วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์เงินเดือน

สำหรับ “มนุษย์เงินเดือน” ที่ไม่ได้มีเงินจากพ่อแม่หรือมีความสามารถพิเศษในการลงทุนและคิดว่าตนเอง  “ไม่มีปัญญา” ในการที่จะเรียนรู้เทคนิคการลงทุนที่จะทำให้สามารถลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูง ๆ  ได้   ต่อไปนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นกลยุทธ์หรือวิธีการลงทุนระยะยาวที่  “ดีที่สุด”สำหรับเขา  มันจะเป็นการลงทุน  “เพื่อการเกษียณ” ที่จะทำให้เขาสามารถมีเงินใช้จ่ายได้ตามสถานะที่เขาเป็นอยู่แบบเดิมไปได้ตลอดชีวิตหลังเกษียณโดยที่ความเสี่ยงที่จะ “ขาดเงิน” มีน้อยมาก ๆ  สิ่งที่เขาจะต้องทำหรือเงื่อนไขนั้นมีหลักการใหญ่ ๆ สามข้อ  มันเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากแต่ต้องอาศัยวินัยและความศรัทธาสูง
            หลักการสามข้อนั้นผมขอเรียกว่าเป็น  “แก้ว 3 ประการ ของการลงทุน”  ที่ผมเคยพูดไว้ในหลาย ๆ  โอกาสซึ่งผมจะทวนอีกครั้งหนึ่งก็คือ  ถ้าหากใครหวังจะรวยหรือประสบความสำเร็จจากการลงทุนสูงนั้น  เขาจะต้องมีแก้วที่ “สุกสว่าง” ทั้ง 3 ดวง  โดยที่แก้วดวงแรกก็คือ เขาจะต้องมี  “เงินลงทุนเริ่มต้น”  หรือเงินที่ได้จากแหล่งอื่นนอกเหนือจากเงินจากการลงทุน เช่น  จากเงินเดือน  เงินที่พ่อแม่ให้หรือเงินมรดก เป็นต้น  “แก้ว”  ดวงนี้จะ “สุกสว่าง” มากน้อยนั้น  บางทีก็ขึ้นอยู่กับ  “โชคชะตา” เช่น  คนที่มีพ่อแม่รวยและพ่อแม่แบ่งเงินมาให้ลงทุนมาก “แก้ว”  ดวงนี้ของเขาก็สุกสว่างมาก  แต่ในอีกด้านหนึ่ง  ความสุกสว่างของแก้วก็อาจจะมากขึ้นได้จากการ  “อดออม”  ของเราเอง  นั่นก็คือ  เราสามารถเพิ่มความสว่างของแก้วของเราได้โดยการบริโภคน้อยลงและเก็บออมแล้วเอามาลงทุนมากขึ้น
            แก้วดวงที่สองคือ  ผลตอบแทนที่เราได้รับจากการลงทุน  ความสุกสว่างของแก้วดวงนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราในการวิเคราะห์และลงทุนอย่างถูกต้อง  อย่างไรก็ตาม  ตามทฤษฎีและตามประวัติศาสตร์การลงทุนที่มีการเก็บสถิติมายาวนานนั้นบอกว่า  หุ้นให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดในบรรดาการลงทุนหลักทั้งหลายในระยะยาว  ดังนั้น  แก้วดวงนี้จะสุกสว่างได้นั้น  เราคงต้องลงทุนในหุ้นเป็นหลัก  ในขณะที่การฝากเงินให้ผลตอบแทนต่ำที่สุด  ถ้าเงินส่วนใหญ่ของเราอยู่ในเงินฝาก  แก้วดวงนี้ของเราก็จะหมองมัว  ส่วนพันธบัตรหรือหุ้นกู้นั้นให้ผลตอบแทนกลาง ๆ   ประเด็นที่ต้องคำนึงถึงก็คือ  ถ้าเราเน้นซื้อหุ้นลงทุนเป็นรายตัวที่อาจจะทำให้แก้วของเราสว่างที่สุด  มันก็มีโอกาสเช่นกันที่แก้วดวงนี้จะ  “แตก”  และความสว่างจะหายไปกลายเป็นแก้วที่  “มืดมน”   เปรียบเทียบก็คือ  แทนที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงก็อาจจะขาดทุนได้ โชคดีที่ว่าเราสามารถที่จะลงทุนในหุ้นผ่านกองทุนรวมที่จะให้ผลตอบแทนที่สุกสว่างพอสมควรได้โดยที่ความเสี่ยงที่จะเสียหายมีน้อยในระยะยาว  ดังนั้น  สำหรับคนที่ไม่เชี่ยวชาญในการเลือกหุ้น  การลงทุนในกองทุนรวมที่อิงดัชนีจึงเป็นทางเลือกที่ดีมาก
             แก้วดวงสุดท้ายก็คือ  ระยะเวลาในการลงทุน  ยิ่งเราลงทุนยาวนานเท่าไร แก้วของเราก็จะสุกสว่างมากขึ้นเท่านั้น  ดังนั้น  คนที่อายุน้อยและแน่วแน่ในการลงทุน  ไม่ออกจากตลาดไม่ว่าในสถานการณ์อะไร  จึงเป็นคนที่มีแก้วที่สุกสว่างอยู่ในมือ 1 ดวงเสมอ  เช่นเดียวกัน  คนที่มีอายุยืนยาวและมีสุขภาพที่ดีก็เป็นคนที่มีแก้วที่สว่างกว่าคนที่อายุสั้นกว่า
            คนที่มีแก้วที่สุกสว่างทั้ง 3 ดวง  และใช้มัน  โอกาสที่เขาจะรวยจากการลงทุนก็จะสูงมาก  คนที่มีแก้วอยู่ในมือแต่ไม่รู้จักใช้ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย  ส่วนคนที่แทบจะไม่มีแก้วที่สุกสว่างเลยซักดวงก็ต้องยอมรับว่าเราอาจจะไม่สามารถรวยจากการลงทุนได้   อย่างไรก็ตาม  คนส่วนใหญ่ที่  “กินเงินเดือน” และอายุยังไม่มากนั้น  หากมีการวางแผนการลงทุนที่ดี  และด้วยการ  “เสียสละ”  การบริโภคในปัจจุบันพอประมาณแต่อยู่ในระดับที่ไม่น่าจะเดือดร้อนนัก  จะสามารถที่จะลงทุนจนมีเงินเพียงพอที่จะใช้ในยามเกษียณได้อย่างสบายโดยที่ความเสี่ยงที่จะทำไม่ได้มีน้อยมาก  มาดูกันว่าทำอย่างไรและเราจะบรรลุเป้าหมายอะไร?
