วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557

"คำมหัศจรรย์ สำหรับชีวิตคู่"

"คำมหัศจรรย์ สำหรับชีวิตคู่" ---- คุณรู้ไหมว่า หลายคู่ที่แต่งงานอยู่กินกันไป แล้วความรักจืดจาง นั่นมีสาเหตุ ในโลกนี้ ไม่มีคำว่า "ฟลุ้ค" "โชคดี โชคร้าย" "สถานการณ์" ฯลฯ ทุกอย่าง มีสาเหตุ โลกนี้มี "กฎแห่งเหตุและผล" หรือ "กฎแห่งกรรม" ---- เราสามารถที่จะอยู่กับคู่ของเราไปทั้งชีวิต แล้วก็ยังรักกันมากขึ้นๆทุกวัน สิ่งที่เราปฏิบัติกับอีกฝ่ายทุกวัน ก็จะเป็นสิ่งที่เพิ่ม หรือ ลด ความรัก บางเรื่อง คนมักทำกันโดยไม่รู้ตัว โดยนิสัย แต่ไม่รู้ว่า เขากำลังเริ่มทำให้ความสัมพันธ์นั้นถดถอย จนอาจถึงขั้นหย่าร้าง เป็นปัญหาให้ลูกอีก --- วันนี้ ผมอยากแนะนำ "คำมหัศจรรย์" ที่จะช่วยในทุกความสัมพันธ์ดีขึ้น ผมการันตีผลลัพธ์ จากประสบการณ์ผมเอง และจากหลายคู่ที่ได้ฟังผมกับแมรี่สอน ในหนังสือพูดได้ชุด "สำเร็จที่บ้าน สำคัญที่สุด" นั่นคือ คำว่า ... "ขอบคุณ" ผมบอกได้เลยว่า เมื่อเริ่มแต่งงานกับ @แมรี่ อึ้งรังษี เธอพูดคำนี้ ด้วยความจริงใจ กับสิ่งเล็กๆที่ผมทำ เช่น... "ขอบคุณที่ให้ตั๋วแม่แมรี่ไปดูคอนเสิร์ตนะคะ" "ขอบคุณที่เปิดประตูรถให้นะคะ" ฯลฯ เมื่อผมรู้สึกถึง "พลัง"ของคำนี้ ที่ทำให้เรารู้สึกดีมาก และอยากทำให้เขาเพิ่ม ผมก็นำมาใช้เองบ้าง มันเป็นคำมหัศจรรย์ที่ทำให้คน... - หายเหนื่อย - อยากทำให้เราเพิ่ม - รักเรามากขึ้น - ช่วยให้คนอื่น เป็นคนดีขึ้น - ช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น เพิ่มความรัก - ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดี รู้สึกว่า ตัวเองเป็นคนสำคัญ และมีคุณค่า (เรื่องนี้เรื่องใหญ่นะ อย่ามองข้าม) ฯลฯ และคำนี้ *ไม่เสียตังค์* มันฟรี! เปรียบเทียบกับ ถ้าต้องมา "ซ่อม"ความสัมพันธ์ทีหลัง คำนี้ มีค่าหลายล้านบาท ลองทำดูนะครับ และคุณจะเห็นความมหัศจรรย์ของมัน หลายคู่ เขียนจม. มาหาผม หรือมาบอกผมด้วยตนเอง ว่าบทเรียนนี้ จาก "สำเร็จที่บ้าน สำคัญที่สุด" เป็นบทเรียนที่ช่วยชีวิตสมรสเขาไว้ได้ อยากให้ทุกคนลองทำดูครับ และอยากเครดิต แมรี่ ภรรยาของผม ที่เป็นคนต้นแบบให้กับผมในเรื่องนี้ เพราะตอนแรก ผมเองก็เป็นคน "ปากหนัก" พูดคำนี้กับคนที่สนิทกันแล้ว รู้สึก "กระดากปาก" เขินๆ ไม่ชิน แต่คุณต้องเริ่มครับ แล้วคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่น่าเชื่อ ลองดูนะครับ ด้วยความรัก บัณฑิต อึ้งรังษี

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

หุ้นขึ้นก็มีความสุข หุ้นลงก็มีความสุข

หุ้นขึ้นก็มีความสุข หุ้นลงก็มีความสุข
CR http://money.sanook.com
ตลาดหุ้นกับความผันผวนนั้นเป็นของคู่กัน จังหวะการลงทุนควรเป็นอย่างไร เราจะนึกถึงวิธีการลงทุนแบบไหน?
หากจังหวะในลงทุนเป็นช่วงหุ้นขึ้นก็ไม่กล้าซื้อเพราะคิดว่าราคาสูงเกินไป แล้ว จึงรอเวลายังไม่ลงทุน แต่ถ้าเป็นจังหวะหุ้นตกก็ยังไม่กล้าซื้อเพราะคิดว่าราคาน่าจะลงไปได้อีก ทำให้เริ่มลงทุนไม่ได้สักที แต่จะมีวิธีการลงทุนระยะยาวอะไรบ้างที่เราไม่ต้องกังวลกับการขึ้นลงของราคา หุ้นและลดความเสี่ยงทางด้านความผันผวนจากการลงทุนหุ้นได้ เราจะนึกถึงวิธีการลงทุนแบบไหน?
เชื่อว่าหลายคนจะนึกถึงคำว่า “Dollar Cost Average (DCA)” ซึ่งเป็นแนวคิดการลงทุนอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน ที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงทางด้านความผันผวนจากการขึ้นลงของราคาได้ สำหรับนักลงทุนที่เป็นไอดอลการลงทุนแนวคิด DCA ที่เราคุ้นหน้าคุณตาตามสื่อต่างๆเป็นอย่างดี นั่นคือ คุณกวิน สุวรรณตระกูล หรือ“คุณต้าร์ DCA” ที่เคยผิดพลาดจากการลงทุน แล้วหาแนวทางการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองได้ ซึ่งเส้นทางการลงทุนแนวนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มีวิธีการลงทุนแบบไหนบ้างและลงทุนแบบนี้ประสบความสำเร็จอย่างไร ติดตามได้ในบทสัมภาษณ์แบบเจาะลึกในบทความนี้ได้เลยค่ะ
จุดเริ่มต้นการลงทุนของคุณต้าร์มาจากชอบออมเงินอย่างสม่ำเสมอ ในเงินฝากออมทรัพย์พอฝากเงินไปเรื่อยๆก็คิดว่าเงินออมส่วนนี้น่าจะได้รับผล ตอบแทนที่มากกว่านี้เพราะดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์นั้นได้ดอกเบี้ยน้อยมาก หากนำเงินไปทำธุรกิจก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี จึงนึกถึงเรื่องการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น กองทุนรวมและหุ้น เพราะคิดว่าน่าจะทำให้เงินงอกเงยมากกว่าเงินฝากออมทรัพย์ การลงทุนในตลาดหุ้นครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงปี 2550 ก็เจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ทันที เงินลงทุนที่ตั้งใจว่าจะทำให้งอกเงยก็หดหายไปเพราะตอนนั้นยังไม่รู้จักความ เสี่ยงว่าความผันผวนมันคืออะไร จากความผิดพลาดการลงทุนในครั้งนั้น ทำให้เกิดแนวคิดที่จะลงทุนแบบ DCA
2 แนวคิดการลงทุนแบบ DCA
1. ลงทุนระยะยาวโดยศึกษาโมเดลธุรกิจของหุ้นซึ่งเลือกหุ้นที่มีอัตราการเติบโต อย่างต่อเนื่อง ให้เงินปันผลสม่ำเสมอ โดยเลือกหุ้นที่เกี่ยวกับสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันที่ผู้บริโภคทุกคนจำเป็น ต้องจ่ายเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต สิ่งเหล่านั้นแหละที่จะสร้างผลกำไรให้บริษัท ทำให้บริษัทเติบโตขึ้นและผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผลที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน แต่หุ้นในบางธุรกิจก็เป็นหุ้นที่เติบโต อาจจะจ่ายปันผลน้อยก็สามารถทำ DCA ได้เหมือนกันเพราะบริษัทจะนำผลกำไรที่ได้ไปขยายกิจการ ส่งผลให้ธุรกิจเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ และราคาหุ้นก็จะปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
2. เลือกหุ้นที่ต้องการสะสมได้แล้วก็เป็นขั้นตอนลงทุน โดยใช้จำนวนเงินที่เท่ากันในการซื้อหุ้นสม่ำเสมอทุกเดือน หากเดือนไหนราคาหุ้นที่เราเลือกสะสมไว้ราคาสูงขึ้นก็จะซื้อหุ้นได้น้อยลง แต่ถ้าเดือนไหนราคาหุ้นลดต่ำลงก็จะซื้อหุ้นสะสมได้มากขึ้น และเราสามารถลงทุนได้มากขึ้นเรื่อยๆ ตามเงินเดือนที่ปรับเพิ่มขึ้นในแต่ละปีด้วยเช่นกัน
หลายคนอยากจะรู้แล้วซิว่าแนวคิดการลงทุนแบบ DCA นั้นประสบความสำเร็จอย่างไร คำตอบที่ได้นั้นไม่ใช่ผลตอบแทนว่าพอร์ตหุ้นโตเท่าไหร่ แต่มันคือ “ความสุขจากการลงทุน” ที่เป็นความสุขอย่างยั่งยืน ได้รับผลตอบแทนเพียงพอต่อการดำรงชีวิต เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายประจำวันและมีเงินพร้อมในวัยเกษียณโดยไม่เดือดร้อนคน อื่นในช่วงสุดท้ายของชีวิต นับเป็นวิธีการลงทุนที่เน้นความสบายใจเป็นที่ตั้ง ตรงกับสโลแกนที่ว่า “หุ้นขึ้นก็มีความสุข หุ้นลงก็มีความสุข”
หวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆคนที่กำลังหาแนวทางการลง ทุนที่เป็นตัวเองหรือนักลงทุนบางท่านที่ผิดหวังจากการเก็งกำไรก็สามารถลอง ใช้วิธี DCA เพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวนะคะ
ผู้เขียน : อภินิหารเงินออม
สนับสนุนข้อมูลโดย : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย www.set.or.th/onlineinvestor

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หุ้น 10 เด้งในทศวรรษหน้า/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเปลี่ยนแปลงของ เศรษฐกิจและสังคมในระยะสั้นนั้นอาจจะไม่ได้มีผลกระทบอะไรนักต่อหุ้นหรือการ ลงทุนในสายตาของ VI หรือคนที่ลงทุนระยะยาว  แต่การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมในระยะยาวนั้นผมคิดว่าเราต้องติดตามให้ดี  เพราะสภาวะเศรษฐกิจและสังคมหรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปนั้น  ย่อมทำให้ความต้องการสินค้าและบริการของคนเปลี่ยนไป  บริษัทหรือกิจการที่เคยรุ่งเรืองอาจจะถดถอยลง  บริษัทใหม่หรือบริษัทเดิมที่ยังไม่สำคัญอาจจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วกลาย เป็นกิจการที่ยิ่งใหญ่  และนั่นก็ทำให้หุ้นของบริษัทเหล่านั้นกลายเป็น  “ซุปเปอร์สต็อก”  คือเป็นหุ้นที่จะเติบโตขึ้นต่อเนื่องยาวนานประมาณว่าเป็น 10 เท่า ในเวลา 10 ปี

    บทเรียนเรื่องหุ้นกลุ่มที่ทำได้ดีเป็นช่วงเวลาประมาณ 10 ปี นั้น  ถ้าดูจากตลาดหุ้นอเมริกาก็จะพบว่ามันเกิดขึ้นมาตลอด เช่น ในช่วงทศวรรษที่ 70 หรือตั้งแต่ปี 1970 ถึง 1980 นั้น  หุ้นกลุ่มที่เติบโตโดดเด่นมากและทุกคนต่างก็เข้ามาลงทุนและได้ผลตอบแทนที่ดี มากก็คือหุ้นที่เรียกว่า  “Nifty Fifty” หรือหุ้นขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตสูงอย่างเช่นหุ้น IBM  หุ้น GM อะไรทำนองนี้  หุ้นเหล่านี้มักมีราคาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ถ้ามีการปรับตัวลงซักพักก็จะขึ้นใหม่  ทุกคนเชื่อว่ามันเป็นหุ้น  “ทางเดียว” คือมีแต่จะปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ  และมีความมั่นคงสูง  “ซื้อแล้วไม่ต้องขาย”  แต่แล้ว  พอถึงปลายทศวรรษ  คนที่เข้าไปลงทุนก็  “เจ๊ง”  เพราะการเติบโตของมันคงเริ่มสะดุดและราคาของมันขึ้นไปสูงมากเกินไป  ทศวรรษที่ 80 ตามมาด้วยหุ้นน้ำมันที่ราคาของน้ำมันดิบได้ปรับตัวขึ้นมโหฬารทำให้หุ้น น้ำมันกลายเป็น “พระเอก” ไป  “10 ปี”  แต่หลังจากที่ราคาน้ำมันถดถอยลงหุ้นก็ “ลงเหว”  และสิ่งที่ตามมาก็คือในทศวรรษที่ 90 ที่หุ้นเกี่ยวกับยาและสินค้าไฮเทคเริ่มเป็นกระแสใหม่ของโลกที่ความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีได้ “ลงมาสู่ประชาชนทั่วไป”  ดังนั้นทศวรรษที่ 90 จึงเป็นของหุ้นไฮเทค  แต่พอขึ้นสหัสวรรษใหม่ปี 2000 “ฟองสบู่” หุ้นไฮเทคก็  “แตก”  คนที่ร่ำรวยจากหุ้นเหล่านั้นหลายคนก็  “เจ๊ง”  ทศวรรษใหม่ที่ตามมาเราได้เห็นโลก “เปลี่ยนแปลง” อย่างสำคัญอีกครั้งนั่นก็คือการก้าวขึ้นมาของประเทศกำลังพัฒนาที่มีคนมาก เช่นจีนและกลุ่ม BRIC ที่ต้องการวัตถุดิบมหาศาลและนี่นำมาซึ่งการ “บูม” ของสินค้าโภคภัณฑ์ และล่าสุดทศวรรษ 10 นี้ก็อาจจะเป็นหุ้นของสังคมข้อมูลออนไลน์ก็ได้

