เพราะการอ่านหนังสือเป็นการพัฒนาลูกน้อยบนพื้นฐานของความรัก ความอบอุ่นจากกายชิดกาย ใจแนบใจระหว่างพ่อแม่และลูก เสียงที่ได้ยินจะไปกระตุ้นประสาทสัมผัสส่วนต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กับเพิ่มพูนคำศัพท์ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ เป็นแบบฝึกหัดแรกในการฝึกสมาธิ ให้ลูกจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานขึ้น
และถ้าอ่านบ่อย ๆ ก็จะทำให้ลูกน้อยฉลาด เพราะเซลล์สมองเกิดการ พัฒนาและแตกแขนงใยสมองให้เพิ่มขึ้น แล้วเชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นสายใยมากขึ้น ซึ่งถ้าเส้นใยสมองเพิ่มขึ้นมากเท่าไร ลูกน้อยก็ยิ่งฉลาดมากขึ้นเท่านั้น
และพ่อแม่หลายคนนี่แหละที่รู้ทั้งรู้ว่าการให้ลูกน้อยดูทีวีน่ะเป็นเรื่องแย่..
แต่การดูโทรทัศน์ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ที่ขาดไม่ได้ไปซะแล้ว กระทั่งพ่อแม่บางคนใช้ทีวีเลี้ยงลูกด้วยซ้ำไป
นี่ไง..ต้นทางของพฤติกรรมที่เป็นต้นแบบให้ลูกกระทืบเท้าปึงปัง กรีดร้องเสียงดังวี้ด วี้ด เหมือนดาราในละครที่ลูกดูกับพ่อแม่ เพราะลูกจะเรียนรู้ สังเกต จดจำ ซึมซับแล้วค่อยๆ สะสมพฤติกรรมเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก
การเห็นความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะทำให้ลูกชาชินคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วน หนึ่งของชีวิต เพราะพ่อแม่นี่แหละที่นำเข้ามาในบ้านแค่ปลายนิ้วกระดิก จนเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ
อีกทั้ง..
ภาพเคลื่อนไหวในโทรทัศน์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้ลูกคุ้นเคยกับการเปลี่ยนอะไรเร็ว ๆใช้ชีวิตแบบปุบปับไม่มีสมาธิอาจกลายเป็นเด็กสมาธิสั้นได้
นักวิชาการออกมาเตือนจนไม่รู้จะเตือนอย่างไรแล้วว่าลูกอายุน้อยกว่า 2 ปีจึงไม่ควรดูทีวีเลย
พ่อแม่ต้องทำกิจกรรมที่มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่และบุคคลอื่นและกระตุ้นการ เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น ร้องเพลง พูดคุย อ่านหนังสือ เล่านิทาน วิ่งเล่น และทำกิจกรรมหลากหลาย เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาของสมองและทำให้เด็กพัฒนาทักษะทางสังคม อารมณ์และทักษะด้านอื่นๆได้อย่างเต็มที่..วิธีนี้ทำให้ลูกน้อยฉลาดได้โดย ง่ายแต่ลงทุนน้อยมาก
ก็ไม่รู้ซินะ..
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอ่านหนังสือน่ะดี ดูทีวีน่ะแย่..แต่พ่อแม่ก็ยังเลือกสิ่งแย่ ๆ ให้ลูก
ลูกใครลูกมัน..ก็แก้ปัญหากันเองละกัน
แต่การดูโทรทัศน์ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ที่ขาดไม่ได้ไปซะแล้ว กระทั่งพ่อแม่บางคนใช้ทีวีเลี้ยงลูกด้วยซ้ำไป
นี่ไง..ต้นทางของพฤติกรรมที่เป็นต้นแบบให้ลูกกระทืบเท้าปึงปัง กรีดร้องเสียงดังวี้ด วี้ด เหมือนดาราในละครที่ลูกดูกับพ่อแม่ เพราะลูกจะเรียนรู้ สังเกต จดจำ ซึมซับแล้วค่อยๆ สะสมพฤติกรรมเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก
การเห็นความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะทำให้ลูกชาชินคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วน หนึ่งของชีวิต เพราะพ่อแม่นี่แหละที่นำเข้ามาในบ้านแค่ปลายนิ้วกระดิก จนเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ
อีกทั้ง..
ภาพเคลื่อนไหวในโทรทัศน์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้ลูกคุ้นเคยกับการเปลี่ยนอะไรเร็ว ๆใช้ชีวิตแบบปุบปับไม่มีสมาธิอาจกลายเป็นเด็กสมาธิสั้นได้
นักวิชาการออกมาเตือนจนไม่รู้จะเตือนอย่างไรแล้วว่าลูกอายุน้อยกว่า 2 ปีจึงไม่ควรดูทีวีเลย
พ่อแม่ต้องทำกิจกรรมที่มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่และบุคคลอื่นและกระตุ้นการ เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น ร้องเพลง พูดคุย อ่านหนังสือ เล่านิทาน วิ่งเล่น และทำกิจกรรมหลากหลาย เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาของสมองและทำให้เด็กพัฒนาทักษะทางสังคม อารมณ์และทักษะด้านอื่นๆได้อย่างเต็มที่..วิธีนี้ทำให้ลูกน้อยฉลาดได้โดย ง่ายแต่ลงทุนน้อยมาก
ก็ไม่รู้ซินะ..
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอ่านหนังสือน่ะดี ดูทีวีน่ะแย่..แต่พ่อแม่ก็ยังเลือกสิ่งแย่ ๆ ให้ลูก
ลูกใครลูกมัน..ก็แก้ปัญหากันเองละกัน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น