            สมมุติว่าเราอายุ 30 ปี  มีงานประจำที่มั่นคง  มีเงินเดือนตามควรแก่อัตภาพเช่น เฉลี่ยเดือนละ 50,000 บาท และยังไม่เคยลงทุนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว  ข้อเสนอของผมก็คือ  เราต้องเริ่มเก็บออมเงินและลงทุนโดยการหักออกจากเงินรายได้ 15% ทุกครั้งที่ได้รับเงิน  ซึ่งก็คือเดือนละ 7,500 บาท  แล้วนำเงินนั้นลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่อิงดัชนี  SET50 ซึ่งก็คือการลงทุนในหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 50 ตัวโดยไม่มีการเลือกหุ้น  เราทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทุกเดือน  ถ้าเงินเดือนเราสูงขึ้น  เม็ดเงิน 15% ของเราก็สูงขึ้นตามกันไป  เวลาได้เงินพิเศษเช่น โบนัส  เราก็ยังคงต้องหักเงิน 15% ก่อนเพื่อเอาไปลงทุนในหุ้น  การลงทุนในหุ้นทั้งหมดนั้นอาจจะดูว่า  “เสี่ยง”  แต่การที่เราทยอยลงไปเรื่อยเป็นเวลาถึง 30 ปี  ความเสี่ยงจะหายไปมาก  เพราะเราจะซื้อหุ้นเฉลี่ยกันไปทั้งช่วงที่หุ้นถูกและแพง  โอกาสที่เงินออมจะเสียหายมีน้อยมาก  แต่มีโอกาสสูงที่เราจะได้ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละประมาณ 10% ตามสถิติที่เป็นมาในอดีต  ถ้าเราทำแบบนี้  ผลที่จะได้รับหลังจากที่เราเกษียณที่ 60 ปีคืออะไร?
            คำตอบอย่างที่ทำให้เราเข้าใจได้ง่ายที่สุดก็คือ  หลังจากเกษียณแล้ว  เราก็จะสามารถใช้เงินได้เดือนละเท่าเดิมเท่ากับช่วงที่เราทำงานอยู่โดยที่เราไม่ต้องทำงานต่อไปอีก 30 ปี เช่น ถ้าเราได้เงินเดือนในช่วงแรกที่อายุ 30 ปี เป็นเงิน 50,000 บาท ในวันที่เราเกษียณเดือนแรกเราก็สามารถใช้เงินได้เดือนละ 50,000 บาทเช่นกันหลังจากคำนึงถึงเรื่องเงินเฟ้อแล้ว  ที่จริงก็คือใช้ได้ประมาณ 120,000บาท ต่อเดือนซึ่งมีค่าเท่ากับ 50,000ในวันนี้)  และถ้าในช่วงที่เราอายุ 40 ปี  เรามีรายได้เดือนละ 100,000 บาท และเรากันเงิน 15% ซึ่งเท่ากับ 15,000 บาทไว้ลงทุน  ในช่วงที่เรามีอายุ 70 ปี  เราก็จะสามารถใช้เงินได้เดือนละ 100,000 บาทเช่นกันหลังคำนึงถึงเรื่องเงินเฟ้อแล้ว
           มองอีกด้านหนึ่งก็คือ  เงินเพียง 15% นั้น  ถ้าเรากันไว้ลงทุนในหุ้นในวันนี้  มันจะโตขึ้นเป็น 100% หลังหักอัตราเงินเฟ้อแล้ว  ภายในเวลา 30 ปี  ดังนั้น  เงินเพียง 15% ของทุกเดือนที่เราลงทุนไปในวันนี้  อีก 30 ปี มันก็จะกลับมาเลี้ยงเราเต็มจำนวน  ถ้าเราลงทุนตั้งแต่อายุ 25 ปี  โอกาสที่เราจะเกษียณอย่างสบายก็จะสูง  ถ้าเราลงทุนหลังจากอายุ 30 ปีไปแล้ว เช่น เริ่มลงทุนเมื่ออายุ 40 ปี ถ้าจะให้เราสามารถใช้เงินได้เท่าเดิมหลังเกษียณ  เราก็อาจจะต้องกันเงินไว้มากกว่า 15% ของเงินเดือนเพื่อที่จะลงทุน  ภาระก็จะหนักขึ้น หรือถ้ายังรักษาระดับที่ 15%  ในวันที่เกษียณเราก็มีเวลาลงทุนแค่ 20 ปี ซึ่งก็จะทำให้เงินที่เราจะได้นั้นไม่ถึง 100%  ซึ่งก็แปลว่า ในวันเกษียณ  เราอาจจะต้องลดระดับความเป็นอยู่ลง
             คนอายุ 30 ปี ที่เริ่มกันเงินถึง 15% ของเงินเดือนเพื่อลงทุนแต่เขาเน้นไปที่การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้หรือกองทุนผสมที่มีหุ้นน้อย  ผลตอบแทนที่ได้รับก็จะต่ำ  ซึ่งก็อาจจะทำให้เขาไม่สามารถใช้เงินได้เท่าเดิมหลังเกษียณ  และนี่สำหรับผมแล้ว  เป็นการลงทุนที่ไม่เหมาะสม ในระยะสั้น ๆ  นั้น  ความรู้สึกมั่นคงและ “ไม่เสี่ยง”  จากการลงทุนในตราสารหนี้หรือเงินฝากนั้น ไม่คุ้มกับการเสียโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวจากการลงทุนในหุ้น  ว่าที่จริง  ในระยะยาวตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป  หุ้นโดยรวมนั้นมีความเสี่ยงน้อยมาก  โอกาสที่หุ้นจะให้ผลตอบแทนรวมต่ำกว่าตราสารหนี้หรือเงินฝากนั้นผมคิดว่าน่าจะอยู่แค่ในช่วง 5-10 ปีแรกเท่านั้น  หลังจากนั้นแล้วหุ้นก็จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลอด  ดังนั้น  อย่ากลัวที่จะลงทุนหุ้นเต็มที่ถ้าเราจะลงระยะยาวมาก
           สุดท้ายที่ผมอยากจะเพิ่มเติมสำหรับคนที่ต้องเสียภาษีรายได้สูงนั้น  การลงทุนในกองทุน LTF และ RMS ในอัตราที่สูงได้ถึง 15% ของรายได้นั้น  ดูเหมือนว่าจะสอดคล้องกับกลยุทธ์ที่ผมกล่าวถึงมาทั้งหมด  แต่ยังได้สิทธิลดหย่อนภาษีส่วนบุคคลด้วย  ดังนั้น  ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่เหมาะสมและดีที่สุดที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนควรทำ
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Stop! 9 นิสัยทำลายอนาคตลูกรัก