    ตลาดหุ้นไทยเองนั้น  ในอดีตเราก็ผ่านช่วงเวลา “10 ปี” ของความรุ่งเรืองของหุ้นแต่ละกลุ่มมาแล้ว  โดยที่ 10 ปีสุดท้ายถึงวันนี้ผมคิดว่าเป็นช่วงเวลาทองของกลุ่ม “ผู้บริโภค”  ซึ่งส่งผลให้หุ้นในกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาโดดเด่นมากกลายเป็นหุ้น  “ซุปเปอร์สต็อก” ราคาหรือมูลค่าตลาดของหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10 เท่าในช่วงเวลา 10 ปี  นี่คงเป็นผลจากการที่คนไทยมีรายได้ต่อหัวถึงจุดที่สามารถบริโภคสินค้าที่มี คุณภาพสูงในปริมาณที่มากขึ้นเป็นเรื่องเป็นราวและทำให้บริษัทที่ประสบความ สำเร็จเป็น  “ผู้ชนะ”  สามารถสร้างรายได้และผลกำไรมหาศาลซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปเร็วและ ต่อเนื่องติดต่อกันมานานหลาย ๆ  ปี จนถึงปัจจุบัน แต่อนาคตอีก 10 ปีหรือในทศวรรษหน้า  หุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกแล้วในวันนี้จะยังคงเติบโตต่อไปอีก 10 เท่าในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือไม่?  และถ้าไม่ใช่หุ้นในกลุ่มไหนหรือตัวไหนจะมีโอกาสที่จะเป็นอย่างนั้น?  นี่คือคำถามที่นักลงทุนคงอยากรู้

    ก่อนที่จะเข้าประเด็นเรื่องการวิเคราะห์ทางด้านคุณภาพเรามาดูตัวเลขว่า “หุ้น 10 เด้ง ใน 10 ปี” นั้นจะต้องเป็นอย่างไร?  ประการแรกเลยก็คือ  หุ้นตัวนั้นจะต้องให้ผลตอบแทนหรือมีราคารวมปันผลปรับตัวขึ้นโดยเฉลี่ยแบบทบ ต้นปีละอย่างน้อยประมาณ 26 % ขึ้นไปเป็นเวลาติดต่อกัน 10 ปี  ฟังดูอาจจะไม่สูงสำหรับหุ้นหลายตัวที่อาจจะปรับตัวขึ้นเป็น 100%  ในเวลาอันสั้นไม่กี่วันหรือเดือน  แต่ประเด็นก็คือ  หุ้นเหล่านั้นมักจะดีแต่ในช่วงสั้น ๆ  หุ้นที่ปรับตัวยาวติดต่อกันปีแล้วปีเล่านั้นมักจะหาได้ยาก 

    ข้อที่สองของตัวเลขก็คือ  ถ้าราคาจะปรับตัวขึ้นปีละ 26% กำไรของบริษัทก็ควรจะต้องปรับตัวขึ้นอย่างน้อยปีละ 26% แบบทบต้นเป็นเวลา 10 ปีด้วย  แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับกิจการขนาดใหญ่ที่จะเติบโตได้ในอัตราขนาด นั้น  ดังนั้น  สำหรับหุ้น 10 เด้งใน 10 ปี ที่เกิดขึ้นแล้วในตลาดหุ้นไทย  ส่วนใหญ่แล้วบริษัทจะมีกำไรแบบทบต้นไม่ถึง 26% ต่อปี  แต่โตขึ้นเช่นเพียง 17%-18% ขึ้นไปเท่านั้นซึ่งทำให้ราคาหุ้นควรจะขึ้นไปเป็นเพียง 5 เท่าในเวลา 10 ปี  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความนิยมของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น  ทำให้ค่า PE ของหุ้นถูกปรับขึ้นเป็นเท่าตัวหรือมากกว่านั้นซึ่งทำให้ราคาหุ้นที่ควรขึ้น ไป 5 เท่า  กลายเป็นเพิ่มขึ้นไป 10 เท่าและกลายเป็นหุ้น 10 เด้ง   ตัวอย่างก็เช่น หุ้นในกลุ่มค้าปลีกนั้น  ถ้าดูเมื่อ 10 ปีที่แล้วจะพบว่าไม่ค่อยมีใครสนใจ  ค่า PE ของหุ้นจึงเป็นแค่ 10 เท่าต้น ๆ  แต่ถึงปัจจุบันค่า PE กลายเป็นกว่า 20 เท่า   เช่นเดียวกับหุ้นโรงพยาบาลที่เป็นซุปเปอร์สต็อกในปัจจุบันนั้น  เมื่อ 10 ปีที่แล้วไม่มีนักลงทุนคนไหนสนใจ  ค่า PE จึงค่อนข้างต่ำอย่างมากก็ 10 กว่าเท่า  แต่ในปัจจุบันก็มีค่า PE หลายสิบเท่า

    การวิเคราะห์เชิงคุณภาพของหุ้น 10 เด้งในอีก 10 ปี ข้างหน้านั้น  ผมคิดว่าน่าจะคล้าย ๆ  กับหุ้น 10 เด้งในอดีต  นั่นก็คือ  ข้อแรก  มันควรเป็นหุ้นที่อยู่ใน “เทรนด์”  ของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่จะเติบโตเร็วต่อไปในอนาคตอย่างน้อย 5-6 ปี ขึ้นไป  ข้อสอง  มันควรจะเป็นหุ้นของผู้ชนะเฉพาะอย่างยิ่งเป็นอันดับหนึ่ง  และถ้าจะให้ดีต้องเหนือกว่าอันดับสองมาก  ข้อสาม  การชนะของบริษัทจะก่อให้เกิดความได้เปรียบในด้านของการแข่งขันอย่างถาวร  เช่น  ทำให้บริษัทมีความได้เปรียบทางด้านต้นทุนเนื่องจากขนาดของบริษัทที่ใหญ่กว่า คู่แข่งมาก  หรือการชนะทำให้ชื่อเสียงหรือแบรนด์เนมของสินค้าเป็นที่ยอมรับว่าเหนือกว่า รายอื่นอย่างชัดเจน เป็นต้น  ข้อที่สี่  หุ้นที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อกนั้น  ควรที่จะเป็นกิจการที่ไม่ต้องลงทุนในการขยายงานสูงและเป็นธุรกิจที่มีกระแส เงินสดจากการดำเนินงานที่ดีถึงดีมาก  และสุดท้ายก็คือ  ขนาดของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจนั้นจะต้องใหญ่พอที่จะรองรับการขยายตัวของ บริษัทที่จะโตขึ้นอีก 10 เท่าได้

    จากเงื่อนไขต่าง ๆ  ที่กล่าวข้างต้นก็จะพบว่าผมไม่ได้บอกว่าหุ้นตัวไหนหรือกลุ่มไหนจะเป็นหุ้น 10 เด้งในทศวรรษหน้า  สิ่งที่บอกได้ก็คือ  หุ้นแบบไหนหรือกิจการแบบไหนจะไม่สามารถเป็นหุ้น 10 เด้งได้มากกว่า  ยกตัวอย่างง่าย ๆ  ก็คือ หุ้นที่เป็นหุ้น 10 เด้งแล้วในปัจจุบันอย่างหุ้นค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้งหลายนั้น  ผมคิดว่าไม่สามารถเป็นหุ้น 10 เด้งในอนาคต  เหตุเพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้น  มูลค่าหุ้นของมันจะต้องสูงจนแทบจะ  “กลืนกิน”  อุตสาหกรรมทั้งหมดซึ่งไม่น่าเป็นไปได้   หุ้นกลุ่มที่กำลังร้อนแรงมากและเข้าข่ายว่าอาจจะเป็นธุรกิจที่จะเติบโตไป ได้อีกหลาย ๆ  ปี เช่น  หุ้นพลังงานทดแทนแนว  “โซลาร์ฟาร์ม”  นั้น  ผมก็คิดว่ายากที่จะเป็นซุปเปอร์สต็อกเนื่องจากมันเป็นกิจการที่ต้องลงทุนสูง ถ้าจะโต  นอกจากนั้น  มันยังยากที่จะหาผู้ชนะจริง ๆ  เนื่องจากทุกวันนี้อุตสาหกรรมจริง ๆ  ยังไม่ได้มีการแข่งขันแต่เป็นเรื่องที่ยังต้องการการสนับสนุนจากรัฐเพื่อที่ จะอยู่รอด

    ก่อนที่จะจบบทความนี้  ผมคงต้องบอกว่าสิ่งที่ผมพูดนั้น  เป็นเรื่องของ “พื้นฐาน”  ของกิจการที่   จะส่งผลให้หุ้นมีโอกาสกลายเป็นหุ้น 10 เด้งใน 10 ปี  สำหรับหุ้นขนาดพอสมควรที่เน้นในด้านของการเติบโตของธุรกิจตามปกติ  แน่นอน  หุ้นขนาดเล็กหรือขนาดจิ๋วที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่และกลายเป็นหุ้น 10 เด้งนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลาและไม่สามารถกำหนดเป็นเกณฑ์ได้  เช่นเดียวกับหุ้น Turnaround หรือหุ้นฟื้นตัว  หรือหุ้น Cyclical หรือหุ้นวัฏจักร  เหล่านี้ก็มีโอกาสเป็นหุ้น 10 เด้งได้  แต่ความเสี่ยงในการลงทุนก็สูงและผมเองก็ไม่มีความสามารถจะกำหนดตัวได้  ว่าที่จริง  แม้แต่หุ้น 10 เด้งในอดีตที่ผมได้ลงทุนมาหลาย ๆ  ตัวนั้น  ตอนที่เริ่มลงทุนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นหุ้น 10 เด้ง  เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว  โดยที่โชคดีที่ผมไม่ได้ขายมัน  ผมถึงได้รู้ว่ามันเป็นหุ้น 10 เด้งที่ได้เปลี่ยนชีวิตผมไปอย่างสิ้นเชิง  ถึงนาทีนี้ผมคิดว่าคงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะได้หุ้น 10 เด้งในจำนวนเหมือนเดิม  เหตุผลง่ายที่สุดก็คือ  หุ้นที่ผมถือในปัจจุบันต่างก็เป็นหุ้นตัวใหญ่ที่คงไม่สามารถโตได้ขนาดนั้นใน 10 ปี

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ซื้อหุ้นอะไรดี/วิบูลย์ พึงประเสริฐ

คำถามยอดนิยมของนักลง ทุนในตลาดหุ้นไทยและไม่คิดว่าคำถามนี้จะหายไปจากวงการตลาดทุน นั่นคือคำถามที่ว่า”ช่วงนี้ ซื้อหุ้นอะไรดี” คำถามนี้เจอบ่อยมากโดยเฉพาะเมื่อรู้ว่ามีคนที่ถูกถามลงทุนในตลาดหุ้นไทยมา นานและอยู่รอดมาได้จนทุกวันนี้ ผู้ถามมีทั้งมือใหม่และมือเก่า ส่วนหนึ่งอาจจะรู้จักกันดีจนคิดว่าเป็นเรื่องที่นำมาคุยกันต่อเป็นเรื่อง เป็นราวได้ แต่มีอีกจำนวนมากที่ถามไปแล้วซื้อหุ้นตามทันทีโดยไม่ได้ถามต่อว่าหุ้นนี้ดี อย่างไรหรือดีจริงอย่างที่บอกไว้หรือไม่

    หลายครั้งที่หุ้นที่ได้ยินมาหรือมี”เซียน”บอกมาอาจกลายเป็นหุ้นที่ไม่ได้ เรื่องขึ้นมาก็เป็นไปได้ ถ้ายังจำได้เมื่อไม่นานมีนี้มีหุ้นเกี่ยวกับเหล็กที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งเซียนและรายย่อยต่างเข้าซื้อกันเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะการมีสตอรี่เข้า ซื้อกิจการโรงเหล็กในต่างประเทศ หุ้นวิ่งขึ้นไปพักใหญ่สุดท้ายราคาก็ลดลงอย่างมากจนติดดอยกันถ้วนหน้า เนื่องจากกิจการไม่ได้ทำกำไรได้จริงอย่างที่บริษัทประเมินไว้ นักลงทุนที่ซื้อตามเซียนต่างขาดทุนกันเป็นจำนวนมาก

    เมื่อเร็วๆนี้มีหุ้นที่ราคาเพิ่มขึ้นอย่างมากในเวลาอันรวดเร็วโดยเฉพาะหุ้น ที่มีผู้ถือหุ้นเป็นกลุ่มเดียวกันและดูเหมือนจะมีข่าวคล้ายๆกันคือบริษัท กำลังจะลงทุนในโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ หุ้นราคาเพิ่มขึ้นจากไม่ถึงบาทกลายเป็น 10 บาทได้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ช่วงนั้นนักลงทุนรายเล็กรายใหญ่ต่างหันมาสนใจและซื้อขายหุ้นทั้งสองนี้เป็น จำนวนมาก สุดท้ายเมื่อความจริงปรากฏว่าผลประกอบการไม่ได้เป็นไปตามที่วางไว้ ทำให้ราคาหุ้นลดลงจนรายย่อยเสียหายไปจำนวนมาก

    ตัวอย่างที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสีสันของตลาดหุ้นไทยที่รายย่อย มีสัดส่วนการซื้อขายในแต่ละวันจำนวนมาก หลายคนไม่ได้ศึกษาการลงทุนในตลาดหุ้นมาดีพอ เพียงแค่เห็นคนอื่นได้กำจากตลาดหุ้นมากก็อยากจะทำกำไรได้เหมือนคนอื่นๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วการมีเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถเอาตัวรอดจาก ตลาดหุ้นได้

