50% มาจากพันธุกรรม
10% มาจากสิ่งแวดล้อม
และ 40% มาจากการเลี้ยงดู
พ่อแม่คู่ไหนมีสุข สดใสเบิกบานเป็นนิจ ลูกก็มีทุนความสุขติดไปด้วยครึ่งหนึ่งแล้ว
ที่เบาใจ คลายเครียด คือ ความสุขจากสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่ว่านั้น ..สร้างได้
ต้นทุนแรกในการสร้างความสุขให้ลูกรัก คือ เวลา ความรักและวิธีเลี้ยงดู ดังนั้นพ่อแม่ต้องจัดสรรเวลาและตารางชีวิตของตัวเองให้ลงตัว เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับลูกได้ อย่างมีคุณภาพ ต้องตกลงกันให้ลงตัวว่าเวลาใดเป็นเวลาระหว่างพ่อกับลูก เวลาใดเป็นเวลาระหว่างแม่กับลูก และเวลาใดเป็นเวลาของพ่อแม่ลูก
คนในบ้านต้องให้เกียรติคำพูดของตนเอง เพราะเป็นหนทางในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ก่อความรัก ให้เกิดความเข้าใจต่อกัน
ลองหันไปดูทีซิว่า
คนในบ้าน อยู่กันอย่างดี หรือวัน ๆ จ้องจะจิก จะตีกัน คนในบ้านอยู่อย่างไว้วางใจกัน หรือวัน ๆ เอาแต่หวาดระแวง และคนในบ้านนี่น่ะ สื่อสารกันด้วยท่าที่ทีอ่อนโยนด้วยความรัก หรือสักแต่ว่าพูดไปตามอารมณ์
เรื่องนี้ไม่ต้องบอกละนะว่าประพฤติตนแบบใดที่จะออกแบบความสุขให้ลูกรักได้
ความกังวล และ ความคาดหวัง คือ กำแพงที่ตั้งตระหง่านกั้น ทำความรักจากพ่อแม่ที่ส่งไปให้..ไม่ถึงลูก
พ่อแม่หลายคนวาดหวังว่าลูกต้องเป็นโน่น นั้น นู่น นี่ ต้องเป็นเด็กดี ต้องว่านอนสอนง่าย ต้องเรียนเก่ง ต้องมีน้ำใจ ต้องอดทน ต้องพูดไพเราะ และต้อง..ต้อง..ต้อง อีกร้อยแปดพันเก้า
ที่ว่าต้องนี่นะ ต้องแรก คือ พ่อแม่ต้องหยุดคาดหวังในตัวลูกก่อน เพราะเมื่อคาดหวังแล้วจะเพ่ง เมื่อเพ่งแล้วจะพล่าม เมื่อพล่ามก็จะพากันพัง เพราะลูกม่ายล่ายหลั่งจาย หรอก..เชื่อเถอะ
หันมาเลี้ยงลูกด้วยวิถีรักดีกว่า
ถ้าจะใช้คำว่าต้อง ..ต้องอย่างนี้
ต้องยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็นและไม่ได้เป็น ต้องยอมรับในสิ่งที่ลูกทำ หรือไม่ทำ คือ ต้องรักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข ลูกจะเป็นอย่างไรก็ต้องรัก
ต้องฟังลูกด้วยความว่างเปล่า ฟังอย่างเปิดใจกว้างและวางอคติ ไม่มีคาดเดา ไม่เอาแต่หวาดระแวง
เมื่อลูกเข้ามากอดหน้ากอดหลังนุงนังนัวเนียเป็นแมวสีสวาท ต้องคิดว่าลูกทำด้วย
ความรักอย่างจริงใจ ไม่ใช่คาดเดา เอาซะใหญ่โตว่า..เอ๊ะทำดีผิดหูผิดตาอย่างนี้จะขออะไรอีกล่ะ..หรือทำอะไรผิด มาแน่ ๆ ถึงมาเอาอกเอาใจพ่อแม่อย่างนี่..หมดสุข ..ลูกละเซ็ง
ต้องมองความเป็นไปของลูกในปัจจุบันขณะ อย่าเอาความผิดพลาดจากอดีตและความกังวลในอนาคตมากำหนด ชวนกันทำปัจจุบันให้ดีที่สุดแล้วอนาคตจะดูแลตัวมันเอง เพราะการมีปัจจุบันที่แข็งแรงคือการทำลายกำแพงความผิดหวังในอดีตและความคาด หวังอย่างงมงายในอนาคต
เมื่อลูกทำผิด คิดพลาด พ่อแม่ต้องให้อภัยลูกได้ทุกเรื่อง และไม่มีการขุดเอาเหตุการณ์เก่าขึ้นพูดมาซ้ำย้ำรอยแผลอีก เพราะถ้าพ่อแม่ไม่ให้อภัย ลูกก็จะไม่สามารถลุกขึ้นเริ่มต้นใหม่ได้เลย
เรื่องอย่างนี้ พ่อแม่ต้องอยู่ในตำแหน่งที่จะเป็นจุดยืนแห่งความรักอันมั่นคงให้กับลูกอย่าง ไม่คลอนแคลน พ่อแม่มีสิทธิที่จะเหนื่อยใจ มีสิทธิที่จะบ่น มีสิทธิที่จะท้อ แต่ไม่มีสิทธิถอดใจ เมื่อล้ม ลูกต้องมั่นใจว่ายังมีพ่อแม่เป็นหลักคอยประคองให้ลุกขึ้นใหม่ได้ เมื่อพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า ลูกต้องมั่นใจว่า มีพ่อแม่เป็นแรงคอยหนุนนำ
ที่สำคัญ คือ ต้องสอนให้รู้จักที่จะรักและมองเห็นข้อดีของผู้อื่นให้เป็น เพราะนี่คือการสร้างฐานความสุขอันแข็งแกร่งให้กับลูก เพราะความรักและความภูมิใจในคุณค่าของตัวเองนั้นเป็นเหมือนรากแก้ว ที่จะทำให้ต้นไม้ยืนหยัดได้อย่างมั่นคง แต่ความรักผู้อื่นเปรียบเสมือนรากฝอยที่จะช่วยให้ต้นไม้นั้นเติบใหญ่ได้ อย่างแข็งแรง มีอายุยืนนาน และแตกยอดทอดกิ่งออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
สุดท้ายในตรงนี้..
คำพูดและการกระทำของพ่อแม่ ทำให้ลูกสัมผัสและรับรู้ถึงความรักได้มากที่สุดดีกว่าการพร่ำพูดว่ารักผ่าน ข้อความทางโทรศัพท์ หรือระบบดิจิตอลใด ๆ
ถ้าทำได้..
พ่อแม่ลูกก็จะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขในบ้านที่แสนอบอุ่น..ตลอดกาล
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น