1. บังคับ พ่อแม่ที่เผด็จการ บังคับ เคี่ยวเข็ญ ใช้อำนาจกับลูก
2. พูดปด พ่อแม่ที่พูดปด พูดอย่างทำอย่าง
3. เปรียบเทียบ พ่อแม่ที่ชอบเปรียบเทียบลูกคนหนึ่งกับอีกคน หรือเด็กอื่น 
4. ตามใจ พ่อแม่ที่ตามใจลูกมาก ลูกอยากได้อะไรจะต้องให้ทันที จะทำให้ลูกเป็นเด็กไม่รู้จักอดทนรอคอย
5. ไม่ให้เวลาลูก พ่อแม่ที่มีปัญหาจัดสรรเวลา รู้สึกว่างานที่ทำอยู่ก็แทบไม่มีเวลาให้ลูก ตามหน้าที่ของคนเป็นพ่อแม่ ก็ต้องแบ่งเวลาให้ได้
6. กังวลเกินเหตุ พ่อแม่ที่มักแสดงความกังวลในตัวลูก กลัวสารพัด จะทำให้ลูกพลอยเป็นเด็กวิตกกังวลตาม จนขาดความเชื่อมันในตัวเองได้
7. ปกป้องมาก พ่อแม่ที่ถนอมลูกดุจไข่ในหิน ไม่ยอมให้ทำอะไรทั้งที่ลูกโตแล้ว
8. เจ้าระเบียบ พ่อแม่ที่เจ้าระเบียบมาก ทุกอย่างต้องตรงเป๊ะ ไม่ยืดหยุ่นผ่อนปรน
9. ลำเอียง พ่อแม่ที่เลือกที่รักมักที่ชัง รักลูกชายมากกว่าลูกสาว รักน้องมากกว่าพี่หรืออื่น ๆ ที่ลำเอียง เพราะเด็กอยากได้รับความเสมอภาค พ่อแม่จึงไม่ควรทำ
ที่มา: นิตยสารMother&Care

