วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สัมผัสดี สมองดี

ประตูที่มนุษย์ใช้ติดต่อกับโลกภายนอก คือ ประสาทสัมผัสทั้ง 6 ได้แก่ ตาดู หูฟัง จมูกดมกลิ่น ช่องปากลิ้มรส ผิวหนังสัมผัส และความรู้สึกภายใน เพื่อการรับรู้ข้อมูล และเรียนรู้โลกภายนอกตั้งแต่เกิดจนตาย ลูกต้องเรียนรู้ เข้าใจ และฝึกฝนการทำงานของอวัยวะสัมผัสทั้ง 6 นี้ ตั้งแต่ยังเล็ก โดยในช่วงปฐมวัย พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกรู้จักโลกภายนอกผ่านการใช้ “ของจริง” ผ่านอุปกรณ์สิ่งของต่าง ๆ ภายในบ้านที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ให้ลูกได้สัมผัส เพื่อจดจำและ รู้จักวิธีใช้อย่างถูกต้อง รู้ว่าต้อง ทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นอันตราย และจะใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร เรื่องนี้ ต้องยกเว้นอุปกรณ์สิ่งของบางอย่างที่อาจเป็นอันตรายจึงให้ใช้ของจำลองแทนได้
ไหน..ลองมาร่ายดูทีซิว่า พ่อแม่ได้ทำอะไรดี ๆ ดังต่อไปนี้หรือไม่
💕 ชี้ชวนลูกให้ใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ ได้แก่ การมองดู การฟัง การลิ้มรส การดมกลิ่น การสัมผัส รวมถึงการรับรู้ความรู้สึกภายในร่ายกายตนเอง เช่น หิว ง่วงนอน ปวดท้อง ปวดอึ ปวดฉี่
💕 ชี้ชวนให้ลูกฝึกฝนการใช้ประสาทสัมผัส เช่น ปิดตาเดินรอบโต๊ะ คลำของที่อยู่ในภาชนะมิดชิด แล้วบอกลักษณะสิ่งของได้
💕 ชี้ชวนให้ลูกเล่นดินเปียก ทรายแห้ง การเล่นน้ำ การเดินสัมผัสพื้นที่แตกต่างเช่น ดิน หญ้า
💕 ชี้ชวนให้ลูกฝึกสังเกตในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อได้ยินเสียงน้ำหยดให้ไปปิด สัมผัสของนิ่มหรือของเหลว ลิ้มรส และเคี้ยวผัก ผลไม้ที่มีรูปร่างลักษณะทั้งพื้นผิว เนื้อ รสชาติที่ต่างกัน เช่น นิ่ม อ่อน แข็ง
💕 ชี้ชวนให้ลูกรินน้ำ 3/4 แก้ว ถือแล้วเดินเอาถ้วยน้ำมาส่งให้พ่อแม่โดยไม่หก วิ่งหลบสิ่งกีดขวาง รับส่งลูกบอล รับลูกบอลที่กระดอนขึ้นจากพื้น โยนบอลลงตะกร้า และเคลื่อนไหวร่างกายตามสัญญาณที่กำหนด
💕 ชี้ชวนลูกฝึกทักษะการเคลื่อนไหวอย่างปลอดภัย เช่น ย่อเข่าเวลากระโดด ก้มศีรษะเก็บแขนขาเวลามุดหรือลอดใต้โต๊ะหรืออุโมงค์
💕 ชี้ชวนลูกฝึกการใช้กล้ามเนื้อเล็กอย่างประณีต เช่น การต่อบล็อก ต่อซ้อนของตามแบบ เล่นภาพตัดต่อ ใช้แหนบ/มือหยิบเม็ดถั่วที่มีลักษณะขนาดต่างกัน คัดแยกวัสดุอุปกรณ์ที่มีความแตกต่างกัน และหยิบสิ่งของด้วยนิ้วสองนิ้ว
อ้ะ..
ถ้าใครทำได้ครบถ้วนก็สบายใจได้ว่าได้ให้โอกาสลูกได้ฝึกประสาทสัมผัสที่ดีไป พร้อม ๆ กับการโอบกอด และการสัมผัสด้วยรักจากพ่อแม่..ถ้าทำได้อย่างที่บอก สมองของลูกก็มีโอกาสที่จะดีตามไปด้วย
อ้อ..
การเล่านิทานและอ่านหนังสือที่แนะนำ และสอนวิธีการใช้สิ่งของภายในบ้าน ที่ถือเป็นแหล่งข้อมูลเบื้องต้นให้ลูกได้มีภาพของสิ่งของเหล่านี้ในสมอง และเมื่อถึงเวลาสมควร พ่อแม่สามารถแนะนำของจริงให้ลูกจนสามารถทำหรือใช้ได้อย่างถูกวิธีและเหมาะ กับกาลเทศะ

ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

จังหวะที่ดี ทำให้สมองของลูกดีได้

ลูกเรียนรู้เสียงและจังหวะตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ คือ เสียงเต้นของหัวใจแม่ ที่มีเสียงและจังหวะการเต้นอย่างสม่ำเสมอ หรือบางเวลาอาจจะมีจังหวะที่เร็วขึ้น หรือช้าลงบ้าง ลูกจะจำเสียงและจังหวะเหล่านี้ไว้ในสมอง ซึ่งต่อมา เมื่อรู้จักเสียงและจังหวะอื่น ๆ จากโลกภายนอก ลูกก็จะสามารถจำได้ไม่ยาก เพราะสมองมีคลื่นสมองจำนวนมาก ที่ปรากฏขึ้นตามสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปภายในสมอง คลื่นเหล่านี้บางครั้ง อาจช่วยเสริม หรือบางครั้งลดทอนการทำงานของสมอง ลูกจึงต้องเรียนรู้ และฝึกฝนการทำจังหวะ เพื่อถ่ายทอดจังหวะภายในสมอง ออกมาเป็นงานศิลปะ เสียงเพลง เสียงดนตรี หรือการอ่านที่มีท่วงทำนอง
เพลงแรกที่จำได้ว่าแม่ร้องกล่อม คือ เพลงนกเขา
“ นกเอ๋ย นกเขา
ขันแต่เช้าหลายหนไปจนเที่ยง
สามเส้ากุกแกมแซมสำเนียง
เสนาะเสียงเพียงจะงีบรีบระงับ
อันมารดารักบุตรสุดถนอม
สู้ขับกล่อมไกวเปลเห่ให้หลับ
พระคุณท่านซาบซึมอย่าลืมรับ
หมั่นคำนับค่ำเช้านะเจ้าเอย”
แม่มักจะร้องให้ลูกฟังไปพร้อม ๆ กับมือหนึ่งที่โบกพัดสานไล่ยุง ไม่ให้ต้องผิวกายในขณะที่อีกมือหนึ่งเวียนลูบหัว ลูบหลังลูกอย่างเบามือ..ส่งลูกเข้านอนอย่างอบอุ่น ด้วยความละมุนละไม
เสียงที่อ่อนโยน ท่วงทำนองและจังหวะที่นุ่มนวลนั้น คือ เสียงแห่งความรัก เสียงแห่งความเมตตา อาทร และผูกพัน เป็นเสียงที่ไพเราะจับจิตจับใจ…ไพเราะยิ่งกว่านักร้องดัง ๆ คนใด ๆ ในโลกนี้ เพราะสามารถสื่อไปถึงจิตวิญญาณของลูกได้จริง ๆ เสียงและท่วงทำนองแห่งรักอย่างนี้เป็นเสียงที่บ่มสอนให้ลูกทำแต่เรื่องดี ๆ และทำเรื่องยาก ๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่าย และเสียงนี้ เป็นเสียงที่ลูกเชื่อฟัง
แม่ร้องเพลงทุกเพลงด้วยเสียงที่หวานกังวาน ลูกเอื้อนลูกเอ่ยของแม่ แม้ธรรมดา ๆ ไม่ได้ปรุงแต่ง แต่ประทับใจลูกไม่รู้ลืม ฟังกี่ครั้งก็รู้สึกดี นึกถึงทีไรก็อุ่นไปทั้งชีวิต ที่สำคัญ คือ เพลงของแม่ เป็นเพลงที่มีความหมายที่ลึกซึ้ง กินใจ ทั้งถ้อยคำและทำนองเพลง ไม่ว่าจะเป็นจังหวะช้า ๆ ค่อนข้างช้า หรือโจ๊ะ โจ๊ะ ล้วนเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ เร้าใจ ทำให้ลูกของแม่รักเสียงเพลง รักการร้องเพลง แม้เสียงไม่ใสไพเราะอย่างการเวก แต่ก็ร้องลงจังหวะเป๊ะ..เป๊ะ
เพลงของแม่นอกจากจะทำให้ลูกอารมณ์ดีแล้ว ภาษาสวย ๆ ในเพลง ที่เรียงถ้อยร้อยคำตามจังหวะอย่างไพเราะ ทำให้ลูกรุ่มรวยภาษาดี ๆ และมีไว้ใช้ในชีวิตอย่างหลากหลาย
การเล่านิทานและอ่านหนังสือที่มีคำคล้องจอง ที่มีจังหวะในการอ่าน และการทอดเสียง จึงสามารถช่วยเสริมสร้างความจำ และความรู้เกี่ยวกับจังหวะให้กับลูกได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ้ามีการสอดแทรกเรื่องราวของจังหวะในธรรมชาติเข้าไปด้วยก็จะทำให้สมอง ของลูกเกิดพัฒนาได้ดียิ่งขึ้น
รักแม่เป็นที่สุด

ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

รู้ไหมว่า..คุณกำลังออกแบบชีวิตที่สุขหรือทุกข์ให้กับลูกรัก

คุณหมอจิตรา วงศ์บุญสิน..พี่สาวที่น่ารัก บอกว่า สิ่งที่ส่งผลให้เกิดความสุขในชีวิตคนนั้น มี 3 ปัจจัย คือ
50% มาจากพันธุกรรม
10% มาจากสิ่งแวดล้อม
และ 40% มาจากการเลี้ยงดู
พ่อแม่คู่ไหนมีสุข สดใสเบิกบานเป็นนิจ ลูกก็มีทุนความสุขติดไปด้วยครึ่งหนึ่งแล้ว
ที่เบาใจ คลายเครียด คือ ความสุขจากสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่ว่านั้น ..สร้างได้
ต้นทุนแรกในการสร้างความสุขให้ลูกรัก คือ เวลา ความรักและวิธีเลี้ยงดู ดังนั้นพ่อแม่ต้องจัดสรรเวลาและตารางชีวิตของตัวเองให้ลงตัว เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับลูกได้ อย่างมีคุณภาพ ต้องตกลงกันให้ลงตัวว่าเวลาใดเป็นเวลาระหว่างพ่อกับลูก เวลาใดเป็นเวลาระหว่างแม่กับลูก และเวลาใดเป็นเวลาของพ่อแม่ลูก
คนในบ้านต้องให้เกียรติคำพูดของตนเอง เพราะเป็นหนทางในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ก่อความรัก ให้เกิดความเข้าใจต่อกัน
ลองหันไปดูทีซิว่า
คนในบ้าน อยู่กันอย่างดี หรือวัน ๆ จ้องจะจิก จะตีกัน คนในบ้านอยู่อย่างไว้วางใจกัน หรือวัน ๆ เอาแต่หวาดระแวง และคนในบ้านนี่น่ะ สื่อสารกันด้วยท่าที่ทีอ่อนโยนด้วยความรัก หรือสักแต่ว่าพูดไปตามอารมณ์
เรื่องนี้ไม่ต้องบอกละนะว่าประพฤติตนแบบใดที่จะออกแบบความสุขให้ลูกรักได้
ความกังวล และ ความคาดหวัง คือ กำแพงที่ตั้งตระหง่านกั้น ทำความรักจากพ่อแม่ที่ส่งไปให้..ไม่ถึงลูก
พ่อแม่หลายคนวาดหวังว่าลูกต้องเป็นโน่น นั้น นู่น นี่ ต้องเป็นเด็กดี ต้องว่านอนสอนง่าย ต้องเรียนเก่ง ต้องมีน้ำใจ ต้องอดทน ต้องพูดไพเราะ และต้อง..ต้อง..ต้อง อีกร้อยแปดพันเก้า
ที่ว่าต้องนี่นะ ต้องแรก คือ พ่อแม่ต้องหยุดคาดหวังในตัวลูกก่อน เพราะเมื่อคาดหวังแล้วจะเพ่ง เมื่อเพ่งแล้วจะพล่าม เมื่อพล่ามก็จะพากันพัง เพราะลูกม่ายล่ายหลั่งจาย หรอก..เชื่อเถอะ
หันมาเลี้ยงลูกด้วยวิถีรักดีกว่า
ถ้าจะใช้คำว่าต้อง ..ต้องอย่างนี้
ต้องยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็นและไม่ได้เป็น ต้องยอมรับในสิ่งที่ลูกทำ หรือไม่ทำ คือ ต้องรักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข ลูกจะเป็นอย่างไรก็ต้องรัก
ต้องฟังลูกด้วยความว่างเปล่า ฟังอย่างเปิดใจกว้างและวางอคติ ไม่มีคาดเดา ไม่เอาแต่หวาดระแวง
เมื่อลูกเข้ามากอดหน้ากอดหลังนุงนังนัวเนียเป็นแมวสีสวาท ต้องคิดว่าลูกทำด้วย
ความรักอย่างจริงใจ ไม่ใช่คาดเดา เอาซะใหญ่โตว่า..เอ๊ะทำดีผิดหูผิดตาอย่างนี้จะขออะไรอีกล่ะ..หรือทำอะไรผิด มาแน่ ๆ ถึงมาเอาอกเอาใจพ่อแม่อย่างนี่..หมดสุข ..ลูกละเซ็ง
ต้องมองความเป็นไปของลูกในปัจจุบันขณะ อย่าเอาความผิดพลาดจากอดีตและความกังวลในอนาคตมากำหนด ชวนกันทำปัจจุบันให้ดีที่สุดแล้วอนาคตจะดูแลตัวมันเอง เพราะการมีปัจจุบันที่แข็งแรงคือการทำลายกำแพงความผิดหวังในอดีตและความคาด หวังอย่างงมงายในอนาคต
เมื่อลูกทำผิด คิดพลาด พ่อแม่ต้องให้อภัยลูกได้ทุกเรื่อง และไม่มีการขุดเอาเหตุการณ์เก่าขึ้นพูดมาซ้ำย้ำรอยแผลอีก เพราะถ้าพ่อแม่ไม่ให้อภัย ลูกก็จะไม่สามารถลุกขึ้นเริ่มต้นใหม่ได้เลย
เรื่องอย่างนี้ พ่อแม่ต้องอยู่ในตำแหน่งที่จะเป็นจุดยืนแห่งความรักอันมั่นคงให้กับลูกอย่าง ไม่คลอนแคลน พ่อแม่มีสิทธิที่จะเหนื่อยใจ มีสิทธิที่จะบ่น มีสิทธิที่จะท้อ แต่ไม่มีสิทธิถอดใจ เมื่อล้ม ลูกต้องมั่นใจว่ายังมีพ่อแม่เป็นหลักคอยประคองให้ลุกขึ้นใหม่ได้ เมื่อพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า ลูกต้องมั่นใจว่า มีพ่อแม่เป็นแรงคอยหนุนนำ
ที่สำคัญ คือ ต้องสอนให้รู้จักที่จะรักและมองเห็นข้อดีของผู้อื่นให้เป็น เพราะนี่คือการสร้างฐานความสุขอันแข็งแกร่งให้กับลูก เพราะความรักและความภูมิใจในคุณค่าของตัวเองนั้นเป็นเหมือนรากแก้ว ที่จะทำให้ต้นไม้ยืนหยัดได้อย่างมั่นคง แต่ความรักผู้อื่นเปรียบเสมือนรากฝอยที่จะช่วยให้ต้นไม้นั้นเติบใหญ่ได้ อย่างแข็งแรง มีอายุยืนนาน และแตกยอดทอดกิ่งออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
สุดท้ายในตรงนี้..
คำพูดและการกระทำของพ่อแม่ ทำให้ลูกสัมผัสและรับรู้ถึงความรักได้มากที่สุดดีกว่าการพร่ำพูดว่ารักผ่าน ข้อความทางโทรศัพท์ หรือระบบดิจิตอลใด ๆ
ถ้าทำได้..
พ่อแม่ลูกก็จะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขในบ้านที่แสนอบอุ่น..ตลอดกาล

ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป