วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ความรักของพ่อแม่ คือ แรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่ของลูก

แม่ทำให้เห็นเสมอว่า..
ความรักลูกจริง ๆ เพราะความรักของพ่อแม่นี้จะเป็นแรงจูงใจให้ลูกอยากทำพฤติกรรมที่พ่อแม่ชมนั้นบ่อย ๆ ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะรู้ว่าพ่อแม่ชอบ
แต่ถ้าลูกทำอะไรบางอย่างแล้วไม่ได้รับความสนใจ หรือไม่ได้มีทีท่าที่บ่งบอกว่ามีความพอใจ ลูกก็จะรู้สึกล้มเหลว ผิดหวัง และจะไม่ทำอีก เพราะไม่รู้ว่าจะทำสิ่งเหล่านี้ไปเพื่อใคร ต้องเข้าใจนะว่าลูกยังเล็กเกินกว่าจะสร้างแรงจูงใจให้กับตนเองได้
การที่พ่อแม่อยู่กับลูก มีเวลาทำอะไรดี ๆ กับลูกโดยมีพ่อแม่เข้าไปช่วยบ้างในขณะที่ลูกกำลังฝึกฝนในการทำบางสิ่งบางอย่างที่ยาก ๆ ช่วยเหลือได้บ้าง แต่ไม่ใช่ทำให้ทั้งหมด พ่อแม่ก็จะเห็นพัฒนาการในด้านต่างๆ ของลูกได้ชัดเจนขึ้น
พ่อแม่ต้องเข้าใจนะว่าลูกเล็ก ๆ นั้นมีความกังวลในเรื่องต่าง ๆ อยู่หลายเรื่อง เช่น กลัวคนแปลกหน้า กลัวเสียงฟ้าร้อง กลัวแสงฟ้าแล่บ พ่อแม่ต้องช่วยทำให้ลูกมีความรู้สึกสบายใจ และคลายกังวัลให้ได้ เพราะจะทำให้ลูกมีความมั่นใจในความรักที่พ่อแม่มีให้กับลูก
ไม่ใช่ว่า..
ฟ้าร้องแม่ก็วี้ด ฟ้าแล่บก็ว้าย อย่างนี้ลูกก็คงขวัญแขวนไปด้วย และรู้ว่าแม่ไม่ใช่เพื่อนพึ่งพิงยามยากแน่
พ่อแม่ต้องอยู่ในตำแหน่งที่จะเป็นจุดยืนแห่งความรักอันมั่นคงให้กับลูกอย่างไม่คลอนแคลน เมื่อล้ม ลูกต้องมั่นใจว่ายังมีพ่อแม่เป็นหลักคอยประคองให้ลุกขึ้นใหม่ได้ เมื่อพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า ลูกต้องมั่นใจว่า มีพ่อแม่เป็นแรงคอยหนุนนำ
เพราะแม่สอนให้ลูกรู้จักที่จะรักและมองเห็นข้อดีของผู้อื่นให้เป็น ลูกจึงมีฐานความสุขอันแข็งแกร่ง
แม่ว่า..
ความรักและความภูมิใจในคุณค่าของตัวเองนั้นเป็นเหมือนรากแก้ว ที่จะทำให้ต้นไม้ยืนหยัดได้อย่างมั่นคง แต่ความรักผู้อื่นเปรียบเสมือนรากฝอยที่จะช่วยให้ต้นไม้นั้นเติบใหญ่ได้อย่างแข็งแรง มีอายุยืนนาน และแตกยอดทอดกิ่งออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
รักแม่เป็นที่สุด

ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป

สอนอย่างไรให้ลูกเป็นคนรับผิดชอบ

แม่สอนเสมอว่า..
ถ้าตอนลูกยังเล็ก ๆ พ่อแม่ไม่สอนให้ลูกช่วยหยิบช่วยจับ ช่วยทำงานบ้าน ทำอะไร ๆ ด้วยตัวเองหรือรับผิดชอบในกิจวัตรของตัวเอง พอโตขึ้นหน่อยจะมาเรียกร้องให้ทำนั้นมันก็ยาก
ถ้าตอนเล็ก ๆ พ่อแม่ไม่สอนให้ลูกทำ พอเข้าวัย 7 – 8 ปีนี่เริ่มเห็นได้ชัดแล้วว่าพอพ่อแม่บอกให้ทำอะไร ลูกก็จะอิดออด หาเหตุที่จะไม่ทำ สั่งอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจซักอย่าง ถ้าเป็นอย่างนี้ สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำให้ได้ คือ การยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็นอย่างที่เป็น ไม่ทำก็ไม่ทำ อย่าดุด่าว่าตี เพราะจะยิ่งทำให้ลูกต่อต้านไม่อยากทำมากขึ้น
ทีนี้แหละ..
พ่อแม่ก็คงต้องมานั่งกอดเข่าปรึกษากันว่าจะหาทางช่วยให้ลูกมีความรับผิดชอบมากขึ้นได้อย่างไร จะเริ่มต้นตรงไหนจึงจะไม่ช้าและสายเกินไปกว่านี้
แรกเลยพ่อแม่ก็ต้องมาดูว่า มีงานอะไรบ้างที่ลูกสนใจ..
พ่อแม่ต้องสังเกตความสนใจของลูก แล้วกำหนดให้ชัดเจนว่า อะไรเป็นหน้าที่ที่ลูกต้องทำ
ซึ่งเรื่องนี้ต้องเข้าใจและทำใจไปพร้อม ๆ กันนะว่า แรก ๆ ก็อย่าไปตั้งความหวังว่าลูกจะลุกขึ้นมาทำ เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เคยให้ลูกทำมาก่อน จะให้ลูกลุกขึ้นมาอย่างเต็มอกเต็มใจจึงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าด่วนตำหนิ บ่นก่นว่า แต่ให้ใช้วิธีการเตือน และการเตือนนี่ต้องประคองเสียงของตัวเองดี ๆ นะ ต้องใช้น้ำเสียงที่เป็นการเตือนจริง ๆ ไม่ใช่ใช้เสียงประชดประชัน แดกดัน อย่างนั้นคงไม่ช่วยให้ลูกลุกขึ้นมาช่วยทำอะไรได้
เตือนด้วยน้ำเสียงตามปกติ..
บอกให้ลูกรู้ว่าถึงเวลาที่ต้องทำแล้วนะ ถ้าลูกไม่ยอมขยับ ก็อาจจะต้องจูงมือลูกออกมา แต่ก็ต้องดูด้วยว่านะลูกกำลังทำอะไรอยู่ ถ้าลูกกำลังเล่นอย่างสนุกสนาน ไปดึงออกมาทันที ลูกคงหงุดหงิดติดใจ โมโหมาก เพราะเขากำลังสนุกอยู่กับของเล่นของเขา ก็ยืดหยุ่น ให้โอกาสลูกเล่นต่อสักครู่ แล้วบอกลูกว่า แม่หรือพ่อจะอนุญาตให้เล่นต่ออีกสักพักหนึ่ง แล้วลูกต้องทำนะ จากนั้นเมื่อถึงเวลาก็มาดู
และเมื่อมาดูแล้วลูกยังไม่ทำ ก็จับมือลูกลงมือทำด้วยกัน ณ เดี๋ยวนั้นเลย
การปรับพฤติกรรมลูก พ่อแม่ต้องไม่เล็งผลเลิศว่าต้องได้ดั่งใจ..
ต้องเริ่มต้นด้วยงานเล็กๆ น้อย ๆ ที่ขอให้ลูกทำอย่างสม่ำเสมอ และทำให้ลูกรู้ว่า เวลาที่ลูกทำงานเหล่านี้ พ่อแม่ชื่นชม แล้วจึงค่อย ๆ มอบหมายให้ลูกรับผิดชอบ
เพราะแม่เข้าใจ..
ลูกทำได้บ้าง ผิดพลาดไปบ้าง แม่ก็ไม่โกรธแต่ให้โอกาสลูกได้ทดลองทำใหม่จนชำนาญ ลูกจึงทำได้และทำดี มาจนทุกวันนี้
รักแม่เป็นที่สุด