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ยอดวิชา..แม่ไม้ ของ "เสี่ยยักษ์" เซียนหุ้นพันล้าน

กระทู้คำถาม หุ้น ความเป็น "สุดยอด" ของนักเล่นหุ้นธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ลงทุนจากเงินก้อนเล็กๆ เพียง 2 ล้านบาท แล้วประสบความสำเร็จจนมีเงินนับ "พันล้านบาท"จาก "ต้นกล้า" ฝ่าแดดต้านฝน จนเป็น "ไม้ใหญ่" เขาเป็น 1 ในนักลงทุนนับหมื่นคนที่ทำได้ "ถนนนักลงทุน" รวบรวมคำพูด และวลีเด็ดๆ จากกูรูหุ้นรายนี้
1.ถ้าเราเลือกหุ้นพี/อี ต่ำ พื้นฐานดี แต่ซื้อแล้วราคาไม่ขึ้น..มีแต่ลง แสดงว่าความคิดของเรา "ผิด" คุณต้องเปลี่ยน "อย่าดันทุรัง"
2.สมัยที่ยังเล่นหุ้นไม่เก่ง วิธีที่ผมใช้จะ "ลอกข้อสอบคนเก่ง" แต่ระหว่างที่เราลอกข้อสอบเขา เราก็ต้องพัฒนาตัวเองตามให้ทัน
3.จากประสบการณ์มากกว่า 20 ปี จะซื้อหุ้นให้ได้กำไร เราต้องกล้าไปจ่ายตลาด "ตอนประมาณ ตี 5" หรือ อีก 1 ชั่วโมงก่อนฟ้าสาง...ผีไม่มี เฮียประธาน เขาเป็นเจ้าของคอร์ดแบดมินตันแถวถนนบางรัก ฉายาเขา คือ "พญาอินทรี" ถ้าวันไหนที่พวกเรา "เละ" หรือ "เจ๊ง" กันหมด เขาจะบินมาเลย..เขาจะมาซื้อหุ้น
4.วิธีการเอาตัวรอด ในช่วงที่ต้องเผชิญกับ "วิกฤติการณ์" ทางเดียวที่จะทำให้เรา "รอด" คือ การตัดนิ้ว (Cut Loss) ยอมขาดทุนรักษาชีวิต
5.การเล่นหุ้นเพื่อหวังกำไร 3-5% เป็นการลงทุนที่มีโอกาส "ร่ำรวยได้ยาก" เพราะการตัดสินใจซื้อ-ขายบ่อย โอกาสผิดพลาดจะสูง
6.ในจังหวะที่หุ้นเป็นขาขึ้น เราต้อง Let the Profit Run ปล่อยให้กำไรวิ่งเต็มสตีม เมื่อไรที่ราคาเริ่มปรับฐานลงมาพร้อมวอลุ่ม เราต้องรีบล้างพอร์ตออกไป ท่องเอาไว้เลย "วอลุ่มพีค" คือ "ราคาพีค" และ ถ้าหุ้นปรับฐานแล้ว "รีบาวด์" แต่ไม่ทำ "นิวไฮ" ใหม่.."มันต้องลง"
7.ถ้าหุ้นเป็น "ขาลง" แล้ว "วอลุ่มหาย" นี่เป็นตามธรรมชาติ แต่ถ้าหุ้นเป็น "ขาขึ้น" แล้ว "วอลุ่มหาย" นี่มันผิดกฎธรรมชาติ ให้สงสัยไว้ก่อนว่า "มันกำลังจะวิ่ง"
8.กรณีที่หุ้นจะปรับตัว "ลงแรง" วอลุ่มมักจะทำ "พีค" ก่อน ให้สังเกตว่า รายย่อยจะแห่เข้าใส่แบบไม่ลืมหูลืมตา เวลาที่หุ้นปรับตัว มันจะ "ลงลึก"
9.ในช่วงของการสะสมหุ้น ถ้าเป็น "หุ้นดี" ให้สังเกตฝั่ง Bid (ซื้อ) จะน้อย แต่ฝั่ง Offer (ขาย) จะเยอะ ภาวะอย่างนี้ คือ ช่วงที่ดัชนี SET ประมาณ ตี 4 ตี 5 คนยังเล่นหุ้นไม่เต็มตัว เขาจะรอรับ ไม่ไล่ราคา
10.จุดที่มั่นใจที่สุด คือ จุดที่อันตรายที่สุด และจุดที่อันตรายที่สุด คือ จุดที่ปลอดภัยที่สุด นั่นคือ ประมาณ ตี 5 ถึง ตี 5 ครึ่ง ก่อนฟ้าสาง
เครดิต : เนชั่นกรุ๊ป

วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

นักลงทุนหมอประมุข "ชนะหุ้นด้วย 7 กลยุทธ์"

กลยุทธ์การลงทุนของ “น.พ.ประมุข วงศ์ธนะเกียรติ” มีด้วยกัน 7 ข้อ คือ
1.หุ้นตัวนั้นต้องมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น หรือ ROE สูง 15-20 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ROE จะบ่งบอกความสามารถของผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น “ยิ่งสูง ยิ่งดี” แต่บางครั้งก็มีตัวหลอกเหมือนกัน หากบริษัทนั้นมีหนี้สินจำนวนมาก ฉะนั้นต้องดูดีๆ อย่ารีบเชื่อ
ข้อ 2. หุ้นตัวนั้นต้องมีอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ หรือ ROA สูงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ข้อ 3.ต้องมี PEG ratio น้อยกว่า 1 เท่า คือ การเทียบค่า P/E ratio กับการเจริญเติบโตของกำไรสุทธิ (Growth) หาโดยนำค่า P/E ratio ตั้งหารด้วยเปอร์เซ็นต์การเจริญเติบโตนั้น บริษัทใดที่ราคาหุ้นต่ำจะน่าซื้อ ถ้าค่า PEG ratio เกิน 1 แสดงว่า ราคาหุ้นสูงเกินไป
ข้อ 4.ต้องมีอัตราเงินปันผลตอบแทน หรือ Dividend Yield อยู่ในระดับ 3.5-4 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ถามว่า ทำไมต้องเป็นตัวเลขนี้ เพราะเป็นตัวเลขที่มากกว่าอัตราเงินเฟ้อที่ปกติจะอยู่ระดับ 3 เปอร์เซ็นต์ ข้อ 5.หุ้นตัวนั้นต้องมีกระแสเงินสดสูงๆ ยิ่งไม่ต้องจ่ายหนี้จะชอบมากเป็นพิเศษ
ข้อ 6. ผู้บริหารต้องไว้ใจได้ พูดแล้วทำได้จริง ซึ่งเราต้องไปคุยกับผู้บริหารบ่อยๆ ยิ่งเขาถือหุ้นประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งชอบเพราะมันจะบ่งบอกว่า เขาจะทุ่มเทในการทำงานมากขนาดไหน
ข้อสุดท้าย จะดูปัจจัยทางกายภาพ ธุรกิจนี้มีความแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน โอกาสเติบโตของรายได้และกำไรเป็นอย่างไร สินค้าหรือธุรกิจหลักจะเติบโตไปตามชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ และลูกค้านิยมชมชอบสินค้ามากหรือน้อยแค่ไหน ที่สำคัญจะดูว่าคู่แข่งของเขามีใครบ้าง หากจะมีคู่แข่งเกิดขึ้นใหม่จะเข้ามาในธุรกิจนี้ได้ง่ายหรือยาก
ปกติจะไม่นิยมดูเส้นเทคนิคและไม่เคยนำมาประยุกต์ใช้ เพราะไม่เข้าใจในหลักการ ส่วนใหญ่จะดูเพียงราคา ณ ปัจจุบัน เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับมูลค่าที่ประเมินไว้ว่า มันมีส่วนลด หรือ Margin of Safety เป็นที่น่าพอใจหรือไม่
ที่มา (BizWeek)