    ดังนั้นแทนที่จะคอยถามเซียนหุ้นหรือคนอื่นๆว่าช่วงนี้ซื้อหุ้นอะไรดี นักลงทุนรายย่อยควรทำการบ้านก่อนที่จะถามเซียนให้ได้ประโยชน์สูงสุด นั่นคือคำถามที่ว่า “หุ้นxxx ดีไหมเป็นอย่างไร” คำถามนี้จะช่วยให้คนถูกถามรู้สึกว่าเรานี่ไม่ใช่นักลงทุนประเภทขอ คือขอหุ้นอย่างเดียว แต่เราทำการบ้านมาก่อนและต้องการมุมมองของเขาที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่เรา สนใจ

    การค้นหาหุ้นที่น่าสนใจนั้นทำได้หลายวิธีดังนี้

    หนึ่ง วิธีการที่ปีเตอร์ ลินซ์แนะนำคือเฝ้ามองหาหุ้นที่กิจการกำลังเติบโตได้จากการเดินช้อปปิ้ง วิธนี้สาวๆอาจจะชอบเพราะได้ทำการศึกษาเรื่องการลงทุนไปด้วยขณะที่กำลังเพลิด เพลินกับการเดินซื้อของ ลินซ์กล่าวถึงหุ้นของบริษัทแก๊ปที่ขายเสื้อผ้าสำหรับวัยรุ่นในช่วงนั้น เขาเดินไปซื้อของกับภรรยาและเห็นคนเข้าไปซื้อของในร้านแก๊ปที่ศูนย์การค้า จำนวนมาก รวมถึงเห็นร้านของแก๊ปเปิดสาขาเพิ่มขึ้นตามมอลล์ต่างๆทั่วประเทศ ร้านที่มีคนแน่นขนาดนี้และเปิดสาขามากเช่นนี้ย่อมเป็นที่น่าสนใจ ลินซ์ไม่รอช้าเขาไปค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับร้านแก๊ปและพบว่าเป็นหุ้นที่น่าสนใจ อย่างมาก เขาสั่งซื้อหุ้นแก๊ปทันทีและถือไว้จนได้กำไรหลายเท่า นักลงทุนรายย่อยสามารถใช้วิธีนี้ในตลาดหุ้นไทยได้อย่างแน่นอน

    สอง หาจากตารางหุ้นในหนังสือพิมพ์ ในหนังสือพิมพ์ธุรกิจส่วนใหญ่จะมีตารางหุ้นอยู่ในหัวข้อทางธุรกิจทุกฉบับ อยู่แล้ว วิธีการคือสกรีนหาหุ้นที่มีค่าสัดส่วนอัตราทางการเงินที่เข้าข่าย เช่น ค่าราคาต่อกำไรสุทธิหรือพีอี ราคาต่อมูลค่าทางบัญชีหรือพีบี หรือค่าอัตราเงินปันผล เมื่อหาหุ้นที่มีอัตราส่วนที่เหมาะสมแล้วจึงนำมาเจาะลึกในแต่ละบริษัทว่า เพราะเหตุใดหุ้นเหล่านั้นถึงได้มีราคาที่ถูกกว่าตลาดเช่นนี้ บางครั้งอาจจะหาหุ้นที่นักลงทุนไม่สนใจอยู่ก็เป็นไปได้

    สาม หาจากเวปไซค์การลงทุน วิธีนี้อาจจะมีความเสี่ยงพอสมควรเพราะเวปไซค์ส่วนใหญ่จะมีคนคอยเข้าไปเชียร์ หุ้นที่ตนซื้อไว้ แต่อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาหุ้นที่น่าสนใจรวมทั้งอย่า ไปเชื่อในข้อมูลที่โพสกันมากนักเพราะอาจจะมีข้อมูลเพียงด้านเดียวต่อหุ้นตัว นั้น

    ดังนั้นแทนที่จะคอยถามว่าช่วงนี้ซื้อหุ้นอะไรดี ลองเปลี่ยนคำถามใหม่เป็นหุ้นXXXน่าสนใจหรือไม่ เพียงแค่เปลี่ยนคำถามทำให้เรากลายเป็นนักลงทุนที่มีคุณภาพมากขึ้นอย่างไม่ น่าเชื่อเลยทีเดียว

"คนขับรถ หรือว่าใคร ก็รวยได้ถ้าคิดเป็น"

คนขับรถของ "หลี่เจียเฉิง" หรือชื่อที่รู้จักในแวดวงธุรกิจทั่วโลกว่า ลีกาชิง ขับรถให้เขามากว่า 30 ปี และจะขอลาออก "หลี่" เห็นว่าเขาทำงานด้วยความตั้งใจและสัตย์ซื่อ จึงจ่ายเช็คจำนวน 2 ล้าน ให้เขา เพื่อใช้ในชีวิตบั้นปลาย คนขับรถบอกว่า ไม่ต้องหรอก เงิน 10-20 ล้าน ผมสามารถหาได้ "หลี่" ประหลาดใจมาก จึงถามว่า คุณทำงานเงินเดือนๆละ 2 หมื่น ทำไมจึงมีเงินสะสมมากมายเช่นนี้ คนขับรถตอบว่า ขณะที่ผมขับรถให้ท่าน ท่านนั่งอยู่ด้านหลัง โทรศัพท์พูดคุยกับผู้อื่นว่า ซื้อที่ดินย่านไหน ผมก็ไปซื้อบ้างเล็กน้อย ท่านพูดว่าจะไปซื้อหุ้นตัวไหน ผมก็ไปซื้อบ้างนิดหน่อย ฉะนั้น จนถึงวันนี้ ผมจึงมีทรัพย์สิน 10-20 ล้านนี่แสดงว่า คุณจะเป็นใคร ไม่สำคัญ แต่คุณอยู่กับใคร สำคัญมากกว่า
อยู่กับล้านกำไรแสน
อยู่กับสิบล้านกำไรล้าน
อยู่กับร้อยล้านกำไรสิบล้าน
ฟางข้าวต้นหนึ่งไม่มีค่าเมื่อใช้มัดผักกาดขาว นั่นคือราคาของผักกาดขาว แต่เมื่อใช้มัดตัวปูใหญ่ ก็เป็นราคาของปูใหญ่
ตามแมลงวันก็ใกล้ห้องสุขา ตามตัวผึ้งก็หาน้ำหวานดอกไม้ อยู่กับคนที่คิดบวก คุณก็จะเป็นคนคิดบวก อยู่กับคนที่คิดลบ คุณก็จะออกปากพูดแต่คำสกปรก
เพื่อนเอ๋ย จงมองดูสิ่งแวดล้อมที่ท่าอยู่ จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไหม คนโบราณพูดว่า "สิ่งของแยกตามประเภท คนแยกตามกลุ่ม"
ถ้าอายุคุณเกิน 50
1. ควรรู้ว่า ในโลกแห่งความรัก ไม่มีใครผิดต่อใคร มีเพียงใครบางคนไม่รู้จักรักและถนอมใคร
2. ควรรู้ว่า เมื่อประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ก็ต้องรักษาร่างกายของท่าน เมื่อไม่ประสบผลในหน้าที่การงาน ยิ่งต้องให้ตัวเองมีสุขภาพดี
3. ควรรู้ว่า หากมีใครที่รู้จักและเข้าใจคุณ ก็เป็นวาสนายิ่ง แต่ถ้าไม่มีใครรู้จักและเข้าใจคุณ ก็จงรู้จักและเข้าใจตัวเองเถอะ
4. ควรรู้ว่า เพื่อนที่ดี ต้องชื่นชมซึ่งกันและกัน มิใช่เห็นแก่ผลประโยชน์เท่านั้น
5. ควรรู้ว่า กินข้าวต้องกินทีละคำ งานต้องทำทีละอย่าง ไม่มีอะไรที่จะทำสำเร็จในทันที ทุกสิ่งล้วนมีขั้นตอน อย่าเอาแต่เร่งรีบ ควรอยู่อย่างสบายๆ
6. ควรรู้ว่า เพียงแค่สบายๆ ยังไม่พอ ในเวลาที่ควรก็น่าจะเสริมแต่งตัวเองบ้าง ให้วันธรรมดาๆสดใสขึ้นมา
7. ควรรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีสองด้าน บางครั้งแทบไม่มี ผิด หรือ ถูก สิ่งที่ท่านคิดว่าผิด แต่ผู้อื่นอาจเห็นว่าถูก และสิ่งที่ท่านขวนขวายต่อสู้เพื่อได้มา อาจจะเป็นสิ่งที่คนอื่นกำลังพยายามสลัดทิ้งไป
8. ควรรู้ว่า คุณภาพชีวิตจะดีหรือเลว อยู่ที่จิตใจของท่านตัดสินเอง ท่ามกลางอาหารอันโอชะ เครื่องดื่มเลิศรส แต่แฝงด้วยการเสแสร้ง-หลอกลวง มิสู้มีเพื่อนรู้ใจ 3-4 คน นั่งดื่มชาพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ
9. ควรรู้ว่า ความเหินห่างของพี่น้องในสายเลือด เป็นความเจ็บปวดใจยิ่ง เฉยหน่อย อภัยกันนิด อดทนบ้าง จะทำให้จิตใจเรากว้างขึ้น สงบลง อบอุ่นขึ้น
10. ควรรู้ว่า การปฏิบัติต่อบุพการี อย่าทำอย่างที่คนโง่ทำกัน คือเลี้ยงดูอย่างเสียไม่ได้ แต่พอสิ้นชีวิต กลับทำพิธีเซ่นไหว้ใหญ่โต คนรุ่นบุพการีของเรานั้น พวกเขาผจญความทุกข์ยากมามากมาย กระทำดีต่อพวกท่าน ก็คือการกระทำดีต่อมโนสำนึกของเราเอง แท้จริงพวกเขาไม่ต้องการความฟุ้งเฟ้ออะไร ทุกวันโทรศัพท์ทักทายท่านสักหน่อย หรือถามถึงเรื่องราวในอดีดของท่านสักเรื่อง และอดทนฟังท่านเล่าจนจบ พวกเขาก็พอใจแล้ว
11. ควรรู้ว่า ตำแหน่งและเกรียติยศเป็นเพียงแก้วใบหนึ่ง แต่อุปนิสัยและการอบรมมา จึงจะเป็นสิ่งที่อยู่ในแก้วนั้น ในแก้วผลึก ใช่ว่าจะมีแต่เหล้าองุ่นเลิศรส อาจจะเป็นเพียงน้ำสกปรกแก้วหนึ่งเท่านั้นเอง ในจอกดินเผา ก็มิใช่ว่าจะเป็นเพียงน้ำเปล่า อาจจะเป็นเมรัยชั้นเยี่ยม
12. ควรรู้ว่า ชีวิตของท่านควรจะสงบเรียบ สบายๆ มีความสุข
เครดิต (วันชัย วัฒนนาคะกุล)

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เทคนิคหาหุ้น 10 เด้ง แบบ Rakesh Jhunjhunwala เจ้าของฉายา Warren Buffet แห่ง India