ลูกสับสนกับความเป็นคนฉลาดแกมโกง

มีแม่ที่น่ารักคนหนึ่ง ถามด้วยความกังวลใจว่า หลานสาว อายุ 10 ขวบ มีความเชื่อว่าการฉลาดแกมโกง เป็นเรื่องที่ควรทำเพราะใคร ๆ ก็ทำกัน พ่อแม่ของหลานสาว ก็ไม่ว่าอะไร แถมยังหัวเราะชอบใจ ที่ลูกสาวไหลลื่นได้ดีอย่างนี้ ทำให้ลูกชายวัย 9 ขวบของแม่ถึงกับงง เพราะแม่สอนให้ซื่อสัตย์ โตไปต้องไม่โกง ลูกเลยไม่เข้าใจ และดูสับสน
แม่บอกเสมอว่า..
ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดเป็น "นิสัย" ของคนนั้น ครึ่งหนึ่งมาจากพันธุกรรม อีกครึ่งหนึ่งมาจากสิ่งแวดล้อม และการเลี้ยงดู ซึ่งการเลี้ยงดูนี่สำคัญพอ ๆ กับพันธุกรรมด้วยซ้ำไป
ดังนั้น..
ถ้าพ่อแม่อยากให้ลูกมีนิสัยอย่างไร ก็ต้อง "ทำอย่างนั้นให้ลูกเห็น เป็นอย่างนั้นให้ลูกดู" นั่นหมายถึง ถ้าพ่อแม่ไม่อยากให้ลูกฉลาดแกมโกง ก็ต้อง "ไม่ทำให้ลูกเห็น ไม่เป็นให้ลูกดู" เพราะพ่อแม่สามารถสร้างนิสัยถาวรของลูกได้จากการเลี้ยงดูจริง ๆ
แม่ว่า..
การปลูกฝังสิ่งดี ๆ ให้กับลูกในทุกเรื่องต้องทำตั้งแต่ลูกยังเล็ก ใช้วิธีการสอนแบบง่าย ๆ ตามวัยอย่างไม่เร่ง อย่าคิดว่าลูกยังเล็ก คงยังไม่เข้าใจ หลาย ๆ เรื่องที่พ่อแม่รอไปสอนตอนโต บางอย่างมันแย่..แก้ไม่ทันแล้ว สายเกินแก้แล้ว
เรื่องอย่างนี้จึงต้องสอนให้ลูกรู้ว่า..
ใครจะทำอะไร ลูกคงบังคับเขาไม่ได้ แต่ลูกต้องรู้และแยกแยะได้ว่าว่าอะไรดี อะไรชั่ว อย่ามัวมานั่งสับสนกันคนอื่นที่เขาทำไม่ดีแล้วได้ชัยชนะ ในขณะที่ลูกทำดีแล้วไม่ได้หรือพ่ายแพ้
ลูกต้องไม่ท้อและหยุดทำดี เพียงเพราะคนอื่นทำไม่ดี เรื่องนี้พ่อแม่ต้องมีจุดยืนที่มั่นคงในการสอนลูกเรื่องความซื่อสัตย์..ไม่คด ไม่ปด ไม่โกง
ปลูกฝังง่าย ๆ ให้ลูกเข้าใจผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ถ้าจะเล่นกับพี่ ๆ น้อง ๆ หรือเล่นกับเพื่อน ลูกต้องเคารพกติกา เล่นตามข้อตกลงที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ ต้องรู้แพ้รู้ชนะ ไม่เอาการแพ้หรือชนะเป็นตัวตั้ง ให้เอาความสนุกสนานและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันเป็นตัวตั้ง ไม่โกงเวลาในการเล่น ไม่โกงทีเพื่อนเผลอ ไม่ก้าวล่วงสมาธิของเพื่อนเวลาเล่น ต้องรู้ว่าของเล่นชิ้นไหนของเขาชิ้นไหนของเรา ถ้าลูกอยากเล่นของเพื่อก็สามารถยืมได้ ถ้าเพื่อนให้ก็เล่น และเมื่อเล่นเสร็จแล้วก็ต้องคืน แต่ถ้าเพื่อนไม่ให้ก็ต้องยอมรับโดยดี ไม่มีขุ่นข้องหมองใจ ไม่เจ็บใจ ไม่ผูกพยาบาทมาดร้าย
แม่ว่า..
อย่าคิดว่าโกงนิดโกงหน่อยนี่เป็นเรื่องเล็ก ๆ เพราะคนส่วนใหญ่ที่โกงเรื่องใหญ่ ๆ นั้น ก็มักจะเริ่มโกงจากเรื่องเล็ก ๆ อย่างนี้มาก่อน ดังนั้น จึงต้องสอนให้ลูกละอายแก่ใจนับแต่แค่คิดจะโกง
ที่สำคัญ คือ พ่อแม่ต้องไม่ให้ค่ากับคนโกง และสอนให้ลูกไม่ให้ค่ากับคนโกงด้วย
เพราะพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ลูกจึงไม่คิดโกง
รักพ่อรักแม่เป็นที่สุด