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ทำงานออฟฟิศให้ตาย ก็ไม่มีทางรวย

Written by  

บทความนี้เราทำขึ้นมา อยากให้เหล่าพนักงานออฟฟิศทุกท่านได้อ่านกัน ชื่อหัวข้อแรงๆ ตรงๆแบบนี้ มันตรงและเป็นเรื่องจริงที่สุด และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่มีวันรวยจากการทำงานออฟฟิศ

     ชีวิตในยุค 2014 เป็นยุคที่เปลี่ยนแปลงจากสมัยก่อนๆ หรือช่วงฟองสบู่แตกมากมาย หลายๆอย่างได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ดังนั้นเราจึงต้องหยุดคิดถึง Success Factors in Life หรือวิธีประสบความสำเร็จในชีวิตเสียใหม่ ความเชื่อในสมัยก่อนว่า เข้าโรงเรียนดีๆ เรียนให้ได้เกรดดีๆ ทำงานในบริษัทมั่นคงไปตลอดจะทำให้อนาคตสดใสนั้น ต้องบอกว่ามันเป็นเพียงภาพความฝัน หรือถึงมี ก็อาจจะเป็นกลุ่มคนจำนวนไม่ถึง 1% ในบริษัท ที่จะสามารถร่ำรวย ก้าวหน้า จากการทำงานออฟฟิศได้ เพราะสมัยนี้เรื่องความสามารถ ความทุ่มเท อาจจะแพ้ให้กับความประจบ หรือความสนิทชิดเชื้อกับผู้ใหญ่ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการทำงานออฟฟิศถึงไม่สามารถทำให้คุณประสบความสำเร็จ และมีอิสระภาพทางการเงินได้
หลังอ่านบทความนี้จบ หลายคนคงเริ่มคิดได้ จะได้มีเวลาเริ่มต้น เตรียมตัวลงทุนได้ทันทีครับ

1. เวลามีค่ากว่าเงิน
     วลีอมตะที่ได้ยินกันมายาวนาน แต่น้อยคนที่จะทำได้ เพราะความจำที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน แต่ถ้าคุณเริ่มอยู่ในจุดนึง เช่นอายุ 30 ปี คุณอาจจะต้องคิดเรื่องนี้ให้จริงจังมากขึ้น เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงอายุนี้ รายได้จะเริ่มเยอะขึ้น พร้อมกับตำแหน่ง และความรับผิดชอบที่มากขึ้นๆ ทำให้หลายคนติดอยู่ในวังวน รู้สึกตัวอีกทีก็เกือบ 40 ปี และเวลาเป็น one-time deal ผ่านแล้วผ่านเลย คุณจะไม่สามารถเอาเงินที่มีมากมายไปทำกิจกรรมที่อยากทำในช่วงอายุ 30 ได้ หรือจะไปท่องเที่ยว ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่เงินเป็นสิ่งที่หาใหม่ได้เรื่อยๆ และสมัยนี้มีช่องทางมากมายในการหารายได้ เช่น Internet, Facebook เป็นต้น 

     อย่ารอให้คนรอบข้างของคุณหมดไป คุณถึงจะเริ่มหันมาใส่ใจชีวิตนอกออฟฟิศเลยนะครับ

2. อย่าฝากชีวิตไว้กับเงินเดือนขึ้น หรือดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝาก
     หลายคนมีรายได้เยอะขึ้นมาก ในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป แต่ความต่างของคนรายได้สูงในช่วงนี้คือการเอารายได้นั้นไปทำอะไร สำหรับคนที่ conservative มากๆ อาจจะเลือกเอาเงินไปฝากธนาคารโดยไม่ได้ลงทุนในด้านใดๆ ลองคำนวนเร็วๆดูว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 1.5 - 3% ขึ้นอยู่กับรูปแบบของบัญชีนั้นๆ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 2.5% (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย 2557) นั่นหมายความว่าในแต่ละปี คนที่ฝากเงินในธนาคารอย่างเดียว แทบจะไม่มีเงินงอกเงยเลยนะครับ
    
     คำแนะนำคือ ให้เอาเงินที่เก็บไว้นั้น ไปลงทุนในรูปแบบอื่นเพื่อเพิ่ม Passive Income ผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เช่น ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ลงทุนในตลาดหุ้น ลงทุนในตราสารหนี้ต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยเกือบ 10% ต่อปี จากนั้นก็นำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่ตัวเองถนัด เพื่อต่อยอดสร้างรายได้ไม่รู้จบ และมีอิสระภาพในชีวิตในที่สุด
     