Rakesh Jhunjhunwala ถูกขนานนามว่าเป็น Warren Buffet ของประเทศ India
จากเงินลงทุนในคร้งแรกเพียง 100 เหรียญ เมื่อปี 1985 ผ่านไป 30 ปี ตอนนี้ เขามีทรัพย์สินมากกว่า 1000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในนิตยสาร Forbes ปี 2010 เขาติดอันดับคนที่รวยที่สุดในอินเดีย อันดับ 51 และ อันดับโลกที่ 1062 และนี่คือกฎการลงทุนของ Rakesh
Tip No. 1: Don’t Look For Multi-baggers
เขียนไม่ผิดครับ เทคนิคแรกสำหรับการมองหาหุ้นสิบเด้ง ก็คือ "อย่ามองหาหุ้นสิบเด้ง"
Rakesh บอกว่า อย่ายึดติดว่าเราจะต้องซื้อหุ้น 2 เด้ง 3 เด้งหรือ 10 เด้งเท่านั้น เราเพียงแค่ต้องทำการบ้าน โดยการหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีการเติบโตในอนาคต พอร์ตของคุณก็จะเติบโตหลายเด้งเองเมื่อเวลาผ่านไป
Tip No. 2: Don’t Look for Profits; Look For Sources Of Profits
"อย่ามองที่กำไร จงมองหาแหล่งที่มาของกำไร"
Rakesh ให้ข้อคิดที่ว่านักลงทุนทั่วไป มักจะยึดติดเกินไปกับยอดขายและกำไรรายไตรมาสและ Focus กำไรในระยะสั้นๆ ซึ่งนั่นอาจทำให้เราหลุดจากการมองภาพใหญ่ได้ Rakesh แนะนำว่าให้ใส่ใจแหล่งที่มาของกำไร ปัจจัยอะไรที่จะทำให้กำไรของบริษัทสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
Tip No. 3: Forget ‘Large Cap, Small Cap’ Nonsense – Look For Scalability Of Operations:
เลิกสนใจว่าเป็นหุ้นใหญ่ หรือหุ้นเล็กซะ มันไร้สาระมาก! จงมองหาสิ่งที่มันเติบโตได้ต่างหาก
Tip No. 4: Give it Time, Be Patient:
จงอดทนและให้เวลามันได้เติบโต
Tip No. 5: Don’t get carried away by short-term aberrations:
อย่าใส่ใจมากนักกับการเบี่ยงเบนในระยะสั้น
นักลงทุนทั่วไปมักสนใจแนวโน้มระยะสั้น เช่นผลประกอบการรายไตรมาส แต่ Rakesh มักไม่ให้ความสนใจ
มากนักกับผลประกอบการรายไตรมาส ส่งที่เขาจะทำคือ การมองหาแนวโน้มผลประกอบการในระยะยาว
Tip No. 6: Invest in a business that you can understand:
จงลงทุนในธุรกิจที่คุณเข้าใจ
Tip No. 7: Don’t worry about the macro stuff like fiscal deficit, inflation etc which are unknowable. Focus on what is knowable:
อย่ากังวลกับปัจจัยมหภาคมากนัก เช่น การขาดดุลการคลัง เงินเฟ้อ อื่นๆที่ไม่สามารถรู้ได้ จงสนใจกับสิ่งทีสามารถรู้ได้
Rakesh แนะนำว่า อย่าสนใจกับสิ่งที่ไม่สามารถรู้ได้ หรือถึงจะรู้ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อยู่ดี แต่จงมุ่งมั่นทุ่มเทพลังงานของคุณทั้งหมดไปกับสิ่งที่คุณสามารถเรียนรู้ได้ ดีเพียงพอ เช่น ธุรกิจของบริษัทที่คุณลงทุน
Tip No. 8 : Don’t Try To Time The Market:
อย่าจับจังหวะตลาด
อย่าจับจังหวะตลาด เพราะคุณจะไม่สามารถหาจุดต่ำสุดของตลาดได้ ถ้าคุณหาหุ้นที่ถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าแท้จริง จงซื้อมันซะ!
Tip No. 9 : If it’s cheap, buy it- Don’t pass up something cheap today in the hope that it will get cheaper tomorrow:
ถ้ามันถูกก็ซื้อมันซะ อย่าปล่อยให้ ความคิดที่ว่า ราคาพรุ่งนี้อาจถูกกว่าวันนี้ ทำให้คุณพลาดโอกาสดีๆไป
ถ้าคุณเห็นโอกาสในวันนี้ จงคว้ามันไว้ซะ! โอกาสดีเยี่ยมหลายครั้งหลุดลอยไปเพียงเพราะการผลัดวันประกันพรุ่ง
Tip No. 10 : Don’t buy stocks that have a fixed return:
อย่าซื้อหุ้นที่มีรายได้คงที่
คำแนะนำอันนี้ ตอนแรกดูเหมือนเรื่องตลก แต่พบว่า นักลงทุนส่วนใหญ่กับมองข้ามข้อแนะนำนี้
Rakesh ยกตัวอย่างหุ้นจำพวกนี้ ได้แก่ หุ้นไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภค ที่ไม่สามารถที่จะมีกำไรมากกว่าที่กฏหมายกำหนดไว้เท่านั้น
Tip No. 11: Ride your winners!!
ปล่อยให้หุ้นวิ่งทำกำไร
Rakesh แนะนำว่า อย่าขายหุ้นสิบเด้งของคุณทิ้งไปเพียงเพราะคุณคิดว่าหุ้นสิบเด้งของวันนี้จะ ไม่สามารถเป็นหุ้นยี่สิบเด้งได้ในวันพรุ่งนี้
Tip No. 12: Concentrate, concentrate & concentrate!!
เน้น เน้น และเน้นเท่านั้น
Rakesh แนะนำให้ลงทุนในสิ่งที่เรามั่นใจเท่านั้น เค้าไม่สนใจการกระจายความเสี่ยงในหุ้นหลายตัวเพียงเพราะต้องการปกป้องพอร์ต
หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อนักลงทุนมือใหม่ไม่มากก็น้อย ^^
เครดิต kotaro thaivi

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Primark/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ไม่ช้าก็จะตามเมื่อเร็ว ๆ  นี้ผมได้อ่านข่าวเกี่ยวกับธุรกิจต่างประเทศและพบข่าวเล็ก ๆ  ชิ้นหนึ่งซึ่งพาดหัวว่า  “แฟนแห่กันเข้าร้านไพร์มาร์คทั้ง ๆ ที่มีการประท้วง”  เนื้อข่าวโดยย่อบอกว่านักช็อปของถูกต่างก็แห่กันเข้าร้าน Primark ที่เปิดใหม่ในย่านใจกลางของกรุงเบอร์ลินประเทศเยอรมันทั้ง ๆ ที่มีการประท้วงของนักเคลื่อนไหวที่เรียกร้องให้บริษัทสัญชาติไอริชรายนี้ปรับปรุงเงื่อนไขและสภาพโรงงานที่ผลิตสินค้าของบริษัท  เนื้อข่าวยังบอกต่อไปอีกว่าไพร์มารคนั้นเปิดร้านแรกมาตั้งแต่ปี 1969 หรือ 45 ปีมาแล้วภายใต้ชื่อ Penneys ที่เมืองดับลินของไอร์แลนด์ และได้ขยายไปในหลาย ๆ  ประเทศและได้เริ่มเปิดร้านแรกในเยอรมันในปี 2009 และมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในยุโรปในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำเนื่องจากตำแหน่งทางการตลาดของร้านที่เน้นสินค้าราคาถูกสุด ๆ  และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของแฟชั่น  จำนวนสาขาของไพร์มาร์คในยุโรปมีถึง 274 สาขาแล้วในขณะเดียวกันบริษัทกำลังวางแผนเปิดร้านแรกที่เมืองบอสตันประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2015  

    สิ่งที่น่าสนใจต่อไปก็คือ  ไพร์มาร์คมีแผนที่จะเปิดร้านในเยอรมันมากกว่า 100 แห่งจากปัจจุบันที่ 13 แห่งเปรียบเทียบกับร้าน H&M ที่มีถึง 400 สาขาในเยอรมัน  ประเด็นที่ทำให้น่าสนใจก็คือ  เนื้อข่าวบอกว่าความสำเร็จของไพร์มาร์คนั้นทำให้กำไรต่อยอดขายของ H&M ซึ่งเป็นแบรนด์ของสวีเดนและมีปัญหาเรื่องจรรยาบรรณการทำธุรกิจแบบเดียวกันลดลง  หรือพูดอีกแบบหนึ่งก็คือ  ไพร์มาร์คน่าจะเป็นร้านขายเสื้อผ้าที่สามารถแข่งขันกับ H&M ซึ่งเน้นสินค้าราคาถูกเช่นกันได้เป็นอย่างดี  ว่าที่จริงผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง  และครั้งสุดท้ายเมื่อเร็ว ๆ  นี้ผมก็พบว่าร้านไพร์มาร์คได้เปิดใหม่อีกหนึ่งแห่งใกล้เคียงกับร้านเดิมในย่านถนนอ็อกฟอร์ดซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญ  ทุกครั้งที่ผมไปลอนดอน  ผมและภรรยาผมจะต้องไปที่ร้านไพร์มาร์คและเราจะได้ของกลับมาหลายอย่าง  และทุกครั้งเช่นเดียวกันที่ผมพบว่าร้านไพร์มาร์คซึ่งมีขนาดใหญ่โตมากนั้นมีลูกค้าแน่นร้าน  เกือบทุกคนจะถือตะกร้าเลือกซื้อสินค้าเสื้อผ้าและสินค้าที่ทำด้วยผ้าที่มีหลากหลายมาก  ไล่ตั้งแต่ผ้าปูเตียงที่ใช้ในห้องนอนจนถึงผ้ากันเปื้อนในห้องครัวและอื่น ๆ  เรียกได้ว่ามีทุกอย่างที่เราต้องใช้โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับผ้า
    จุดเด่นของไพร์มาร์คที่ทำให้คนสนใจเข้าไปจับจ่ายมากมายก็คือราคาที่ถูกมากและรูปแบบที่สวยงามตามแฟชั่นล่าสุด  นอกจากนั้นคุณภาพของวัตถุดิบซึ่งส่วนใหญ่ก็คือผ้านั้นมีคุณภาพค่อนข้างดี  ว่าที่จริงเสื้อผ้าและเน็คไทที่ผมใช้อยู่ทุกวันนี้ในการทำรายการทีวีหลายรายการก็เป็นสินค้าจากไพร์มาร์ค  โดยที่ราคาเสื้อแขนยาวสีสันสวยงามนั้น  ราคาก็ถูกระดับที่อาจจะเรียกว่าตัวละ “199”  บาท เน็คไทแต่ละเส้นก็หลัก  “100”  บาท  ถุงเท้าหรือผ้าเช็ดหน้าราคาเป็นแพ็คก็ถูกเท่า ๆ  กับสินค้าราคาถูก ๆ  ที่ขายในเมืองไทย  มองจากราคานั้นต้องบอกว่าไพร์มาร์คเน้นสินค้าราคาถูก  อย่างไรก็ตาม  คนอาจจะมีภาพที่ดีกับสินค้าได้เนื่องจากจุดขายซึ่งเป็นอาคารหรูหรากลางย่านการค้าที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งของลอนดอน  นอกจากนั้น  สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ไพร์มาร์คไปเช่าที่มุมหนึ่งของห้าง Selfridges ซึ่งเป็นห้างหรูพอ ๆ  กับห้าง Harrods เพื่อวางสินค้ายี่ห้อไพร์มาร์คบางอย่าง  นี่อาจจะเป็นกลยุทธ์ของไพร์มาร์คที่จะทำให้คนไม่ดูว่านี่เป็นสินค้าที่มีคุณภาพต่ำ
    ผมเองก็คิดว่าสินค้าของไพร์มาร์คนั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดีใช้ได้  รูปแบบของสินค้าเองก็ไม่น่าจะน้อยหน้าคู่แข่งเท่าไรนัก  แต่ด้วยราคาสินค้าที่ต่ำมากนั้นทำให้นักช็อบทั้งหลายที่ไม่ได้เน้นเรื่องของแบรนด์มากต่างก็เลือกซื้อได้อย่างง่ายดาย  พวกเขาจำนวนมากนั้นอาจจะคิดว่าเสื้อผ้าแต่ละตัวนั้นไม่ได้มีโอกาสถูกใช้มากมายอะไรนักเพราะพวกเขาไม่อยากจะ “ใส่ซ้ำ ๆ”  ดังนั้น  การซื้อในราคาแพงจึงเป็นเรื่องที่ไม่ใคร่คุ้มค่าโดยเฉพาะถ้าไม่ใช่การสวมใส่ไปงานใหญ่ ๆ  และนี่ทำให้ไพร์มาร์คเป็นร้านที่เป็นขวัญใจของคนชั้นกลางทั่ว ๆ  ไปที่นิยมของถูกแต่คุณภาพใช้ได้
    ผมได้รู้จักและสัมผัสกับร้านไพร์มาร์คจริง ๆ  จัง ๆ  ที่ลอนดอนมาเมื่อประมาณ 3-4 ปีมาแล้วจากการไปส่งลูกเข้าเรียนปริญญาโทและมีเวลาช็อปปิงที่ลอนดอนหลายวัน  ในเวลานั้นผมค่อนข้างจะ “ทึ่ง” กับความนิยมของคนอังกฤษต่อร้านไพร์มาร์คแต่ผมก็ไม่ได้คิดไปไกลเกี่ยวกับเรื่องหุ้น  ผมไม่รู้ว่ามันเป็นบริษัทจดทะเบียนหรือไม่และผมก็ไม่สนใจเนื่องจากผมยังไม่ได้สนใจที่จะลงทุนหุ้นต่างประเทศ  ผมเพียงแต่คิดตาม  “สัญชาติญาณนักลงทุน”  ของผมว่านี่น่าจะเป็นธุรกิจที่ดีเยี่ยมและถ้ามีโอกาสเป็นเจ้าของก็คงจะสร้างผลตอบแทนที่งดงามได้  มาถึงวันนี้ที่ผมพบข่าวเกี่ยวกับร้านไพร์มาร์คในเยอรมันผมถึงได้รู้ว่ามันไม่ได้มีร้านเฉพาะแต่ในกรุงลอนดอนแต่มันมีในหลายประเทศและดูเหมือนว่ามันก็เป็นร้านที่แน่นเหมือนกับที่เห็นในลอนดอนซึ่งหมายความว่า  Business Model หรือรูปแบบธุรกิจแบบนี้นั้นดีเยี่ยมและแข่งขันได้  ดังนั้น  ผมจึงลองค้นคว้าดูและก็พบว่าที่จริงกิจการไพร์มาร์คนั้นเป็นบริษัทลูกของบริษัทจดทะเบียนชื่อ  Associated British Foods (ABF) ในตลาดหุ้นลอนดอน  โดยที่มันสร้างรายได้ประมาณหนึ่งในสามของบริษัทแม่  ผมจึงเข้าไปดูว่าราคาหุ้นตัวนี้เป็นอย่างไรในช่วงที่ผ่านมา?
    มองจากกราฟราคาหุ้นแล้วผมรู้สึกทึ่งที่พบว่าหุ้นตัวนี้เติบโตขึ้นมาโดยตลอดโดยที่ราคาปรับตัวขึ้นมากในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา  เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ABF มีราคาประมาณ 1,080 ปอนด์ ราคาล่าสุดอยู่ที่ 3,098 ปอนด์หรือเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 200%  ในขณะที่ดัชนี FTSE 100 ของอังกฤษนั้นปรับตัวขึ้นมาจากประมาณ 5,900 จุดเป็น 6,866 จุดหรือเพิ่มขึ้นเพียง 16%  เท่านั้น  ผมไม่รู้ว่าการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น ABF ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากผลประกอบการของไพร์มาร์คเป็นหลักหรือไม่แต่ผมคิดว่าน่าจะมีส่วนสำคัญทีเดียว  และนั่นก็ทำให้ผมจินตนาการต่อไปว่าถ้าเมื่อ 3 ปีที่แล้วผมอยู่ในสถานะที่คุ้นเคยกับตลาดหุ้นอังกฤษและรู้จักหุ้น ABF ผมก็คงซื้อหุ้นตัวนี้ไปแล้วเมื่อเห็นลูกค้าแน่นร้านไพร์มาร์คแบบนั้น  และผมก็คงจะกำไรจากการลงทุนไปไม่น้อย
    ประสบการณ์ที่หุ้น ABF ปรับตัวขึ้นอย่าง “มโหฬาร”  ตามความนิยมในตัวสินค้า  ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปนั่นคือภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนสนใจสินค้าราคาถูกแต่คุณภาพดีนี้  ทำให้ผมนึกไปถึงแนวทางการลงทุนของ ปีเตอร์ ลินช์ที่เน้นเรื่องพลังของ  “สามัญสำนึก”  ว่าสามารถทำให้เราเลือกหุ้นลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง  ตัวอย่างที่ ปีเตอร์ ลินช์ ยกขึ้นมาพูดก็คือการที่เขามักจะคอยฟังภรรยาหรือใครก็ตามที่เป็น  “นักช็อบ”  ว่าสินค้าตัวไหนกำลัง  “มาแรง”  กล่าวคือได้รับการต้อนรับเป็นอย่างสูงจากลูกค้า  เป็น  “Talk of the town”  นั่นคือผู้คนต่างก็กล่าวขวัญถึงและต่างก็อยากซื้อ  เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อสินค้าขายดีระเบิดแล้ว  ในไม่ช้ากำไรก็จะตามมาและราคาหุ้นก็จะปรับตามกันไป  การลงทุนในหุ้นโดยดูแต่ตัวเลขผลประกอบการทางการเงินนั้นอาจจะช้าเกินไป

    ที่เขียนมาทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้ต้องการที่จะเชียร์ให้ซื้อหุ้น ABF เพราะราคาตอนนี้อาจจะสูงเกินไปแล้วมองจากค่า PE ที่สูงลิ่ว  และโดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้สนใจที่จะซื้อหรือติดตามหุ้นตัวนี้  เพียงแต่ยกขึ้นมาเพื่อที่จะชี้ประเด็นให้เห็นว่า  ถ้าเราเจอกิจการของบริษัทจดทะเบียนที่ขายดี “ระเบิด”  และไม่ได้เป็นเรื่องแฟชั่นที่จะเลือนหายไปง่าย ๆ  และสินค้าตัวนั้นมีส่วนที่จะสร้างรายได้และกำไรแก่บริษัทอย่างมีนัยสำคัญ  โอกาสที่หุ้นตัวนั้นจะ  “วิ่งระเบิด”  ในมา

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์เงินเดือน

สำหรับ “มนุษย์เงินเดือน” ที่ไม่ได้มีเงินจากพ่อแม่หรือมีความสามารถพิเศษในการลงทุนและคิดว่าตนเอง  “ไม่มีปัญญา” ในการที่จะเรียนรู้เทคนิคการลงทุนที่จะทำให้สามารถลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูง ๆ  ได้   ต่อไปนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นกลยุทธ์หรือวิธีการลงทุนระยะยาวที่  “ดีที่สุด”สำหรับเขา  มันจะเป็นการลงทุน  “เพื่อการเกษียณ” ที่จะทำให้เขาสามารถมีเงินใช้จ่ายได้ตามสถานะที่เขาเป็นอยู่แบบเดิมไปได้ตลอดชีวิตหลังเกษียณโดยที่ความเสี่ยงที่จะ “ขาดเงิน” มีน้อยมาก ๆ  สิ่งที่เขาจะต้องทำหรือเงื่อนไขนั้นมีหลักการใหญ่ ๆ สามข้อ  มันเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากแต่ต้องอาศัยวินัยและความศรัทธาสูง
            หลักการสามข้อนั้นผมขอเรียกว่าเป็น  “แก้ว 3 ประการ ของการลงทุน”  ที่ผมเคยพูดไว้ในหลาย ๆ  โอกาสซึ่งผมจะทวนอีกครั้งหนึ่งก็คือ  ถ้าหากใครหวังจะรวยหรือประสบความสำเร็จจากการลงทุนสูงนั้น  เขาจะต้องมีแก้วที่ “สุกสว่าง” ทั้ง 3 ดวง  โดยที่แก้วดวงแรกก็คือ เขาจะต้องมี  “เงินลงทุนเริ่มต้น”  หรือเงินที่ได้จากแหล่งอื่นนอกเหนือจากเงินจากการลงทุน เช่น  จากเงินเดือน  เงินที่พ่อแม่ให้หรือเงินมรดก เป็นต้น  “แก้ว”  ดวงนี้จะ “สุกสว่าง” มากน้อยนั้น  บางทีก็ขึ้นอยู่กับ  “โชคชะตา” เช่น  คนที่มีพ่อแม่รวยและพ่อแม่แบ่งเงินมาให้ลงทุนมาก “แก้ว”  ดวงนี้ของเขาก็สุกสว่างมาก  แต่ในอีกด้านหนึ่ง  ความสุกสว่างของแก้วก็อาจจะมากขึ้นได้จากการ  “อดออม”  ของเราเอง  นั่นก็คือ  เราสามารถเพิ่มความสว่างของแก้วของเราได้โดยการบริโภคน้อยลงและเก็บออมแล้วเอามาลงทุนมากขึ้น
            แก้วดวงที่สองคือ  ผลตอบแทนที่เราได้รับจากการลงทุน  ความสุกสว่างของแก้วดวงนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราในการวิเคราะห์และลงทุนอย่างถูกต้อง  อย่างไรก็ตาม  ตามทฤษฎีและตามประวัติศาสตร์การลงทุนที่มีการเก็บสถิติมายาวนานนั้นบอกว่า  หุ้นให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดในบรรดาการลงทุนหลักทั้งหลายในระยะยาว  ดังนั้น  แก้วดวงนี้จะสุกสว่างได้นั้น  เราคงต้องลงทุนในหุ้นเป็นหลัก  ในขณะที่การฝากเงินให้ผลตอบแทนต่ำที่สุด  ถ้าเงินส่วนใหญ่ของเราอยู่ในเงินฝาก  แก้วดวงนี้ของเราก็จะหมองมัว  ส่วนพันธบัตรหรือหุ้นกู้นั้นให้ผลตอบแทนกลาง ๆ   ประเด็นที่ต้องคำนึงถึงก็คือ  ถ้าเราเน้นซื้อหุ้นลงทุนเป็นรายตัวที่อาจจะทำให้แก้วของเราสว่างที่สุด  มันก็มีโอกาสเช่นกันที่แก้วดวงนี้จะ  “แตก”  และความสว่างจะหายไปกลายเป็นแก้วที่  “มืดมน”   เปรียบเทียบก็คือ  แทนที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงก็อาจจะขาดทุนได้ โชคดีที่ว่าเราสามารถที่จะลงทุนในหุ้นผ่านกองทุนรวมที่จะให้ผลตอบแทนที่สุกสว่างพอสมควรได้โดยที่ความเสี่ยงที่จะเสียหายมีน้อยในระยะยาว  ดังนั้น  สำหรับคนที่ไม่เชี่ยวชาญในการเลือกหุ้น  การลงทุนในกองทุนรวมที่อิงดัชนีจึงเป็นทางเลือกที่ดีมาก
             แก้วดวงสุดท้ายก็คือ  ระยะเวลาในการลงทุน  ยิ่งเราลงทุนยาวนานเท่าไร แก้วของเราก็จะสุกสว่างมากขึ้นเท่านั้น  ดังนั้น  คนที่อายุน้อยและแน่วแน่ในการลงทุน  ไม่ออกจากตลาดไม่ว่าในสถานการณ์อะไร  จึงเป็นคนที่มีแก้วที่สุกสว่างอยู่ในมือ 1 ดวงเสมอ  เช่นเดียวกัน  คนที่มีอายุยืนยาวและมีสุขภาพที่ดีก็เป็นคนที่มีแก้วที่สว่างกว่าคนที่อายุสั้นกว่า
            คนที่มีแก้วที่สุกสว่างทั้ง 3 ดวง  และใช้มัน  โอกาสที่เขาจะรวยจากการลงทุนก็จะสูงมาก  คนที่มีแก้วอยู่ในมือแต่ไม่รู้จักใช้ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย  ส่วนคนที่แทบจะไม่มีแก้วที่สุกสว่างเลยซักดวงก็ต้องยอมรับว่าเราอาจจะไม่สามารถรวยจากการลงทุนได้   อย่างไรก็ตาม  คนส่วนใหญ่ที่  “กินเงินเดือน” และอายุยังไม่มากนั้น  หากมีการวางแผนการลงทุนที่ดี  และด้วยการ  “เสียสละ”  การบริโภคในปัจจุบันพอประมาณแต่อยู่ในระดับที่ไม่น่าจะเดือดร้อนนัก  จะสามารถที่จะลงทุนจนมีเงินเพียงพอที่จะใช้ในยามเกษียณได้อย่างสบายโดยที่ความเสี่ยงที่จะทำไม่ได้มีน้อยมาก  มาดูกันว่าทำอย่างไรและเราจะบรรลุเป้าหมายอะไร?
            สมมุติว่าเราอายุ 30 ปี  มีงานประจำที่มั่นคง  มีเงินเดือนตามควรแก่อัตภาพเช่น เฉลี่ยเดือนละ 50,000 บาท และยังไม่เคยลงทุนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว  ข้อเสนอของผมก็คือ  เราต้องเริ่มเก็บออมเงินและลงทุนโดยการหักออกจากเงินรายได้ 15% ทุกครั้งที่ได้รับเงิน  ซึ่งก็คือเดือนละ 7,500 บาท  แล้วนำเงินนั้นลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่อิงดัชนี  SET50 ซึ่งก็คือการลงทุนในหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 50 ตัวโดยไม่มีการเลือกหุ้น  เราทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทุกเดือน  ถ้าเงินเดือนเราสูงขึ้น  เม็ดเงิน 15% ของเราก็สูงขึ้นตามกันไป  เวลาได้เงินพิเศษเช่น โบนัส  เราก็ยังคงต้องหักเงิน 15% ก่อนเพื่อเอาไปลงทุนในหุ้น  การลงทุนในหุ้นทั้งหมดนั้นอาจจะดูว่า  “เสี่ยง”  แต่การที่เราทยอยลงไปเรื่อยเป็นเวลาถึง 30 ปี  ความเสี่ยงจะหายไปมาก  เพราะเราจะซื้อหุ้นเฉลี่ยกันไปทั้งช่วงที่หุ้นถูกและแพง  โอกาสที่เงินออมจะเสียหายมีน้อยมาก  แต่มีโอกาสสูงที่เราจะได้ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละประมาณ 10% ตามสถิติที่เป็นมาในอดีต  ถ้าเราทำแบบนี้  ผลที่จะได้รับหลังจากที่เราเกษียณที่ 60 ปีคืออะไร?
            คำตอบอย่างที่ทำให้เราเข้าใจได้ง่ายที่สุดก็คือ  หลังจากเกษียณแล้ว  เราก็จะสามารถใช้เงินได้เดือนละเท่าเดิมเท่ากับช่วงที่เราทำงานอยู่โดยที่เราไม่ต้องทำงานต่อไปอีก 30 ปี เช่น ถ้าเราได้เงินเดือนในช่วงแรกที่อายุ 30 ปี เป็นเงิน 50,000 บาท ในวันที่เราเกษียณเดือนแรกเราก็สามารถใช้เงินได้เดือนละ 50,000 บาทเช่นกันหลังจากคำนึงถึงเรื่องเงินเฟ้อแล้ว  ที่จริงก็คือใช้ได้ประมาณ 120,000บาท ต่อเดือนซึ่งมีค่าเท่ากับ 50,000ในวันนี้)  และถ้าในช่วงที่เราอายุ 40 ปี  เรามีรายได้เดือนละ 100,000 บาท และเรากันเงิน 15% ซึ่งเท่ากับ 15,000 บาทไว้ลงทุน  ในช่วงที่เรามีอายุ 70 ปี  เราก็จะสามารถใช้เงินได้เดือนละ 100,000 บาทเช่นกันหลังคำนึงถึงเรื่องเงินเฟ้อแล้ว
           มองอีกด้านหนึ่งก็คือ  เงินเพียง 15% นั้น  ถ้าเรากันไว้ลงทุนในหุ้นในวันนี้  มันจะโตขึ้นเป็น 100% หลังหักอัตราเงินเฟ้อแล้ว  ภายในเวลา 30 ปี  ดังนั้น  เงินเพียง 15% ของทุกเดือนที่เราลงทุนไปในวันนี้  อีก 30 ปี มันก็จะกลับมาเลี้ยงเราเต็มจำนวน  ถ้าเราลงทุนตั้งแต่อายุ 25 ปี  โอกาสที่เราจะเกษียณอย่างสบายก็จะสูง  ถ้าเราลงทุนหลังจากอายุ 30 ปีไปแล้ว เช่น เริ่มลงทุนเมื่ออายุ 40 ปี ถ้าจะให้เราสามารถใช้เงินได้เท่าเดิมหลังเกษียณ  เราก็อาจจะต้องกันเงินไว้มากกว่า 15% ของเงินเดือนเพื่อที่จะลงทุน  ภาระก็จะหนักขึ้น หรือถ้ายังรักษาระดับที่ 15%  ในวันที่เกษียณเราก็มีเวลาลงทุนแค่ 20 ปี ซึ่งก็จะทำให้เงินที่เราจะได้นั้นไม่ถึง 100%  ซึ่งก็แปลว่า ในวันเกษียณ  เราอาจจะต้องลดระดับความเป็นอยู่ลง
             คนอายุ 30 ปี ที่เริ่มกันเงินถึง 15% ของเงินเดือนเพื่อลงทุนแต่เขาเน้นไปที่การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้หรือกองทุนผสมที่มีหุ้นน้อย  ผลตอบแทนที่ได้รับก็จะต่ำ  ซึ่งก็อาจจะทำให้เขาไม่สามารถใช้เงินได้เท่าเดิมหลังเกษียณ  และนี่สำหรับผมแล้ว  เป็นการลงทุนที่ไม่เหมาะสม ในระยะสั้น ๆ  นั้น  ความรู้สึกมั่นคงและ “ไม่เสี่ยง”  จากการลงทุนในตราสารหนี้หรือเงินฝากนั้น ไม่คุ้มกับการเสียโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวจากการลงทุนในหุ้น  ว่าที่จริง  ในระยะยาวตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป  หุ้นโดยรวมนั้นมีความเสี่ยงน้อยมาก  โอกาสที่หุ้นจะให้ผลตอบแทนรวมต่ำกว่าตราสารหนี้หรือเงินฝากนั้นผมคิดว่าน่าจะอยู่แค่ในช่วง 5-10 ปีแรกเท่านั้น  หลังจากนั้นแล้วหุ้นก็จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลอด  ดังนั้น  อย่ากลัวที่จะลงทุนหุ้นเต็มที่ถ้าเราจะลงระยะยาวมาก
           สุดท้ายที่ผมอยากจะเพิ่มเติมสำหรับคนที่ต้องเสียภาษีรายได้สูงนั้น  การลงทุนในกองทุน LTF และ RMS ในอัตราที่สูงได้ถึง 15% ของรายได้นั้น  ดูเหมือนว่าจะสอดคล้องกับกลยุทธ์ที่ผมกล่าวถึงมาทั้งหมด  แต่ยังได้สิทธิลดหย่อนภาษีส่วนบุคคลด้วย  ดังนั้น  ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่เหมาะสมและดีที่สุดที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนควรทำ
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Stop! 9 นิสัยทำลายอนาคตลูกรัก