พ่อแม่มึงมา ลูกก็เลยพาโวย

มีแม่ที่น่ารักคนหนึ่งถามด้วยความกังวลว่าจะทำอย่างไรดี ลูกชายวัย 9 ปีพูดจาไม่เพราะ มึงมาพาโวย เหี้ยห่าสารพัดสัตว์ติดอยู่ที่ริมฝีปากตลอด กับพ่อแม่ก็ไม่มีหรอกนอกจากเผลอ กับเพื่อนนี่ พี่เลี้ยงนี่..ฟังแล้วขนลุกเลย ถามไถ่จนได้ความว่า พ่อเป็นคนปากเปราะ พูดจากระโชกโฮกฮาก แม่ชอบดูละครทีวีที่เหวี่ยงวี้ด กรี๊ด ด่า ลูกเลยอยู่กับสิ่งเหล่านี้มาแต่เล็ก
ขอตอบแบบไม่เกรงใจเลยนะจ๊ะว่า..
เรื่องนี้แทบไม่ต้องตอบอะไร เพราะมันก็มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว..
ถ้าพ่อแม่เป็นต้นแบบที่ดีลูกก็จะดีตามได้ แต่ถ้าพ่อแม่สร้างต้นทางที่เลวและเสื่อมอย่างนี้จะให้ลูกดีก็ดูจะยาก ก็พ่อแม่สร้างทุนชีวิต สร้างกรรมใหม่ที่หยาบคายอย่างนี้ให้กับลูกแล้วจะไปโทษใครได้
เบื้องต้น..
ทำได้ไหมล่ะ ถ้าจะบอกให้พ่อแม่สร้างกติกาว่าในบ้านนี้ ต้องไม่มีคนพูดจาหยาบคาย
เมื่อตั้งแล้ว พ่อแม่ต้องทำตามกติกาด้วยนะ เพราะถ้าพ่อแม่ยังใช้ชีวิตตามความเคยชิน พูดแรง มีกิริยาแรง จนถือว่าเป็นเรื่องปกติ..ลูกเห็น ลูกก็เลย เอาอย่าง
ตรงนี้สำคัญ..
ถ้าพ่อแม่เป็นคนหยาบคาย จะสอนให้ลูกเป็นคนสุภาพก็คงเป็นเรื่องยาก เพราะพฤติกรรมของพ่อแม่ล้วนมีผลต่อพฤติกรรมของลูกทั้งสิ้น
แม่สอนเสมอว่า..
คนที่พูดจาสุภาพ ไพเราะหู มักจะทนไม่ได้กับคนที่พูดจากระโชกโฮกฮาก หยาบคาย..ไม่สุภาพ
พ่อคนแม่คนก็เช่นกัน..
ถ้าเป็นคนที่พูดจาสุภาพ ไพเราะหู มักจะทนไม่ได้กับลูกที่พูดจาหยาบคาย..ไม่สุภาพ
เมื่อไรที่ลูกพูดจาหยาบคาย มึงมา พาโวย..ไม่สุภาพ หยาบโลน
หน้าที่ของพ่อแม่ก็คือ..ต้องอบรมบ่มสอนลูกให้ใช้วาจาที่สุภาพ
แม่มีคำที่ใช้กระตุกปากลูก ที่พูดจาอย่างคะนองปาก และได้ผลทุกครั้ง คือ..
"บ้านเรามีแต่คนพูดจาดี ไม่มีความหยาบคาย..ถ้าลูกจะพูดคำที่ไม่สุภาพ หยาบคาย อย่ามาพูดในบ้านเด็ดขาด..แม่ไม่ชอบ "
เสียงธรรมดา นิ่ง ๆ แต่จริงจังของแม่ ปิดปากให้ลูกกลืนคำหยาบคายลงไปได้จนหมดสิ้น
แม่บอกว่า..
ถ้าพ่อแม่เป็นคนหยาบคาย มึงมาพาโวยเป็นนิสัย ครั้นจะไปสอนให้ลูกพูดจาไพเราะรื่นหูก็ยาก เพราะจะสอนก็สอนได้ไม่เต็มปาก เกรงว่าลูกจะศอกกลับมาหน้าหงาย..อายลูกเปล่า ๆ พ่อแม่ที่หยาบคายหลายคนเลยสู้นิ่งไว้..ไม่กล้าสั่ง ไม่กล้าสอน บ้านก็เลยกลายเป็นสุสานคำหยาบ..เป็นคำพูดติดปาก
แม่บอกเสมอว่า..
"คำพูด" เป็นกุญแจอีกดอกหนึ่งที่ "เปิดใจ" ใคร ๆ ให้รับลูกหรือ "ปิดใจ" ใคร ๆ ให้เมินลูกได้เช่นกัน แม่จึงเป็นผู้นำทำบรรยากาศในบ้านให้มีแต่ความสุภาพ ลูกจึงหยาบไม่ได้
รักแม่เป็นที่สุด

กายดี..สมองไม่มีขาย ลูกใครอยากได้ พ่อแม่ต้องทำเอง

พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจว่า..
อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายที่เป็นส่วนสำคัญในการหล่อเลี้ยงสมอง และ ทำให้สมองเติบโตไปตามวัย ทำหน้าที่อย่างเป็นระบบ เป็นไปตามจังหวะของเวลา และภาวะของลูกในแต่ละวัย
นั่นหมายถึงพ่อแม่ต้องบำรุงร่างกายของลูกให้มีสัดส่วนพอดี ไม่ผอม หรือ อ้วนเกินไป ด้วยการให้อาหารครบ 5 หมู่ น้ำ อากาศบริสุทธิ์ แสงแดด และ การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมตามวัย
ต้องรู้นะว่า..
ลูกวัยเล็ก ๆ ต้องมีการเคลื่อนไหวมาก ๆ เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างร่างกายให้สามารถเล่น ทำกิจวัตรของตนเอง ทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเองและช่วยทำงานบ้านที่ง่าย ๆ ตามวัยได้แล้ว ลูกยังใช้การเคลื่อนไหวเพื่อเรียนรู้โลกภายนอก รวมทั้งการทดลองใช้ร่างกายและสมองในการจัดการกับโลกรอบตัว
คิดง่าย ๆ..
ถ้าลูกมีสุขภาวะทางกายด้วยการเคลื่อนไหวที่ดี แข็งแรงสมบูรณ์ เจริญเติบโตตามวัย จะทำให้ลูกมีพัฒนาการด้านอื่น ๆ ทั้งทางด้านอารมณ์ สังคม การคิดและสติปัญญา ภาษา จริยธรรมและการสร้างสรรค์ดีตามไปด้วย
ดังนั้น..
การให้ลูกคืบ คลาน กลิ้ง มุด มอด ลอด ไต่ ปีน ม้วนตัว หรือกระโดด
การชวนลูกไปออกกำลังกายในบ้าน ในสนามเด็กเล่น หรือสวนสาธารณะ
การชวนลูกเดินทรงตัวบนขอนไม้ เล่นการละเล่นไทย ๆ เดินหลบหลีกสิ่งของที่กีดขวาง เดินบนพื้นผิวที่ต่างกัน
การชวนลูก ให้ฝึกฝนทักษะการใช้ร่างกายทีละข้าง
นอกจากลูกจะได้รับความสนุกสนานบันเทิงใจแล้ว ลูกยังได้ฝึกฝนและพัฒนาร่างกายไปพร้อม ๆ กันด้วย
ไหน..พ่อแม่คนไหนทำกิจกรรมดังต่อไปนี้กับลูกบ้าง
ลองเช็คดูทีซิว่าว่าทำมากน้อยแค่ไหน..สอบได้หรือสอบตก
อ้อ..
การหาหนังสือดี ๆ มาอ่านให้ลูกฟังก็เป็นหนทางที่ดี ทำให้ลูกมีสุขภาวะทางกายกายดีและสมองดีได้ เพราะสามารถใช้หนังสือเป็นช่องทางในการสอนลูกให้รู้จักร่างกายของตัวเอง ให้เข้าใจวิธีการทำงานอย่างง่าย ๆ ตลอดจนเรียนรู้ถึงสิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ เพื่อบำรุงรักษาร่างกายให้แข็งแรง ยืนยาวไปตลอดอายุขัย
เพราะแม่รักลูก จึงให้โอกาสลูกได้ทำทุกอย่างดังกล่าวข้างต้น
ลูกจึงเป็นคนที่ "กายดี สมองดี"
รักแม่เป็นที่สุด

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วางใจไว้ที่บ้าน

หนุ่มหนึ่งกลับบ้านหลังดื่มจนตัวเบา
พอเข้าบ้าน เปิดไฟ ร้องเรียกเมีย ไร้เสียงขาน ก้มหน้าพบหนังสือขอหย่าบนตู้รองเท้า
หนุ่มงง ไม่นึกว่าเจ้าหล่อนจะเอาจริง
ผัวเมียทะเลาะกันบ่อย อย่างมากหล่อนเพียงงอนไม่พูดด้วย หรือกลับบ้านแม่ไปสักพัก
จากนั้นก็คืนมาเป็นปกติ
ทว่าครั้งนี้ เรื่องไม่เล็กเสียแล้ว
เมียบอกให้เขาไปงานประชุมผู้ปกครองของลูกสาว
เขาบอกว่างานยุ่ง ไม่มีเวลา
เมียว่ายุ่งอะไรทั้งวัน ไม่เคยใส่ใจฉันกับลูกเลย

เราเลิกกันแล้วกัน
หนุ่มไม่คิดว่าจะมีปัญหา
เขาถือว่าต้องเห็นงานสำคัญกว่าครอบครัวและที่ยุ่งวุ่นนั้นก็เพื่อบ้านนี้ไม่ใช่หรือ
ตนไม่ได้ทำอะไรผิด
แต่ในนาทีนี้ บ้านว่างเปล่าเงียบเชียบไร้ลูกไร้เมียนี้มันช่างไม่เป็นบ้านเอาเสียเลย
ความสำเร็จของเขา ถ้าไม่มีเมียร่วมปันก็ไร้ความหมาย
วันรุ่งขึ้นเขาไปเยี่ยมพ่อแม่ ทั้งสองงงมาก
ถามว่าทำไมมีเวลากลับบ้าน
คงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรอกนะ? ทะเลาะกับแม่อีหนูหรือ?
คำถามเป็นชุดทำให้เขาละอาย
เขาคงกลับบ้านน้อยเกินไปกระมัง?
แต่พ่อแม่ตื่นเต้นยินดีกันมาก พ่อรีบออกไปจ่ายตลาด แม่อยู่บ้านนั่งคุยกับเขา หาขนมถั่วต้มให้กิน
แต่ไม่ทันนั่ง เสียงโทรศัพท์ดัง
เขาได้ยินเสียงพ่อดังลอดมาจากโทรศัพท์ว่า
"ลืมบอกไป ชาเก๊กฮวยน้ำผึ้งที่ชงไว้ให้น่ะ อยู่บนธรณีหน้าต่าง เธอรีบดื่มซะ เดี๋ยวจะเย็น"
แม่วางหู ดื่มชาไปอึกเดียว โทรศัพท์ดังอีก พ่อนั่นแหละ
"เราต้องจ่ายค่าน้ำแล้วใช่ไหม? ฉันลืมเอาบิลม ช่วยบอกเลขบิลให้หน่อย จะแวะไปจ่าย"
วางหูไม่ทันไร พ่อโทรฯ มาอีก เสียงดีใจทีเดียว
"เธอชอบกินปลาสีนวลใช่ไหม เดี๋ยวซื้อไปให้นึ่งกิน"
ยี่สิบนาที พ่อโทรฯ 3 ครั้ง
แม่ก็รับและคุยอย่างไม่รู้หน่าย
เขาอดบ่นไม่ได้ว่า ทำไมพ่อจุกจิกขึ้นทุกที? ไม่เห็นมีเรื่องอะไรที่จำเป็นต้องโทรฯ กลับมาบอกไม่ได้หรือ?
แม่ยิ้มแล้วพูดว่า "เด็กโง่เอ๊ย เจ้าจะไปรู้ใจพ่อได้ไง?
แกไม่ได้จุกจิก แต่แกวางหัวใจไว้ที่บ้าน มีที่ฝากฝังมีความห่วงหา จึงได้โทรฯ ครั้งแล้วครั้งเล่า
ตัวพ่ออยู่นอกบ้าน แต่ใจอยู่ในบ้าน
เรื่องในบ้านไม่มีใหญ่เล็ก ทุกอย่างล้วนห่วงใย
เจ้าอย่าคิดว่าเอาเงินเข้าบ้านก็พอ
บ้านไม่ใช่ที่ที่วางเงิน แต่เป็นที่ที่วางใจ มีแต่เอาใจวางไว้ที่บ้าน ความรักกับความสุขจึงจะอยู่ที่บ้าน
เจ้าเข้าใจไหม?"
เขาเห็นสายตาลึกล้ำของแม่ เข้าใจในบัดดล
คิดถึงตนเอง ไม่เคยโทรศัพท์กลับบ้าน
แม้แต่เมียโทรฯ หาก็รีบตัดสาย
คิดถึงที่ตัวเองไปงานไปกินกับหัวหน้ากับเพื่อนร่วมงานจนดึกดื่น
ไฟที่บ้านก็สว่างคอยเขาจนดึกดื่น แต่เขาไม่เคยคิดถึงความเดียวดายของเธอ
ลูกอายุหกขวบ ขอให้เขาพาเที่ยว แต่คำมั่นสัญญาของเขาไม่เคยเป็นจริง
เพราะงานยุ่ง หรือเพราะว่าไม่เคยเอาใจวางไว้ที่บ้านเล่า?
คืนนั้น เขาไปรับเมียกลับ เธอรีรอไม่ยอมกลับ
เขารีบอธิบายว่า จะไม่เป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว ก่อนนี้ฉันละเลยเธอ ละเลยบ้านของเรา
ฉันคิดว่าเพียงแค่ส่งเงินให้ไม่ขาดก็จะรับประกันความสุขของเรา แต่ฉันเกือบทำความรักหล่นหาย
ต่อไปนี้ ฉันจะเอาใจวางไว้ที่บ้าน เอาบ้านวางไว้ในใจ เธอกลับบ้านกับฉันเถอะนะ?
เมียไม่ตอบ ค่อยๆ เดินเข้าหาเขา น้ำตาร่วง
ถูกต้องแล้ว บ้านคือที่วางใจ คือที่รองรัก
งานยุ่ง ไม่อาจเป็นเหตุผล ใจอยู่ รักอยู่ มีห่วงมีใย ความสุขจึงเกิดได้ ไม่เสื่อมสลาย
ขอบคุณเจ้าของเรื่องราวที่แบ่งปัน

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ที่ว่ารักลูกน่ะ..แสดงออกได้ถูกรึเปล่า

แม่เคยบอกเสมอ ๆ ว่า..
พ่อแม่ต้องแสดงออกให้ลูกรู้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งว่าพ่อแม่นั้นรักลูกมากแค่ ไหน ไม่ใช่เก็บงำอมพะนำไว้ เพราะคนทุกคน..ไม่ว่าใคร ๆ ก็ต้องการความรัก ไม่ใช่เฉพาะเด็ก ๆ หรอก เพราะความรักนั้นชูใจให้อยากใช้ชีวิตต่อไปอย่างแช่มชื่น
แต่สำหรับลูกเล็ก ๆ แล้ว ต้องการความรักที่พอดี ๆ ไม่มากจนล้น ไม่พร่องจนว้าเหว่ เพราะความรักของพ่อแม่นั้นมีความสำคัญต่อพัฒนาการของลูกเป็นอย่างมาก
ความรักจะช่วยในการกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการให้กับลูกเป็นอย่างดี ดังนั้น การที่พ่อแม่มีความรักต่อลูกจึงต้องแสดงออกให้ลูกได้รับรู้ว่าพ่อแม่นั้นรัก ลูกมากมายเพียงไร ดั่งคำโบราณที่กล่าวขานไว้อย่างแจ่มจัดชัดแจ้งว่า..
"รักลูกปานแก้วตาดวงใจ"
"ก็เพราะรัก พ่อแม่จึงจูบจอมถนอมเกล้า เฝ้ากล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูลูกเป็นอย่างดี"

การแสดงออกว่าพ่อแม่รักลูกนั้นสามารถทำได้ในหลายรูปแบบ ทั้งการพูดคุย การเล่น การกอด การสัมผัส การปฏิบัติดี ซึ่งพ่อแม่สามารถทำทุกอย่างที่ว่าได้ตั้งแต่ลูกแรกเกิดเลยทีเดียว
การพูดคุยกับลูก..
ลูกอาจไม่เข้าใจเนื้อหาทั้งหมด แต่ลูกสามารถสังเกตเห็นการสื่อสารที่ผ่านทางแววตา ท่าทางหรือหน้าตาของพ่อแม่ทำให้ลูกได้รับรู้ว่ามีความรักหรือมีความผูกพัน อยู่ทุกการกระทำ
อ้อ..
เรื่องนี้พ่ออย่ายอมให้แม่ทำอยู่คนเดียวนะ พ่อเองก็ต้องเริ่มสะสมไมล์แห่งความรักกับลูกตั้งแต่ลูกยังเล็กเหมือนกัน ไม่เช่นนั้น พอลูกโตขึ้นจะไม่ฟังพ่อ จะรอแต่แม่คนเดียว
เรื่องนี้..พ่อแม่ต้องจัดสรรเวลาและตารางชีวิตของตัวเองให้ลงตัว เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับลูกได้อย่างมีคุณภาพ ต้องตกลงกันให้ลงตัวว่าเวลาใดเป็นเวลาระหว่างพ่อกับลูก เวลาใดเป็นเวลาระหว่างแม่กับลูก และเวลาใดเป็นเวลาของพ่อแม่ลูก
การเล่นก็เป็นการแสดงออกถึงความรักที่พ่อแม่มีต่อลูก..
การที่พ่อแม่ให้เวลาในการเล่นร่วมกับลูก นอกจากจะทำให้ลูกเกิดความสุข สนุกสนานเพลิดเพลินแล้ว ลูกยังจะได้รับรู้ถึงความรักที่พ่อแม่มีต่อลูกอีกด้วย
การสัมผัสที่มีความนุ่มนวลก็คือความรัก..
ไม่ว่าจะเป็นการอุ้ม การโอบกอด หรือการหอมแก้มลูกเบา ๆ จะทำให้ลูกรับรู้ความรู้สึกที่ผ่านทางการสัมผัสว่า พ่อแม่ห่วงใยรักใคร่ในตัวลูกมากแค่ไหน
เพราะพ่อแม่ทำทุกอย่างดังกล่าวข้างต้น ลูกจึงเติบโตเป็นคนที่มีพ่อแม่อยู่ในหัวใจเสมอ ลูกจึงทำเลวไม่ได้ เพราะกลัวว่าพ่อแม่จะเสียใจ
รักพ่อรักแม่เป็นที่สุด

ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อยากให้ลูกประสบความสำเร็จ ต้องไม่แค่อยาก แต่พ่อแม่ต้องลงมือทำ

แม่สอนเสมอว่า..
ถ้าลูกอยากประสบความสำเร็จ ลูกต้องมีความมุมานะต่อสิ่งที่ทำ ถ้าลูกยังเล็กลูกต้องมุมานะในเรื่องการเรียน ลูกต้องมีใจรักในการเรียน เพราะหากใจลูกไม่รักในการเรียนเสียแล้ว ก็คงยากที่จะมีแรงจูงใจที่นำไปสู่ความสำเร็จ
ต่อเมื่อลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ลูกก็ต้องมุมานะในเรื่องการทำมาหากิน ลูกต้องมีใจรักในการงาน เพราะหากใจลูกไม่รักในการงานเสียแล้ว ก็คงยากที่จะมีแรงจูงใจที่นำไปสู่ความสำเร็จ..เช่นกัน
สิ่งแรก คือ ลูกต้องมีสมาธิ..
เมื่อลูกมีสมาธิอยู่กับสิ่งที่ทำ ลูกจะทำสิ่งต่าง ๆ จนสำเสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน ด้วยวิสัยของนักต่อสู้ ที่ใจจดใจจ่อกับการทำงาน ลูกต้องผ่านการฝึกฝนให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อตนเอง หรือทำอะไรด้วยตัวของเขาเองจนสำเร็จ คือ จุดเบื้องต้นที่ทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่าตนเองมีความสามารถ ต่อเมื่อลูกได้รู้จักช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว จึงค่อย ๆ ดูแลตนเองในการทำกิจวัตร ไม่ต้องเป็นภาระให้แก่พ่อแม่ ต่อจากนั้น จึงเริ่มช่วยแบ่งเบาภาระงานในบ้าน
แล้วไง..
ประเภทที่พ่อแม่ทำให้ลูกทุกอย่าง กระทั่งโต แล้วจะมาอยากนี่..ก็มากเกินไปมั้ง
สิ่งที่ 2 คือ ลูกต้องมีความอดทน
ความอดทนในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้แล้วลุ เมื่อเกิดข้อผิดคิดพลาดขึ้น ลูกก็ต้องทนต่อความรู้สึกเหล่านี้ได้ เมื่อล้ม ก็ลุกขึ้นมาใหม่ แล้วเดินต่อไปได้..ไม่ท้อง่าย ๆ
แล้วไง..
ไอ้ประเภทลูกรักที่ถูกประคบประหงมนั่นนิดก็ไม่ได้ นี่นิดก็ไม่ไหว แล้วจะมาฝั่นใฝ่ให้ลูกประสบความสำเร็จ..ก็ดูจะลางเลือนอยู่นะ
สิ่งที่ 3 คือ ลูกต้องมีวินัยในตนเอง
เพราะการมีวินัยนั้นจะช่วยให้ลูกประคับประคองชีวิตให้เดินไปบนเส้นทางที่ ลูกจะเดินไปข้างหน้าได้ตลอดรอดฝั่ง ตามที่ลูกต้องการ
นั่นหมายถึง ลูกต้องมีความมุ่งมั่น และอดทนต่อสิ่งเย้ายวนให้ได้
แล้วไง..
พ่อแม่ที่สอนให้ลูกใช้ชีวิตเร็ว ๆ ล่ก ๆ ลวก ๆ อยู่กับหน้าจอ ใช้ชีวิตแบบหยาบ ๆ แล้วจะมารอความสำเร็จของลูก..คิดดูเอานะว่าจะเป็นไปได้อย่างไรกัน
สิ่งที่ลูกต้องมีด้งกล่าวข้างต้น..ไม่ใช่แค่อยาก
แต่พ่อแม่ต้องฝึกให้ลูกดูแลตัวเอง ช่วยเหลือตัวเอง ทำอะไร ๆ ด้วยตัวเอง และ มีความรับผิดชอบต่อตัวเองพร้อมเรียนรู้อยู่เสมอว่าอะไรควรทำอะไร ไม่ควรทำ
เพราะแม่ทำให้เห็น เป็นให้ดู และสอนให้รู้ ลูกจึงทำให้แม่เห็น และเป็นคนที่ประสบความสำเร็จให้แม่ดู
รักแม่เป็นที่สุด

ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป