วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กางลายแทงเพื่อซื้อ LTF กันเถิดดดดด

สองวันก่อน เอาตารางผลตอบแทนกองทุน LTF ย้อนหลัง 5 ปีที่ดีที่สุดในตลาด 20 อันดับแรก มากางให้ทุกท่านได้ยลโฉมกันไปแล้ว เกิดการส่งต่อกันมากมาย และตารางนั้นก็ถูกส่งต่อกลับมาให้ผม พร้อมกับคำถามว่า เลือกกองไหนดี ดูตารางแล้วตาลาย เวียนหัวฟุดๆ ดังนั้น วันนี้ จะมาสอนอ่านลายแทงตารางดังกล่าวให้เข้าใจกันว่า Column ไหน บอกอะไรเรา เพื่อที่ทุกท่านจะได้เลือกกองทุนที่ตรงตามวัตถุประสงค์ยิ่งขึ้นไปอีกนะขอรับ
ไปดูตาราง LTF Performance กันอีกรอบ คลิ๊กที่รูปเพื่อดูภาพใหญ่ครับ
1. Lastest Fund Value (THB)
คือ ขนาดของกองทุน ณ ปัจจุบัน ยิ่งกองใหญ่ แสดงว่า มีคนสนใจกองนั้นเยอะ สำหรับผมนะครับ กองทุนที่เล็กเกินไป (ต่ำกว่า 50 ล้านบาท) จะไม่เกิดการประหยัดจากขนาด หรือ Economic of Scale ทำให้ต้นทุนการบริหารอาจสูงกว่ากองทุนคู่แข่ง ซึ่งในที่นี้มีเพียง Phillip LTF เท่านั้นที่ขนาดกองทุนต่ำกว่า 50 ลบ.อีกคำถามคือ แล้วกองทุนขนาดใหญ่เกินไปละดีไหม ขอตอบว่า มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย ข้อดีข้อแรกคือ มีอำนาจในการซื้อขายกำหนดทิศทางราคาหุ้นได้มากกว่า และการขนาดใหญ่ ก็ได้ Economic of Scale ที่สูง Fund Manager จะไปคุยกับบริษัทไหน ใครก็ต้อนรับ เพราะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ เจ้าของย่อมให้ความสำคัญมากกว่า ในขณะที่ข้อเสียก็คือ การปรับพอร์ต ปรับกลยุทธ์อาจจะอุ้ยอ้ายซักกะหน่อย ไม่ทันใจวัยรุ่น ดังนั้น กองทุนขนาดใหญ่ โดยปกติจะวางกรอบนโยบายการลงทุนไว้ในระยะค่อนข้างยาวซักหน่อย
2. Lastest NAV
อันนี้ก็สำคัญนะ … เคยมีลูกค้า Wealth ซึ่งมีเงินเยอะ มีความรู้ดี เรียนจบนอก มาบอกผมว่า ชอบซื้อกองทุน NAV ต่ำๆ จะได้หน่วยลงทุนมากขึ้น
วิธีคิดแบบนี้ ผิดมากๆนะครับ ลองคิดดูว่า สมมติ กองทุน A และ B เปิดขายพร้อมกันที่ PAR 10 บาท ผ่านไป 5 ปี กองทุน A NAV ขึ้นไปอยู่ที่ 20 บาท แต่กองทุน B กลับขึ้นมาอยู่ที่ 12 บาท เท่านั้น นั้นแปลว่า คุณควรลงทุนในกองทุน B เพราะจะได้หน่วยลงทุนที่เยอะกว่า อย่างงั้นหรือ?? มันไม่ใช่นะครับ เห็นๆอยู่ว่า กองทุน A บริหารได้ดีกว่า NAV จึงปรับตัวขึ้นแรงกว่า เพราะฉะนั้น ถ้าคิดในแง่ผลตอบแทนย้อนหลัง ยังไงก็ต้องเลือกกองทุน A แน่นอน ดังนั้น ล้างความเชื่อผิดๆเสียนะ
3. YTD% , Percentage Growth 3 Year และ Percentage Growth 5 Year
Column นี้ทุกคนรู้จักครับ ประเด็นคือ จะต้องดูผลการดำเนินงานย้อนหลังนานเท่าไหร่ถึงจะดี? ผมมองว่า ดูมันทั้งระยะสั้น และระยะยาว แต่ระยะยาวสำคัญกว่า เนื่องจาก LTF มีระยะเวลาการถือครองขั้นต่ำคือ 5 ปีปฏิทิน หรือใครซื้อปีแรกที่ปลายปี ก็มีสิทธิเมื่อเวลาผ่านไป 3 ปีเท่านั้น ดังนั้น การดูผลการดำนเนิงานย้อนหลัง 3 ปีขึ้นไป เป็นสิ่งที่จะทำให้เราเห็นว่า กองทุนนั้น ในระยะยาวแล้วผู้จัดการกองทุนเก่งขนาดไหนกันแน่