1. บังคับ พ่อแม่ที่เผด็จการ บังคับ เคี่ยวเข็ญ ใช้อำนาจกับลูก
2. พูดปด พ่อแม่ที่พูดปด พูดอย่างทำอย่าง
3. เปรียบเทียบ พ่อแม่ที่ชอบเปรียบเทียบลูกคนหนึ่งกับอีกคน หรือเด็กอื่น 
4. ตามใจ พ่อแม่ที่ตามใจลูกมาก ลูกอยากได้อะไรจะต้องให้ทันที จะทำให้ลูกเป็นเด็กไม่รู้จักอดทนรอคอย
5. ไม่ให้เวลาลูก พ่อแม่ที่มีปัญหาจัดสรรเวลา รู้สึกว่างานที่ทำอยู่ก็แทบไม่มีเวลาให้ลูก ตามหน้าที่ของคนเป็นพ่อแม่ ก็ต้องแบ่งเวลาให้ได้
6. กังวลเกินเหตุ พ่อแม่ที่มักแสดงความกังวลในตัวลูก กลัวสารพัด จะทำให้ลูกพลอยเป็นเด็กวิตกกังวลตาม จนขาดความเชื่อมันในตัวเองได้
7. ปกป้องมาก พ่อแม่ที่ถนอมลูกดุจไข่ในหิน ไม่ยอมให้ทำอะไรทั้งที่ลูกโตแล้ว
8. เจ้าระเบียบ พ่อแม่ที่เจ้าระเบียบมาก ทุกอย่างต้องตรงเป๊ะ ไม่ยืดหยุ่นผ่อนปรน
9. ลำเอียง พ่อแม่ที่เลือกที่รักมักที่ชัง รักลูกชายมากกว่าลูกสาว รักน้องมากกว่าพี่หรืออื่น ๆ ที่ลำเอียง เพราะเด็กอยากได้รับความเสมอภาค พ่อแม่จึงไม่ควรทำ
ที่มา: นิตยสารMother&Care

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ยอดวิชา..แม่ไม้ ของ "เสี่ยยักษ์" เซียนหุ้นพันล้าน

กระทู้คำถาม หุ้น ความเป็น "สุดยอด" ของนักเล่นหุ้นธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ลงทุนจากเงินก้อนเล็กๆ เพียง 2 ล้านบาท แล้วประสบความสำเร็จจนมีเงินนับ "พันล้านบาท"จาก "ต้นกล้า" ฝ่าแดดต้านฝน จนเป็น "ไม้ใหญ่" เขาเป็น 1 ในนักลงทุนนับหมื่นคนที่ทำได้ "ถนนนักลงทุน" รวบรวมคำพูด และวลีเด็ดๆ จากกูรูหุ้นรายนี้
1.ถ้าเราเลือกหุ้นพี/อี ต่ำ พื้นฐานดี แต่ซื้อแล้วราคาไม่ขึ้น..มีแต่ลง แสดงว่าความคิดของเรา "ผิด" คุณต้องเปลี่ยน "อย่าดันทุรัง"
2.สมัยที่ยังเล่นหุ้นไม่เก่ง วิธีที่ผมใช้จะ "ลอกข้อสอบคนเก่ง" แต่ระหว่างที่เราลอกข้อสอบเขา เราก็ต้องพัฒนาตัวเองตามให้ทัน
3.จากประสบการณ์มากกว่า 20 ปี จะซื้อหุ้นให้ได้กำไร เราต้องกล้าไปจ่ายตลาด "ตอนประมาณ ตี 5" หรือ อีก 1 ชั่วโมงก่อนฟ้าสาง...ผีไม่มี เฮียประธาน เขาเป็นเจ้าของคอร์ดแบดมินตันแถวถนนบางรัก ฉายาเขา คือ "พญาอินทรี" ถ้าวันไหนที่พวกเรา "เละ" หรือ "เจ๊ง" กันหมด เขาจะบินมาเลย..เขาจะมาซื้อหุ้น
4.วิธีการเอาตัวรอด ในช่วงที่ต้องเผชิญกับ "วิกฤติการณ์" ทางเดียวที่จะทำให้เรา "รอด" คือ การตัดนิ้ว (Cut Loss) ยอมขาดทุนรักษาชีวิต
5.การเล่นหุ้นเพื่อหวังกำไร 3-5% เป็นการลงทุนที่มีโอกาส "ร่ำรวยได้ยาก" เพราะการตัดสินใจซื้อ-ขายบ่อย โอกาสผิดพลาดจะสูง
6.ในจังหวะที่หุ้นเป็นขาขึ้น เราต้อง Let the Profit Run ปล่อยให้กำไรวิ่งเต็มสตีม เมื่อไรที่ราคาเริ่มปรับฐานลงมาพร้อมวอลุ่ม เราต้องรีบล้างพอร์ตออกไป ท่องเอาไว้เลย "วอลุ่มพีค" คือ "ราคาพีค" และ ถ้าหุ้นปรับฐานแล้ว "รีบาวด์" แต่ไม่ทำ "นิวไฮ" ใหม่.."มันต้องลง"
7.ถ้าหุ้นเป็น "ขาลง" แล้ว "วอลุ่มหาย" นี่เป็นตามธรรมชาติ แต่ถ้าหุ้นเป็น "ขาขึ้น" แล้ว "วอลุ่มหาย" นี่มันผิดกฎธรรมชาติ ให้สงสัยไว้ก่อนว่า "มันกำลังจะวิ่ง"
8.กรณีที่หุ้นจะปรับตัว "ลงแรง" วอลุ่มมักจะทำ "พีค" ก่อน ให้สังเกตว่า รายย่อยจะแห่เข้าใส่แบบไม่ลืมหูลืมตา เวลาที่หุ้นปรับตัว มันจะ "ลงลึก"
9.ในช่วงของการสะสมหุ้น ถ้าเป็น "หุ้นดี" ให้สังเกตฝั่ง Bid (ซื้อ) จะน้อย แต่ฝั่ง Offer (ขาย) จะเยอะ ภาวะอย่างนี้ คือ ช่วงที่ดัชนี SET ประมาณ ตี 4 ตี 5 คนยังเล่นหุ้นไม่เต็มตัว เขาจะรอรับ ไม่ไล่ราคา
10.จุดที่มั่นใจที่สุด คือ จุดที่อันตรายที่สุด และจุดที่อันตรายที่สุด คือ จุดที่ปลอดภัยที่สุด นั่นคือ ประมาณ ตี 5 ถึง ตี 5 ครึ่ง ก่อนฟ้าสาง
เครดิต : เนชั่นกรุ๊ป

วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

นักลงทุนหมอประมุข "ชนะหุ้นด้วย 7 กลยุทธ์"

กลยุทธ์การลงทุนของ “น.พ.ประมุข วงศ์ธนะเกียรติ” มีด้วยกัน 7 ข้อ คือ
1.หุ้นตัวนั้นต้องมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น หรือ ROE สูง 15-20 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ROE จะบ่งบอกความสามารถของผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น “ยิ่งสูง ยิ่งดี” แต่บางครั้งก็มีตัวหลอกเหมือนกัน หากบริษัทนั้นมีหนี้สินจำนวนมาก ฉะนั้นต้องดูดีๆ อย่ารีบเชื่อ
ข้อ 2. หุ้นตัวนั้นต้องมีอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ หรือ ROA สูงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ข้อ 3.ต้องมี PEG ratio น้อยกว่า 1 เท่า คือ การเทียบค่า P/E ratio กับการเจริญเติบโตของกำไรสุทธิ (Growth) หาโดยนำค่า P/E ratio ตั้งหารด้วยเปอร์เซ็นต์การเจริญเติบโตนั้น บริษัทใดที่ราคาหุ้นต่ำจะน่าซื้อ ถ้าค่า PEG ratio เกิน 1 แสดงว่า ราคาหุ้นสูงเกินไป
ข้อ 4.ต้องมีอัตราเงินปันผลตอบแทน หรือ Dividend Yield อยู่ในระดับ 3.5-4 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ถามว่า ทำไมต้องเป็นตัวเลขนี้ เพราะเป็นตัวเลขที่มากกว่าอัตราเงินเฟ้อที่ปกติจะอยู่ระดับ 3 เปอร์เซ็นต์ ข้อ 5.หุ้นตัวนั้นต้องมีกระแสเงินสดสูงๆ ยิ่งไม่ต้องจ่ายหนี้จะชอบมากเป็นพิเศษ
ข้อ 6. ผู้บริหารต้องไว้ใจได้ พูดแล้วทำได้จริง ซึ่งเราต้องไปคุยกับผู้บริหารบ่อยๆ ยิ่งเขาถือหุ้นประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งชอบเพราะมันจะบ่งบอกว่า เขาจะทุ่มเทในการทำงานมากขนาดไหน
ข้อสุดท้าย จะดูปัจจัยทางกายภาพ ธุรกิจนี้มีความแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน โอกาสเติบโตของรายได้และกำไรเป็นอย่างไร สินค้าหรือธุรกิจหลักจะเติบโตไปตามชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ และลูกค้านิยมชมชอบสินค้ามากหรือน้อยแค่ไหน ที่สำคัญจะดูว่าคู่แข่งของเขามีใครบ้าง หากจะมีคู่แข่งเกิดขึ้นใหม่จะเข้ามาในธุรกิจนี้ได้ง่ายหรือยาก
ปกติจะไม่นิยมดูเส้นเทคนิคและไม่เคยนำมาประยุกต์ใช้ เพราะไม่เข้าใจในหลักการ ส่วนใหญ่จะดูเพียงราคา ณ ปัจจุบัน เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับมูลค่าที่ประเมินไว้ว่า มันมีส่วนลด หรือ Margin of Safety เป็นที่น่าพอใจหรือไม่
ที่มา (BizWeek)

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ทำงานออฟฟิศให้ตาย ก็ไม่มีทางรวย

Written by  

บทความนี้เราทำขึ้นมา อยากให้เหล่าพนักงานออฟฟิศทุกท่านได้อ่านกัน ชื่อหัวข้อแรงๆ ตรงๆแบบนี้ มันตรงและเป็นเรื่องจริงที่สุด และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่มีวันรวยจากการทำงานออฟฟิศ

     ชีวิตในยุค 2014 เป็นยุคที่เปลี่ยนแปลงจากสมัยก่อนๆ หรือช่วงฟองสบู่แตกมากมาย หลายๆอย่างได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ดังนั้นเราจึงต้องหยุดคิดถึง Success Factors in Life หรือวิธีประสบความสำเร็จในชีวิตเสียใหม่ ความเชื่อในสมัยก่อนว่า เข้าโรงเรียนดีๆ เรียนให้ได้เกรดดีๆ ทำงานในบริษัทมั่นคงไปตลอดจะทำให้อนาคตสดใสนั้น ต้องบอกว่ามันเป็นเพียงภาพความฝัน หรือถึงมี ก็อาจจะเป็นกลุ่มคนจำนวนไม่ถึง 1% ในบริษัท ที่จะสามารถร่ำรวย ก้าวหน้า จากการทำงานออฟฟิศได้ เพราะสมัยนี้เรื่องความสามารถ ความทุ่มเท อาจจะแพ้ให้กับความประจบ หรือความสนิทชิดเชื้อกับผู้ใหญ่ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการทำงานออฟฟิศถึงไม่สามารถทำให้คุณประสบความสำเร็จ และมีอิสระภาพทางการเงินได้
หลังอ่านบทความนี้จบ หลายคนคงเริ่มคิดได้ จะได้มีเวลาเริ่มต้น เตรียมตัวลงทุนได้ทันทีครับ

1. เวลามีค่ากว่าเงิน
     วลีอมตะที่ได้ยินกันมายาวนาน แต่น้อยคนที่จะทำได้ เพราะความจำที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน แต่ถ้าคุณเริ่มอยู่ในจุดนึง เช่นอายุ 30 ปี คุณอาจจะต้องคิดเรื่องนี้ให้จริงจังมากขึ้น เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงอายุนี้ รายได้จะเริ่มเยอะขึ้น พร้อมกับตำแหน่ง และความรับผิดชอบที่มากขึ้นๆ ทำให้หลายคนติดอยู่ในวังวน รู้สึกตัวอีกทีก็เกือบ 40 ปี และเวลาเป็น one-time deal ผ่านแล้วผ่านเลย คุณจะไม่สามารถเอาเงินที่มีมากมายไปทำกิจกรรมที่อยากทำในช่วงอายุ 30 ได้ หรือจะไปท่องเที่ยว ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่เงินเป็นสิ่งที่หาใหม่ได้เรื่อยๆ และสมัยนี้มีช่องทางมากมายในการหารายได้ เช่น Internet, Facebook เป็นต้น 

     อย่ารอให้คนรอบข้างของคุณหมดไป คุณถึงจะเริ่มหันมาใส่ใจชีวิตนอกออฟฟิศเลยนะครับ

2. อย่าฝากชีวิตไว้กับเงินเดือนขึ้น หรือดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝาก
     หลายคนมีรายได้เยอะขึ้นมาก ในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป แต่ความต่างของคนรายได้สูงในช่วงนี้คือการเอารายได้นั้นไปทำอะไร สำหรับคนที่ conservative มากๆ อาจจะเลือกเอาเงินไปฝากธนาคารโดยไม่ได้ลงทุนในด้านใดๆ ลองคำนวนเร็วๆดูว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 1.5 - 3% ขึ้นอยู่กับรูปแบบของบัญชีนั้นๆ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 2.5% (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย 2557) นั่นหมายความว่าในแต่ละปี คนที่ฝากเงินในธนาคารอย่างเดียว แทบจะไม่มีเงินงอกเงยเลยนะครับ
    
     คำแนะนำคือ ให้เอาเงินที่เก็บไว้นั้น ไปลงทุนในรูปแบบอื่นเพื่อเพิ่ม Passive Income ผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เช่น ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ลงทุนในตลาดหุ้น ลงทุนในตราสารหนี้ต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยเกือบ 10% ต่อปี จากนั้นก็นำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่ตัวเองถนัด เพื่อต่อยอดสร้างรายได้ไม่รู้จบ และมีอิสระภาพในชีวิตในที่สุด
     
3. ทำงานให้คนอื่น ได้เงินในอัตราที่พออยู่ได้ แต่สร้างผลกำไรให้บริษัทนั้นๆไม่รู้จบ  
     สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ มีหลักการง่ายๆอยู่ว่า Asset ทำให้ก่อเกิดรายได้ และรายได้นั้นจะถูกนำมาแบ่งเป็นเงินเดือนของคุณในแต่ละเดือน แล้วอะไรคือ asset? ตัวคุณนั่นแหละครับคือ Asset สำหรับบริษัท เงินเดือนค่าจ้างที่คุณได้รับจากบริษัท แน่นอนว่าต้องมีการคำนวน หักลบปัจจัยต่างๆมาแล้ว และมูลค่าของเงินเดือนมีแต่จะค่อยๆลดลงไปทุกปี เงินของคุณด้อยค่าลง ในขณะที่คุณต้องหารายได้ให้กับบริษัทมากขึ้นๆทุกปี ตามเป้าที่บริษัทวางเอาไว้ ถ้าทำไม่ได้? เงินเดือนของคุณก็อาจจะเพิ่มน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ และกลายเป็นลดมูลค่าลงในที่สุด

     ในเมื่อตัวของเรา ความสามารถของเราเป็น Asset ที่บริษัทใหญ่ๆต้องการ แล้วทำไมเราไม่เอา Asset นั้นมาพัฒนาบริษัทของตัวเองหละครับ? ยิ่งเหนื่อยมาก คุณยิ่งได้มาก เป็น Asset ที่ไม่รั่วไหลไปไหน 

4. ปรับตัวและวิธีการหาเงินให้เข้ากับยุคสมัย
     สำหรับคนทำงานรุ่น Gen-X ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ไม่กล้ารับความเสี่ยง หรือการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ตรงกันข้ามกับเด็ก Gen-Y ที่มีความฝันและมุ่งมั่นในการทำธุรกิจของตัวเอง เพราะไม่อยากเป็นลูกน้องใคร ดังนั้นพวกเราคน Gen-X อาจจะต้องปรับ Mindset เสียใหม่ ก้าวออกจาก Comfort Zone ที่ขังเราเอาไว้ มองหา trend ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา และลงมือทำทันที ที่มั่นใจว่า Business Plan ของเราถูกต้อง ถ้าจะให้เห็นภาพ ก็ลองดูบรรดาเจ้าของกิจการอายุยังน้อยดูซิครับ 

     อ่านถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนน่าจะเห็นภาพได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นชีวิตที่เหล่าพนักงานออฟฟิศมักจะจับกลุ่มคุยกัน สุดท้ายแล้วก็ต้องดูว่าคุณจะสามารถปรับเปลี่ยน Mindset ได้แค่ไหน ขอให้ทุกท่านโชคดี มีกิจการเป็นของตัวเองกันทั่วหน้าไว้ก่อนละกันครับ

- See more at: http://unlockmen.com/business/item/674-working-for-someone-else-never-get-you-rich.html#sthash.qHLlui4X.dpuf

"ซื้อหุ้นเหมือนซื้อบ้าน"

บทความของวอร์เรน บัฟเฟตในนิตยสารฟอร์จูนต่อจากฉบับที่แล้วในเรื่องของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของเขาทั้งฟาร์มในรัฐเนบราสกาและอาคารสำนักงานให้เช่าในนิวยอร์ค

“ราคาหุ้นที่ผันผวนในตลาดหุ้นไม่ได้ทำให้นักลงทุนที่แท้จริงสะทกสะท้าน เช่นเดียวกับราคาที่ดินที่เพื่อนบ้านตะโกนบอกซื้อขายที่ดินในละแวกฟาร์มของผมก็ไม่ได้ทำให้การลงทุนในฟาร์มของผมต้องเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ในความเป็นจริงตลาดหุ้นที่ตกต่ำอาจเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนตัวจริงถ้าเขามีเงินเหลือและราคาหุ้นลดลงไปมากกว่ามูลค่าที่เหมาะสม บรรยากาศของความกลัวในตลาดหุ้นคือเพื่อนที่ดีในการลงทุน ส่วนบรรยากาศโลกสวยอาจเป็นศัตรูตัวร้ายของนักลงทุน
ในช่วงวิกฤติซัพไพร์มในปี 2008 ผมไม่เคยคิดขายที่ดินที่ฟาร์มในรัฐเนบราสกาและอาคารสำนักงานในนิวยอร์คของผมเลยถึงแม้ว่าเศรษฐกิจตกต่ำกำลังจะคืบคลานเข้ามา และในเวลาเดียวกันถ้าผมถือหุ้นในบริษัทที่ดีมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งและมีอนาคต คงเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเลยที่ผมจะขายหุ้นนั้นไปในช่วงเวลาเช่นนั้น ทำไมผมต้องขายหุ้นบริษัทที่ดีเหล่านั้นออกไป จริงอยู่บางบริษัทอาจจะมีผลประกอบการที่แย่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำแต่บริษัทในพอร์ตรวมๆแล้วสามารถทำผลงานได้ดีอย่างแน่นอน

เมื่อผมและชาร์ลี มังเกอร์ตัดสินใจซื้อหุ้น ถึงแม้จะซื้อเพียงส่วนนึงของหุ้นของบริษัททั้งหมดแต่เราก็จะใช้การวิเคราะห์เหมือนกับเราซื้อกิจการนั้นทั้งบริษัท อันดับแรกเราจะดูว่าเรามีความสามารถในการทำนายผลประกอบการของบริษัทนั้นในอีกอย่างน้อยห้าปีข้างหน้าหรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ เราจะซื้อหุ้นนั้นเมื่อราคาหุ้นอยู่ในราคาที่เหมาะสมและต่ำกว่ามูลค่าของบริษัทที่เราประเมินได้ ถ้าเราพบว่าเราไม่สามารถประเมินผลประกอบการในอนาคตของบริษัทนั้นได้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น เราก็เพียงค้นหาหุ้นบริษัทอื่นๆต่อไป ในช่วงเวลา 54 ปีของการลงทุนของเรา เราไม่เคยใส่ใจในเศรษฐกิจมหภาค การเมืองหรือความคิดเห็นของคนอื่นๆ ในความเป็นจริงเราไม่เคยสนใจเรื่องเหล่านี้เลยในการตัดสินใจลงทุนของเรา

มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่เราต้องเข้าใจใน”ขอบเขตของความรู้” (Circle of Competence) ที่เรามีอยู่และพยายามไม่ออกนอกกรอบที่เรามีความรู้จริง ถึงแม้เราจะเคยทำผิดพลาดทั้งการลงทุนในหุ้นและบริษัทที่เราซื้อมา แต่ความผิดพลาดนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ใหญ่มากจนทำให้เราเกิดปัญหา เราไม่เคยไล่ราคาหุ้นหรือซื้อบริษัทในช่วงที่ราคากำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่หยุด

นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้ศึกษาธุรกิจที่จะลงทุนอย่างจริงจัง ถ้าพวกเขาฉลาดพอ เขาจะพบว่าพวกเขาไม่อาจคาดเดาผลประกอบการของธุรกิจนั้นในอนาคตได้ทุกบริษัท แต่ยังมีข่าวดีสำหรับนักลงทุนสมัครเล่นทั้งหลาย นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ธุรกิจ เพราะในภาพรวมธุรกิจของสหรัฐทำผลประกอบการได้ดีและคาดว่าจะทำได้ดีตลอดไป (ถึงแม้จะไม่ราบเรียบตลอดเวลา) ในศตวรรษที่ 20 ดัชนีดาวน์โจนส์เพิ่มขึ้นจาก 66 จุดเป็น 11,497 จุด ในศตวรรษที่ 21 ดัชนีจะต้องเพิ่มขึ้นกว่านี้มาก เป้าหมายของนักลงทุนสมัครเล่นนั้นไม่ใช่การเลือกหุ้นที่เป็นแชมเปี้ยนแต่เป็นการซื้อบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ด้วยการลงทุนในกองทุนดัชนี เช่น เอสแอนด์พี 500 ที่มีค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุนที่ต่ำ

นั่นเป็นเรื่องของ”ลงทุนอะไร”สำหรับนักลงทุนมือสมัครเล่น แต่เรื่อง”ลงทุนเมื่อไหร่”ก็เป็นสิ่งสำคัญ สิ่งที่อันตรายที่สุดคือนักลงทุนมือใหม่ส่วนใหญ่มักเข้าตลาดหุ้นในช่วงที่ตลาดกำลังเพิ่มขึ้นสูงสุดและเริ่มรับรู้ความจริงในโลกการลงทุนเมื่อราคาหุ้นลดต่ำลงจนขาดทุน วิธีแก้ไขคือนักลงทุนควรสะสมหุ้นไปเรื่อยๆในระยะยาวและไม่ขายเมื่อมีข่าวร้ายหรือราคาหุ้นลดต่ำลง นักลงทุนที่ไม่รู้อะไรเลยแต่กระจายความเสี่ยงและมีต้นทุนต่ำส่วนใหญ่จะทำผลตอบแทนได้ดีในระยะยาว นักลงทุนสมัครเล่นที่รู้จักตัวเองจะได้ผลตอบแทนดีกว่ามืออาชีพที่ไม่เข้าใจข้อเสียของตน

ถ้าเจ้าของที่ดินซื้อหรือขายที่ดินบ่อยๆ ราคาพืชผลและประสิทธิภาพของฟาร์มก็คงไม่ได้เพิ่มขึ้น สิ่งเดียวที่จะลดลงคือผลตอบแทนของฟาร์มแห่งนั้นเนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อขายไปมาของที่ดินผืนนั้น นักลงทุนทั้งสถาบันและรายย่อยได้รับการชักชวนให้ซื้อๆขายๆจากคนที่ได้รับประโยชน์จากการซื้อขายนั้น ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหรือค่าคอมมิชชั่นของโบรกเกอร์นั้นรวมๆแล้วเป็นจำนวนเงินที่มากเลยทีเดียวซึ่งทำให้ผลตอบแทนในการลงทุนลดลง ดังนั้นอย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกา รักษาค่าใช้จ่ายในการลงทุนให้ต่ำและให้ลงทุนในหุ้นเหมือนคุณซื้อบ้านหรือซื้อฟาร์มนั่นเอง

เครดิต (วิบูลย์ พึงประเสริฐ)

วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557

หุ้น 6 ประเภท

เครดิต เว็บ aommoney .com

1. หุ้นโตช้า Slow Growers
หุ้นโตช้ามักจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ๆ หรือ เป็นธุรกิจที่ไม่รู้จะขยายยังไงต่อ ถ้าเทียบกับการขยายตัวของประเทศพวกนี้จะโตน้อยกว่าอีก เมื่อขยายไม่ได้แต่มีกำไรเกิดขึ้นก็จะเอากำไรมาจ่ายเงินปันผล ธุรกิจแบบนี้เราไม่สามารถหาการเจริญเติบโตกับมันได้มากนัก แน่นอนว่าพอมันไม่เติบโตอะไรมันก็จะไม่ได้มีราคาที่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่
2. หุ้นแข็งแกร่ง Stalwarts
หุ้นแข็งแกร่ง แข็งแรง จะเป็นหุ้นที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี แต่การเติบโตก็จะไม่ได้สูงมาก เพราะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่จะโตแบบตู้มๆๆหลายๆเท่าก็ต้องใช้เวลาเพราะมันใหญ่โตของมันอยู่แล้ว แต่หุ้นเหล่านี้จะเป็นหุ้นที่ปลอดภัยอยู่มันจะอยู่รอดของมันได้ในวิกฤต ของก็ขายได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นพวก อาหารสุนัข ซีเรียลที่ทานกันตอนเช้า รวมไปถึงพวกน้ำอัดลมอย่างโค้ก
3. หุ้นโตเร็ว Fast Growers
หุ้นโตเร็วจะเป็นหุ้นแนวที่ ปีเตอร์ ลินซ์ชอบ เมื่อโตเร็วมันก็ย่อมสร้างความมั่งคั่งให้กับเราได้มาก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหุ้นขนาดเล็กที่เกิดใหม่ การขยายตัวทำได้เร็ว สังเกตง่ายๆคือธุรกิจไหนที่สามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดได้เร็วบ้าง แต่เมื่อมันเป็นธุรกิจขนาดเล็กมันก็ย่อมมีความเสี่ยง เกิดขยายๆไป สายป่านสั้นก็อาจจะเจอปัญหาทางการเงินได้ สิ่งที่เราควรจะมองกับหุ้นประเภทนี้คือการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการดูผลประกอบการจากงบการเงินต่างๆอย่างใกล้ชิด
4. หุ้นวัฎจักร Cyclicals
หุ้นกลุ่มนี้จะเป็นหุ้นที่เติบโตและตกต่ำตามเศรษฐกิจและความเป็นไปของอุตสาหกรรม คล้ายๆกับแฟชั่นนั่นล่ะที่หลังจากหมดคอลเล็คชั่นหน้าร้อนแล้วก็ต้องลดราคาล้างสต็อกและคอเล็คชั่นในฤดูถัดไป หุ้นประเภทนี้ต้องดูจังหวะ โอกาสและเวลา เช่น หุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมัน ปิโตเคมี ถ่านหิน สินค้าเกษตร อสังหาริมทรัพย์
5. หุ้นฟื้นตัว Turnarounds
ในบางบริษัทอาจจะประสบปัญหา ของขายไม่ได้ ขาดทุนย่อยยับ ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นทำให้ตกต่ำแบบไม่มีใครมอง แต่ก็ไม่แน่ บางทีเราอาจจะเห็นว่ามีการปรับโครงสร้างต่างๆ ทำให้ธุรกิจมันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เมื่อเราเห็นสัญญาณฟื้นตัวของบริษัทแล้วเราได้มีโอกาสลงทุนก็อาจจะทำให้เราโตไปกับมันได้อย่างระเบิดเช่นกัน แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าทุกอย่างมีความเสี่ยงนะครับบางทีจะฟื้นแล้วแต่ไม่ฟื้นจริงก็มี หุ้นแบบนี้มันคล้ายๆกับคนป่วยนะครับ หากเมื่อไหร่ก็ทำมาหากินได้เหมือนเดิม
6. หุ้นทรัพย์สินมาก Asset Plays
บางบริษัทอาจจะมีไข่มุกทองคำข้างในเปลือกหอยที่ดูไม่มีค่าอะไรก็มีนะครับ หลายบริษัทมีทรัพย์สินดีๆเยอะแต่เราไม่เห็นสิ่งที่มันซ่อนไว้ ยกตัวอย่างง่ายๆว่าผมอาจจะมีทีดินเอาไว้ปลูกข้าวอยู่ 20 ไร่ คนก็มองว่ามันไม่ได้ใช้ทำอะไรได้มากกว่าสิ่งที่ทำอยู่ แต่ถ้าวันหนึ่งค้นพบว่าใต้ดินนั้นคือเหมืองเพชรล่ะ? รับรองว่ามูลค่าของมันจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณเลยทีเดียว หุ้นลักษณะนี้ก็ต้องไปนั่งดูๆนะครับว่ามีความลับอะไรซ่อนอยู่ บางทีธุรกิจอาจจะมีอาคารเก่าๆแต่พอประเมินมูลค่าใหม่รวมกับราคาที่ดินแล้วอาจจะมูลค่ามหาศาลเลยก็ได้

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

วิธีการอ่านและวิเคราะห์จิตใจคน

ในสังคมปัจจุบันไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะภาพใดหรือประกอบอาชีพใด ต่างต้องมีการติดต่อสื่อสารพบปะพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือเพิ่มความสัมพันธ์กับผู้อื่นให้ดียิ่งขึ้น และหัวใจที่ทำให้เราประสบความสำเร็จทั้งในหน้าที่การงาน ,ในด้านครอบครัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ก็คือ "การรู้เท่าทันความคิดของผู้อื่น"
การรู้เท่าทันผู้อื่น เพื่อเราจะได้ปรับพฤติกรรมของเราให้เข้ากับ พ่อ แม่ หรือสมาชิกในครอบครัว ,เพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้างานได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้ง ตามที่เคยนำเสนอ ศาสตร์ในการอ่านใจคน ด้วยหลักจริต 6 ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เรารู้แนวโน้มพฤติกรรมของผู้อื่นอย่างกว้าง ๆ และเพื่อให้เราเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น Dr.Dimitrius ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทในการคัดเลือกคณะลูกขุนเข้าร่วมพิจารณาคดีดัง ๆ มากมาย ในสหรัฐอเมริกา ได้เสนอหลักในการอ่านความคิด ,แรงจูงใจและพฤติกรรมของผู้อื่น ณ จุดเวลานั้น เช่น อ่านคนจากน้ำเสียง ,จากวิธีการพูดจา เป็นต้น แต่การอ่านความคิดมนุษย์เป็นเรื่องที่ละเอียดสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก จึงจำเป็นต้องมีกรอบความคิดที่ชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสน เพราะเบื้องหลังพฤติกรรมต่าง ๆ ที่มนุษย์แสดงออกมาย่อมเกิดจาก แรงกระตุ้น ที่ต่างกันไป ดังนั้น เพื่อง่ายต่อการปรับประยุกต์ใช้ Dr. Dimitrius จึงให้หลักเกณฑ์พื้นฐาน 4 ประการ ดังต่อไปนี้
หลักเกณฑ์พื้นฐาน 4 ประการ
การอ่านคนจากน้ำเสียง อ่านคนจากลักษณะการพูดจา
1. มองหารูปแบบของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ
พฤติกรรมซ้ำ ๆ หมายถึง รูปแบบการกระทำที่ใช้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกหรือสถานการณ์เกิดขึ้นเป็นประจำจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัย เช่น เป็นคนกระตือรือร้น หรือเฉื่อยชา , เป็นคนชอบท่องเที่ยวหรือชอบอยู่เฉย ๆ เป็นต้น ดังนั้น เราไม่ควรสรุปผู้อื่นจากพฤติกรรมในครั้งแรกที่รู้จักกัน ( First Impression ) หรือ พฤติกรรมในทาง Negative ที่นาน ๆ เกิดครั้งหนึ่ง
2. หาพฤติกรรมที่เป็นนิสัยของเขาจริง ๆ ( เกิดขึ้นตามธรรมชาติ )
ตามหลักพื้นฐาน พฤติกรรมของมนุษย์สามารถ แยกได้ 2 ประเภท คือ
1.) พฤติกรรมที่สร้างขึ้น อาจจะเพื่อบทบาทหน้าที่การงานในสังคม หรือ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง เป็นต้น
2.) พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คือ พฤติกรรมที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็น " นิสัย " อาจมีสาเหตุจากการเลี้ยงดู หรือถูกหล่อหลอมจากสภาพสังคม เป็นต้น
คำถาม : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพฤติกรรมที่คน ๆ นั้นแสดงเป็นของจริงหรือสร้างขึ้น ?
สังเกตจาก " ระดับความเข้มข้นของพฤติกรรมที่เบี่ยงเบน "ปกติคนเราอาจมีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปบ้าง แต่จะไม่ต่างจากลักษณะนิสัยเดิม ๆ มากนัก แต่ถ้าเบี่ยงเบนแบบสุดกู่ แสดงว่าเป็นพฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่ถูกสร้างขึ้น เมื่อแยกได้แล้ว ไม่ต้องสนใจพฤติกรรมที่สร้างขึ้น ให้คอยสังเกต " จุดเปลี่ยน " เพื่อที่เราจะได้เลือกพฤติกรรมที่จะแสดงออกได้อย่างเหมาะสม
3. ต้องสรุปให้ได้ว่าบุคคลผู้นั้น "คบได้" หรือ "ไม่น่าคบ"
ลักษณะของคนที่น่าคบ มีนิสัยที่จัดอยู่ในประเภท " คนเมตตาผู้อื่น " คือ ใจกว้าง, ยุติธรรม, ดูจริงใจ , พร้อมที่จะให้อภัยผู้อื่น เป็นต้น ลักษณะของคนที่ไม่น่าคบ หรือคบได้แต่ต้องระวัง คือ พวกที่ทำอะไรหวังผลประโยชน์เพื่อตัวเองฝ่ายเดียว , มีความอาฆาตต้องการลงโทษผู้อื่น เป็นต้น
ข้อสังเกต : คน ๆ หนึ่งจะเป็นได้เพียงหนึ่งลักษณะเท่านั้น คือ เมตตา หรือ ไม่เมตตา
4. มองหาจุดแตกต่าง
ต้องแยกให้ออกว่า การกระทำหรือบุคลิกลักษณะภายนอกอะไรบ้างที่ขัดแย้งกับภาพรวมทั้งหมดของคน ๆ นั้น เพราะภายใต้ความแตกต่างนั้น ย่อมมีเหตุสำคัญบางประการ และถ้าเราค้นพบที่มาของความแตกต่างนั้นได้ จะทำให้เรารู้จักคน ๆ นั้นได้อย่างลึกซึ้งและถูกต้องตามความจริง
สรุป : การที่เราจะอ่านความคิดผู้อื่นได้ถูกต้องตามสถานการณ์ หรือ ณ เวลานั้น ๆ เราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า อะไรคือพฤติกรรมซ้ำซากแท้จริงที่ถูกหล่อหลอมจน กลายเป็น " นิสัย " ของเขา เมื่อนั้นเราจึงจะสามารถอ่านความคิดของผู้อื่นได้
การอ่านคนจากน้ำเสียง
1. ระดับความดังของเสียง
1.1 คนเสียงดังผิดปกติ แต่มีรูปร่างเล็ก
ชอบใช้อิทธิพล หรืออำนาจไปควบคุมผู้อื่น ขาดความอดทน หรือ เป็นผู้ที่มีความมั่นใจสูง <
1.2 เสียงเบา และมีโทนเสียงต่ำ
เป็นผู้ที่มีความสงบภายใน มั่นใจในตัวเอง
ข้อสังเกต : จุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
1. จากปกติพูดเสียงเบา มีแนวโน้มว่าช่วงนั้นอาจตื่นเต้น
2. จากปกติพูดเสียงดังแล้วพูดเสียงเบาผิดปกติ มีแนวโน้มว่าอาจมีปัญหาในชีวิต มีความทุกข์ทางกายหรือทางใจ
2. จังหวะของเสียง
2.1 พูดเร็วมาก ๆ แบ่งได้ 2 ขั้ว เป็นคนใจร้อนและมุ่งมั่น หรือ Self-esteem ต่ำ จะพูดเร็วแต่ไม่ชัดถ้อยชัดคำ หรือพูดติดอ่างเพราะตั้งใจให้คนฟังไม่ทัน
2.2 พูดช้ามาก ๆ แบ่งตามรูปร่าง
ถ้าเป็นผู้ที่มีรูปร่างไม่เล็ก : อาจป่วย หรือ เป็นคนที่ Negative มากจนเกิดอาการอ่อนเพลีย
ถ้าเป็นผู้ที่มีรูปร่างสูงใหญ่ : ชอบดูถูกผู้อื่น คิดว่าตัวเองเก่งกว่า และมักมีสายตาเหยียดผู้ฟัง
ข้อสังเกต : จุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
จากปกติพูดช้าแล้วพูดเร็ว : กำลังโกรธ หรือกำลังโกหก
จากปกติพูดเร็วแล้วพูดช้า : กำลังคิดหาคำพูดที่จะสื่อความให้เราเข้าใจเร็วขึ้น
3. พูดจาติด ๆ ขัด ๆ
แนวโน้มลักษณะนิสัย แบ่งได้ 2 ขั้ว ไม่จริงใจ พยายามหาเหตุผลต่าง ๆ เพื่อพูดเข้าข้างตัวเอง หรือ จริงใจ สรรหาคำพูดเพื่อให้คนฟังเข้าใจ
ข้อสังเกต : ให้สังเกตจากร่างกาย ท่าทาง ไม่นิ่ง ขาแกว่งไปมา ไม่สงบ ตัวสั่น ไม่จริงใจ หรือ ท่าทางสงบ สายตานิ่งสงบ จริงใจ
4. น้ำเสียงที่มีการดัด หรือไม่เป็นธรรมชาติ
แนวโน้มลักษณะนิสัย ต้องการแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ มีปัญญา ความสามารถสูงกว่าคนอื่น ๆ ซึ่งความจริงไม่ใช่
5. น้ำเสียงออดอ้อน แนวโน้มลักษณะนิสัย มี 2 ขั้ว เป็นผู้ที่น่าคบ ชอบเป็นผู้ตามคนที่ชอบใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ผู้อื่นทำตาม แต่ไม่อยากให้ผู้อื่นรู้ว่าถูกหลอกใช้
อ่านคนจากลักษณะการพูดจา
1. วิธีการตอบคำถาม
นิ่ง : ผู้ที่ถูกกล่าวหาแล้วนิ่งให้สงสัยไว้ก่อนว่า มีส่วนในความผิดนั้นจริง
พูดยืดยาว : แสดงว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่รู้เรื่องนั้น
2. พูดจาหยาบคาย หรือชอบสาบานตลอดเวลาเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ หรือตื่นเต้นตกใจง่าย จิตใจโหดร้าย, ชอบข่มขู่ผู้อื่น
3. เปลี่ยนเรื่องพูด อาจมาจากสาเหตุ ดังนี้
1.)เบื่อเรื่องที่กำลังสนทนาอยู่
2.) ปกปิดความจริงเกี่ยวกับเรื่องนั้นจึงไม่อยากพูด
ข้อสังเกต : ความเกี่ยวโยงของเรื่องที่เปลี่ยน ถ้าไม่มีความเชื่อมโยงของเรื่องที่เปลี่ยนแสดงว่ากำลังปกปิดความจริง
4. คนที่เปิดเผยตัวมาก
เขาสนในเราจึงยอมเปิดข้อมูลเยอะ หรืออาจต้องการสร้างภาพ
5. คนที่ชอบพูดคำว่า ลุย เป็นคนค่อนข้างก้าวร้าว

Credit :Page มั่วหุ้น