสินค้าของไพร์มาร์คนั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดีใช้ได้ รูปแบบของสินค้าเองก็ไม่น่าจะน้อยหน้าคู่แข่งเท่าไรนัก แต่ด้วยราคาสินค้าที่ต่ำมากนั้นทำให้นักช็อบทั้งหลายที่ไม่ได้เน้นเรื่องของแบรนด์มากต่างก็เลือกซื้อได้อย่างง่ายดาย พวกเขาจำนวนมากนั้นอาจจะคิดว่าเสื้อผ้าแต่ละตัวนั้นไม่ได้มีโอกาสถูกใช้มากมายอะไรนักเพราะพวกเขาไม่อยากจะ “ใส่ซ้ำ ๆ” ดังนั้น การซื้อในราคาแพงจึงเป็นเรื่องที่ไม่ใคร่คุ้มค่าโดยเฉพาะถ้าไม่ใช่การสวมใส่ไปงานใหญ่ ๆ และนี่ทำให้ไพร์มาร์คเป็นร้านที่เป็นขวัญใจของคนชั้นกลางทั่ว ๆ ไปที่นิยมของถูกแต่คุณภาพใช้ได้
ผมได้รู้จักและสัมผัสกับร้านไพร์มาร์คจริง ๆ จัง ๆ ที่ลอนดอนมาเมื่อประมาณ 3-4 ปีมาแล้วจากการไปส่งลูกเข้าเรียนปริญญาโทและมีเวลาช็อปปิงที่ลอนดอนหลายวัน ในเวลานั้นผมค่อนข้างจะ “ทึ่ง” กับความนิยมของคนอังกฤษต่อร้านไพร์มาร์คแต่ผมก็ไม่ได้คิดไปไกลเกี่ยวกับเรื่องหุ้น ผมไม่รู้ว่ามันเป็นบริษัทจดทะเบียนหรือไม่และผมก็ไม่สนใจเนื่องจากผมยังไม่ได้สนใจที่จะลงทุนหุ้นต่างประเทศ ผมเพียงแต่คิดตาม “สัญชาติญาณนักลงทุน” ของผมว่านี่น่าจะเป็นธุรกิจที่ดีเยี่ยมและถ้ามีโอกาสเป็นเจ้าของก็คงจะสร้างผลตอบแทนที่งดงามได้ มาถึงวันนี้ที่ผมพบข่าวเกี่ยวกับร้านไพร์มาร์คในเยอรมันผมถึงได้รู้ว่ามันไม่ได้มีร้านเฉพาะแต่ในกรุงลอนดอนแต่มันมีในหลายประเทศและดูเหมือนว่ามันก็เป็นร้านที่แน่นเหมือนกับที่เห็นในลอนดอนซึ่งหมายความว่า Business Model หรือรูปแบบธุรกิจแบบนี้นั้นดีเยี่ยมและแข่งขันได้ ดังนั้น ผมจึงลองค้นคว้าดูและก็พบว่าที่จริงกิจการไพร์มาร์คนั้นเป็นบริษัทลูกของบริษัทจดทะเบียนชื่อ Associated British Foods (ABF) ในตลาดหุ้นลอนดอน โดยที่มันสร้างรายได้ประมาณหนึ่งในสามของบริษัทแม่ ผมจึงเข้าไปดูว่าราคาหุ้นตัวนี้เป็นอย่างไรในช่วงที่ผ่านมา?
มองจากกราฟราคาหุ้นแล้วผมรู้สึกทึ่งที่พบว่าหุ้นตัวนี้เติบโตขึ้นมาโดยตลอดโดยที่ราคาปรับตัวขึ้นมากในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ABF มีราคาประมาณ 1,080 ปอนด์ ราคาล่าสุดอยู่ที่ 3,098 ปอนด์หรือเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 200% ในขณะที่ดัชนี FTSE 100 ของอังกฤษนั้นปรับตัวขึ้นมาจากประมาณ 5,900 จุดเป็น 6,866 จุดหรือเพิ่มขึ้นเพียง 16% เท่านั้น ผมไม่รู้ว่าการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น ABF ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากผลประกอบการของไพร์มาร์คเป็นหลักหรือไม่แต่ผมคิดว่าน่าจะมีส่วนสำคัญทีเดียว และนั่นก็ทำให้ผมจินตนาการต่อไปว่าถ้าเมื่อ 3 ปีที่แล้วผมอยู่ในสถานะที่คุ้นเคยกับตลาดหุ้นอังกฤษและรู้จักหุ้น ABF ผมก็คงซื้อหุ้นตัวนี้ไปแล้วเมื่อเห็นลูกค้าแน่นร้านไพร์มาร์คแบบนั้น และผมก็คงจะกำไรจากการลงทุนไปไม่น้อย
ประสบการณ์ที่หุ้น ABF ปรับตัวขึ้นอย่าง “มโหฬาร” ตามความนิยมในตัวสินค้า ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปนั่นคือภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนสนใจสินค้าราคาถูกแต่คุณภาพดีนี้ ทำให้ผมนึกไปถึงแนวทางการลงทุนของ ปีเตอร์ ลินช์ที่เน้นเรื่องพลังของ “สามัญสำนึก” ว่าสามารถทำให้เราเลือกหุ้นลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ตัวอย่างที่ ปีเตอร์ ลินช์ ยกขึ้นมาพูดก็คือการที่เขามักจะคอยฟังภรรยาหรือใครก็ตามที่เป็น “นักช็อบ” ว่าสินค้าตัวไหนกำลัง “มาแรง” กล่าวคือได้รับการต้อนรับเป็นอย่างสูงจากลูกค้า เป็น “Talk of the town” นั่นคือผู้คนต่างก็กล่าวขวัญถึงและต่างก็อยากซื้อ เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อสินค้าขายดีระเบิดแล้ว ในไม่ช้ากำไรก็จะตามมาและราคาหุ้นก็จะปรับตามกันไป การลงทุนในหุ้นโดยดูแต่ตัวเลขผลประกอบการทางการเงินนั้นอาจจะช้าเกินไป
ที่เขียนมาทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้ต้องการที่จะเชียร์ให้ซื้อหุ้น ABF เพราะราคาตอนนี้อาจจะสูงเกินไปแล้วมองจากค่า PE ที่สูงลิ่ว และโดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้สนใจที่จะซื้อหรือติดตามหุ้นตัวนี้ เพียงแต่ยกขึ้นมาเพื่อที่จะชี้ประเด็นให้เห็นว่า ถ้าเราเจอกิจการของบริษัทจดทะเบียนที่ขายดี “ระเบิด” และไม่ได้เป็นเรื่องแฟชั่นที่จะเลือนหายไปง่าย ๆ และสินค้าตัวนั้นมีส่วนที่จะสร้างรายได้และกำไรแก่บริษัทอย่างมีนัยสำคัญ โอกาสที่หุ้นตัวนั้นจะ “วิ่งระเบิด” ในมา
สิ่งที่น่าสนใจต่อไปก็คือ ไพร์มาร์คมีแผนที่จะเปิดร้านในเยอรมันมากกว่า 100 แห่งจากปัจจุบันที่ 13 แห่งเปรียบเทียบกับร้าน H&M ที่มีถึง 400 สาขาในเยอรมัน ประเด็นที่ทำให้น่าสนใจก็คือ เนื้อข่าวบอกว่าความสำเร็จของไพร์มาร์คนั้นทำให้กำไรต่อยอดขายของ H&M ซึ่งเป็นแบรนด์ของสวีเดนและมีปัญหาเรื่องจรรยาบรรณการทำธุรกิจแบบเดียวกันลดลง หรือพูดอีกแบบหนึ่งก็คือ ไพร์มาร์คน่าจะเป็นร้านขายเสื้อผ้าที่สามารถแข่งขันกับ H&M ซึ่งเน้นสินค้าราคาถูกเช่นกันได้เป็นอย่างดี ว่าที่จริงผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง และครั้งสุดท้ายเมื่อเร็ว ๆ นี้ผมก็พบว่าร้านไพร์มาร์คได้เปิดใหม่อีกหนึ่งแห่งใกล้เคียงกับร้านเดิมในย่านถนนอ็อกฟอร์ดซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญ ทุกครั้งที่ผมไปลอนดอน ผมและภรรยาผมจะต้องไปที่ร้านไพร์มาร์คและเราจะได้ของกลับมาหลายอย่าง และทุกครั้งเช่นเดียวกันที่ผมพบว่าร้านไพร์มาร์คซึ่งมีขนาดใหญ่โตมากนั้นมีลูกค้าแน่นร้าน เกือบทุกคนจะถือตะกร้าเลือกซื้อสินค้าเสื้อผ้าและสินค้าที่ทำด้วยผ้าที่มีหลากหลายมาก ไล่ตั้งแต่ผ้าปูเตียงที่ใช้ในห้องนอนจนถึงผ้ากันเปื้อนในห้องครัวและอื่น ๆ เรียกได้ว่ามีทุกอย่างที่เราต้องใช้โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับผ้า
จุดเด่นของไพร์มาร์คที่ทำให้คนสนใจเข้าไปจับจ่ายมากมายก็คือราคาที่ถูกมากและรูปแบบที่สวยงามตามแฟชั่นล่าสุด นอกจากนั้นคุณภาพของวัตถุดิบซึ่งส่วนใหญ่ก็คือผ้านั้นมีคุณภาพค่อนข้างดี ว่าที่จริงเสื้อผ้าและเน็คไทที่ผมใช้อยู่ทุกวันนี้ในการทำรายการทีวีหลายรายการก็เป็นสินค้าจากไพร์มาร์ค โดยที่ราคาเสื้อแขนยาวสีสันสวยงามนั้น ราคาก็ถูกระดับที่อาจจะเรียกว่าตัวละ “199” บาท เน็คไทแต่ละเส้นก็หลัก “100” บาท ถุงเท้าหรือผ้าเช็ดหน้าราคาเป็นแพ็คก็ถูกเท่า ๆ กับสินค้าราคาถูก ๆ ที่ขายในเมืองไทย มองจากราคานั้นต้องบอกว่าไพร์มาร์คเน้นสินค้าราคาถูก อย่างไรก็ตาม คนอาจจะมีภาพที่ดีกับสินค้าได้เนื่องจากจุดขายซึ่งเป็นอาคารหรูหรากลางย่านการค้าที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งของลอนดอน นอกจากนั้น สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไพร์มาร์คไปเช่าที่มุมหนึ่งของห้าง Selfridges ซึ่งเป็นห้างหรูพอ ๆ กับห้าง Harrods เพื่อวางสินค้ายี่ห้อไพร์มาร์คบางอย่าง นี่อาจจะเป็นกลยุทธ์ของไพร์มาร์คที่จะทำให้คนไม่ดูว่านี่เป็นสินค้าที่มีคุณภาพต่ำ
ผมเองก็คิดว่าสินค้าของไพร์มาร์คนั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดีใช้ได้ รูปแบบของสินค้าเองก็ไม่น่าจะน้อยหน้าคู่แข่งเท่าไรนัก แต่ด้วยราคาสินค้าที่ต่ำมากนั้นทำให้นักช็อบทั้งหลายที่ไม่ได้เน้นเรื่องของแบรนด์มากต่างก็เลือกซื้อได้อย่างง่ายดาย พวกเขาจำนวนมากนั้นอาจจะคิดว่าเสื้อผ้าแต่ละตัวนั้นไม่ได้มีโอกาสถูกใช้มากมายอะไรนักเพราะพวกเขาไม่อยากจะ “ใส่ซ้ำ ๆ” ดังนั้น การซื้อในราคาแพงจึงเป็นเรื่องที่ไม่ใคร่คุ้มค่าโดยเฉพาะถ้าไม่ใช่การสวมใส่ไปงานใหญ่ ๆ และนี่ทำให้ไพร์มาร์คเป็นร้านที่เป็นขวัญใจของคนชั้นกลางทั่ว ๆ ไปที่นิยมของถูกแต่คุณภาพใช้ได้
ผมได้รู้จักและสัมผัสกับร้านไพร์มาร์คจริง ๆ จัง ๆ ที่ลอนดอนมาเมื่อประมาณ 3-4 ปีมาแล้วจากการไปส่งลูกเข้าเรียนปริญญาโทและมีเวลาช็อปปิงที่ลอนดอนหลายวัน ในเวลานั้นผมค่อนข้างจะ “ทึ่ง” กับความนิยมของคนอังกฤษต่อร้านไพร์มาร์คแต่ผมก็ไม่ได้คิดไปไกลเกี่ยวกับเรื่องหุ้น ผมไม่รู้ว่ามันเป็นบริษัทจดทะเบียนหรือไม่และผมก็ไม่สนใจเนื่องจากผมยังไม่ได้สนใจที่จะลงทุนหุ้นต่างประเทศ ผมเพียงแต่คิดตาม “สัญชาติญาณนักลงทุน” ของผมว่านี่น่าจะเป็นธุรกิจที่ดีเยี่ยมและถ้ามีโอกาสเป็นเจ้าของก็คงจะสร้างผลตอบแทนที่งดงามได้ มาถึงวันนี้ที่ผมพบข่าวเกี่ยวกับร้านไพร์มาร์คในเยอรมันผมถึงได้รู้ว่ามันไม่ได้มีร้านเฉพาะแต่ในกรุงลอนดอนแต่มันมีในหลายประเทศและดูเหมือนว่ามันก็เป็นร้านที่แน่นเหมือนกับที่เห็นในลอนดอนซึ่งหมายความว่า Business Model หรือรูปแบบธุรกิจแบบนี้นั้นดีเยี่ยมและแข่งขันได้ ดังนั้น ผมจึงลองค้นคว้าดูและก็พบว่าที่จริงกิจการไพร์มาร์คนั้นเป็นบริษัทลูกของบริษัทจดทะเบียนชื่อ Associated British Foods (ABF) ในตลาดหุ้นลอนดอน โดยที่มันสร้างรายได้ประมาณหนึ่งในสามของบริษัทแม่ ผมจึงเข้าไปดูว่าราคาหุ้นตัวนี้เป็นอย่างไรในช่วงที่ผ่านมา?
มองจากกราฟราคาหุ้นแล้วผมรู้สึกทึ่งที่พบว่าหุ้นตัวนี้เติบโตขึ้นมาโดยตลอดโดยที่ราคาปรับตัวขึ้นมากในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ABF มีราคาประมาณ 1,080 ปอนด์ ราคาล่าสุดอยู่ที่ 3,098 ปอนด์หรือเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 200% ในขณะที่ดัชนี FTSE 100 ของอังกฤษนั้นปรับตัวขึ้นมาจากประมาณ 5,900 จุดเป็น 6,866 จุดหรือเพิ่มขึ้นเพียง 16% เท่านั้น ผมไม่รู้ว่าการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น ABF ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากผลประกอบการของไพร์มาร์คเป็นหลักหรือไม่แต่ผมคิดว่าน่าจะมีส่วนสำคัญทีเดียว และนั่นก็ทำให้ผมจินตนาการต่อไปว่าถ้าเมื่อ 3 ปีที่แล้วผมอยู่ในสถานะที่คุ้นเคยกับตลาดหุ้นอังกฤษและรู้จักหุ้น ABF ผมก็คงซื้อหุ้นตัวนี้ไปแล้วเมื่อเห็นลูกค้าแน่นร้านไพร์มาร์คแบบนั้น และผมก็คงจะกำไรจากการลงทุนไปไม่น้อย
ประสบการณ์ที่หุ้น ABF ปรับตัวขึ้นอย่าง “มโหฬาร” ตามความนิยมในตัวสินค้า ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปนั่นคือภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนสนใจสินค้าราคาถูกแต่คุณภาพดีนี้ ทำให้ผมนึกไปถึงแนวทางการลงทุนของ ปีเตอร์ ลินช์ที่เน้นเรื่องพลังของ “สามัญสำนึก” ว่าสามารถทำให้เราเลือกหุ้นลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ตัวอย่างที่ ปีเตอร์ ลินช์ ยกขึ้นมาพูดก็คือการที่เขามักจะคอยฟังภรรยาหรือใครก็ตามที่เป็น “นักช็อบ” ว่าสินค้าตัวไหนกำลัง “มาแรง” กล่าวคือได้รับการต้อนรับเป็นอย่างสูงจากลูกค้า เป็น “Talk of the town” นั่นคือผู้คนต่างก็กล่าวขวัญถึงและต่างก็อยากซื้อ เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อสินค้าขายดีระเบิดแล้ว ในไม่ช้ากำไรก็จะตามมาและราคาหุ้นก็จะปรับตามกันไป การลงทุนในหุ้นโดยดูแต่ตัวเลขผลประกอบการทางการเงินนั้นอาจจะช้าเกินไป
ที่เขียนมาทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้ต้องการที่จะเชียร์ให้ซื้อหุ้น ABF เพราะราคาตอนนี้อาจจะสูงเกินไปแล้วมองจากค่า PE ที่สูงลิ่ว และโดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้สนใจที่จะซื้อหรือติดตามหุ้นตัวนี้ เพียงแต่ยกขึ้นมาเพื่อที่จะชี้ประเด็นให้เห็นว่า ถ้าเราเจอกิจการของบริษัทจดทะเบียนที่ขายดี “ระเบิด” และไม่ได้เป็นเรื่องแฟชั่นที่จะเลือนหายไปง่าย ๆ และสินค้าตัวนั้นมีส่วนที่จะสร้างรายได้และกำไรแก่บริษัทอย่างมีนัยสำคัญ โอกาสที่หุ้นตัวนั้นจะ “วิ่งระเบิด” ในมา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)