4. Annualized S.D. 3 Year
คือ ความผันผวนในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ยิ่งตัวเลขยิ่งเยอะ แสดงว่า กองทุนนั้นมีความผันผวนสูงกว่าอีกกองโดยเปรียบเทียบ กองทุนที่ดี บริหารความเสี่ยงเก่งๆ ควรจะมีค่า S.D. ต่ำๆไว้ก่อน แต่จะเห็นว่า ค่า S.D. ของกองทุน 20 กองนี้ ไม่ได้ต่างกันซักเท่าไหร่นะครับ
5. Max Drawdown 3 Year
คือ ตัวเลขที่บ่งบอกว่า ตอนที่กองทุนปรับฐาน หรือลงหนักสุดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สามารถลงไปจนถึงจุดที่ลึกที่สุดนั้น ขาดทุนเป็นกี่ % ยิ่งตัวเลขนี้เยอะ แสดงว่า ตอนตลาดปรับฐานแรงๆ กองทุนนั้นจะมีโอกาสติดลบได้มากกว่ากองทุนอื่น
6. Sharpe Ratio 3 Year
การคำนวณโดยสูตรนี้ครับ
[อัตราผลตอบแทนต่อปี – อัตราดอกเบี้ยที่ปราศจากความเสี่ยง] / ความเสี่ยง ซึ่งในที่นี่คือ Annualized S.D. นั้นเอง
หรือ S = [R – Rf]/ σ นั้นเอง
โดย Sharpe Ratio อธิบายแบบเข้าใจง่ายก็คือ อัตราส่วนผลตอบแทนเปรียบเทียบกับความเสี่ยง ยิ่งค่า Sharpe Ratio สูง ก็แปลว่า กองทุนนั้นผลการดำเนินงาน เมื่อเปรียบเทียบความผันผวนของตัวเอง ดีกว่ากองทุนอื่นโดยเปรียบเทียบ
ด้วยเหตุนี้เอง วิธีการดูค่า Sharpe Ratio ก็ง่ายมากครับ กองทุนไหนค่า Sharpe Ratio สูงๆ แปลว่าดี
**************************************
รู้กันแล้วว่าแต่ละ Column บอกอะไรเรานะครับ ถึงขั้นตอนเลือกกองทุนละ ดูที่ความเสี่ยงครับ 1) S.D. ควรจะต่ำไว้ 2) Max Drawdown ไม่ควรติดลบหนัก และ 3) ค่า Sharpe Ratio ควรจะสูงกว่ากองอื่น ถ้าเลือกบนวิธีคิดแบบนี้
ผลลัพท์ที่ได้ก็คือ กองทุนที่มีความผันผวนต่ำ ผลตอบแทนสม่ำเสมอ นั้นก็คือ กองทุน B-LTF ของบัวหลวง อีกกองหนึ่งคือ Big Cap Dividend LTF ของยูโอบี
ข้อเสียของกองทุน KFLTFDIV ซึ่งถึงแม้ผลการดำเนินงานจะเป็นอันดับหนึ่ง ก็ได้แค่ Sharpe Ratio ที่ต่ำกว่า กองทุนอื่นที่ผลการดำเนินงานติดอันดับ 10 กองแรก นั้นแปลว่า NAV กองทุนผันผวนมากกว่ากองทุนอื่น ถึงตัวกองทุนจะให้ผลตอบแทนที่สูง แต่ความผันผวนอาจจจะมากขึ้นไปด้วย ดังนั้น ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้แล้วครับ แต่ข้อดีก็คือ KFLTFDIV ลดความเสี่ยงด้วยการ จ่ายปันผลทุกๆปี ดังนั้น ก็เหมาะกับคนต้องการ Cash Flow ระหว่างก่อรครบเงื่อนไขขายคืน
ใครซื้อกองไหนในอดีต ลองเปรียบเทียบแบบที่ผมเปรียบเทียบดูนะครับ
แต่ถ้าใครพยายามหากองทุนที่ตัวเองลงทุนปีก่อนๆ แล้วไม่เจอในตารางนี้ นั้นแปลว่า ไม่ติดอันดับ TOP 20 นะครับ กองทุนพวกนี้ แนะนำหลีกเลี่ยงไปก่อน เพราะมันแสดงให้เห็นว่า ผ่านมา 5 ปี ผลตอบแทนมันห่างชั้นก็คู่แข่งมากเกินไปแล้ว (ยกเว้น พวกกองที่มีส่วนผสมของตราสารหนี้นะฮะ)
ลองวิเคราะห์กันดูครับ ติดตรงไหน จะถามอะไร คุยกันได้เน้อออออ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น