3. ทำงานให้คนอื่น ได้เงินในอัตราที่พออยู่ได้ แต่สร้างผลกำไรให้บริษัทนั้นๆไม่รู้จบ  
     สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ มีหลักการง่ายๆอยู่ว่า Asset ทำให้ก่อเกิดรายได้ และรายได้นั้นจะถูกนำมาแบ่งเป็นเงินเดือนของคุณในแต่ละเดือน แล้วอะไรคือ asset? ตัวคุณนั่นแหละครับคือ Asset สำหรับบริษัท เงินเดือนค่าจ้างที่คุณได้รับจากบริษัท แน่นอนว่าต้องมีการคำนวน หักลบปัจจัยต่างๆมาแล้ว และมูลค่าของเงินเดือนมีแต่จะค่อยๆลดลงไปทุกปี เงินของคุณด้อยค่าลง ในขณะที่คุณต้องหารายได้ให้กับบริษัทมากขึ้นๆทุกปี ตามเป้าที่บริษัทวางเอาไว้ ถ้าทำไม่ได้? เงินเดือนของคุณก็อาจจะเพิ่มน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ และกลายเป็นลดมูลค่าลงในที่สุด

     ในเมื่อตัวของเรา ความสามารถของเราเป็น Asset ที่บริษัทใหญ่ๆต้องการ แล้วทำไมเราไม่เอา Asset นั้นมาพัฒนาบริษัทของตัวเองหละครับ? ยิ่งเหนื่อยมาก คุณยิ่งได้มาก เป็น Asset ที่ไม่รั่วไหลไปไหน 

4. ปรับตัวและวิธีการหาเงินให้เข้ากับยุคสมัย
     สำหรับคนทำงานรุ่น Gen-X ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ไม่กล้ารับความเสี่ยง หรือการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ตรงกันข้ามกับเด็ก Gen-Y ที่มีความฝันและมุ่งมั่นในการทำธุรกิจของตัวเอง เพราะไม่อยากเป็นลูกน้องใคร ดังนั้นพวกเราคน Gen-X อาจจะต้องปรับ Mindset เสียใหม่ ก้าวออกจาก Comfort Zone ที่ขังเราเอาไว้ มองหา trend ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา และลงมือทำทันที ที่มั่นใจว่า Business Plan ของเราถูกต้อง ถ้าจะให้เห็นภาพ ก็ลองดูบรรดาเจ้าของกิจการอายุยังน้อยดูซิครับ 

     อ่านถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนน่าจะเห็นภาพได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นชีวิตที่เหล่าพนักงานออฟฟิศมักจะจับกลุ่มคุยกัน สุดท้ายแล้วก็ต้องดูว่าคุณจะสามารถปรับเปลี่ยน Mindset ได้แค่ไหน ขอให้ทุกท่านโชคดี มีกิจการเป็นของตัวเองกันทั่วหน้าไว้ก่อนละกันครับ

- See more at: http://unlockmen.com/business/item/674-working-for-someone-else-never-get-you-rich.html#sthash.qHLlui4X.dpuf

"ซื้อหุ้นเหมือนซื้อบ้าน"

บทความของวอร์เรน บัฟเฟตในนิตยสารฟอร์จูนต่อจากฉบับที่แล้วในเรื่องของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของเขาทั้งฟาร์มในรัฐเนบราสกาและอาคารสำนักงานให้เช่าในนิวยอร์ค

“ราคาหุ้นที่ผันผวนในตลาดหุ้นไม่ได้ทำให้นักลงทุนที่แท้จริงสะทกสะท้าน เช่นเดียวกับราคาที่ดินที่เพื่อนบ้านตะโกนบอกซื้อขายที่ดินในละแวกฟาร์มของผมก็ไม่ได้ทำให้การลงทุนในฟาร์มของผมต้องเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ในความเป็นจริงตลาดหุ้นที่ตกต่ำอาจเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนตัวจริงถ้าเขามีเงินเหลือและราคาหุ้นลดลงไปมากกว่ามูลค่าที่เหมาะสม บรรยากาศของความกลัวในตลาดหุ้นคือเพื่อนที่ดีในการลงทุน ส่วนบรรยากาศโลกสวยอาจเป็นศัตรูตัวร้ายของนักลงทุน
ในช่วงวิกฤติซัพไพร์มในปี 2008 ผมไม่เคยคิดขายที่ดินที่ฟาร์มในรัฐเนบราสกาและอาคารสำนักงานในนิวยอร์คของผมเลยถึงแม้ว่าเศรษฐกิจตกต่ำกำลังจะคืบคลานเข้ามา และในเวลาเดียวกันถ้าผมถือหุ้นในบริษัทที่ดีมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งและมีอนาคต คงเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเลยที่ผมจะขายหุ้นนั้นไปในช่วงเวลาเช่นนั้น ทำไมผมต้องขายหุ้นบริษัทที่ดีเหล่านั้นออกไป จริงอยู่บางบริษัทอาจจะมีผลประกอบการที่แย่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำแต่บริษัทในพอร์ตรวมๆแล้วสามารถทำผลงานได้ดีอย่างแน่นอน

เมื่อผมและชาร์ลี มังเกอร์ตัดสินใจซื้อหุ้น ถึงแม้จะซื้อเพียงส่วนนึงของหุ้นของบริษัททั้งหมดแต่เราก็จะใช้การวิเคราะห์เหมือนกับเราซื้อกิจการนั้นทั้งบริษัท อันดับแรกเราจะดูว่าเรามีความสามารถในการทำนายผลประกอบการของบริษัทนั้นในอีกอย่างน้อยห้าปีข้างหน้าหรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ เราจะซื้อหุ้นนั้นเมื่อราคาหุ้นอยู่ในราคาที่เหมาะสมและต่ำกว่ามูลค่าของบริษัทที่เราประเมินได้ ถ้าเราพบว่าเราไม่สามารถประเมินผลประกอบการในอนาคตของบริษัทนั้นได้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น เราก็เพียงค้นหาหุ้นบริษัทอื่นๆต่อไป ในช่วงเวลา 54 ปีของการลงทุนของเรา เราไม่เคยใส่ใจในเศรษฐกิจมหภาค การเมืองหรือความคิดเห็นของคนอื่นๆ ในความเป็นจริงเราไม่เคยสนใจเรื่องเหล่านี้เลยในการตัดสินใจลงทุนของเรา

มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่เราต้องเข้าใจใน”ขอบเขตของความรู้” (Circle of Competence) ที่เรามีอยู่และพยายามไม่ออกนอกกรอบที่เรามีความรู้จริง ถึงแม้เราจะเคยทำผิดพลาดทั้งการลงทุนในหุ้นและบริษัทที่เราซื้อมา แต่ความผิดพลาดนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ใหญ่มากจนทำให้เราเกิดปัญหา เราไม่เคยไล่ราคาหุ้นหรือซื้อบริษัทในช่วงที่ราคากำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่หยุด

นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้ศึกษาธุรกิจที่จะลงทุนอย่างจริงจัง ถ้าพวกเขาฉลาดพอ เขาจะพบว่าพวกเขาไม่อาจคาดเดาผลประกอบการของธุรกิจนั้นในอนาคตได้ทุกบริษัท แต่ยังมีข่าวดีสำหรับนักลงทุนสมัครเล่นทั้งหลาย นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ธุรกิจ เพราะในภาพรวมธุรกิจของสหรัฐทำผลประกอบการได้ดีและคาดว่าจะทำได้ดีตลอดไป (ถึงแม้จะไม่ราบเรียบตลอดเวลา) ในศตวรรษที่ 20 ดัชนีดาวน์โจนส์เพิ่มขึ้นจาก 66 จุดเป็น 11,497 จุด ในศตวรรษที่ 21 ดัชนีจะต้องเพิ่มขึ้นกว่านี้มาก เป้าหมายของนักลงทุนสมัครเล่นนั้นไม่ใช่การเลือกหุ้นที่เป็นแชมเปี้ยนแต่เป็นการซื้อบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ด้วยการลงทุนในกองทุนดัชนี เช่น เอสแอนด์พี 500 ที่มีค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุนที่ต่ำ

นั่นเป็นเรื่องของ”ลงทุนอะไร”สำหรับนักลงทุนมือสมัครเล่น แต่เรื่อง”ลงทุนเมื่อไหร่”ก็เป็นสิ่งสำคัญ สิ่งที่อันตรายที่สุดคือนักลงทุนมือใหม่ส่วนใหญ่มักเข้าตลาดหุ้นในช่วงที่ตลาดกำลังเพิ่มขึ้นสูงสุดและเริ่มรับรู้ความจริงในโลกการลงทุนเมื่อราคาหุ้นลดต่ำลงจนขาดทุน วิธีแก้ไขคือนักลงทุนควรสะสมหุ้นไปเรื่อยๆในระยะยาวและไม่ขายเมื่อมีข่าวร้ายหรือราคาหุ้นลดต่ำลง นักลงทุนที่ไม่รู้อะไรเลยแต่กระจายความเสี่ยงและมีต้นทุนต่ำส่วนใหญ่จะทำผลตอบแทนได้ดีในระยะยาว นักลงทุนสมัครเล่นที่รู้จักตัวเองจะได้ผลตอบแทนดีกว่ามืออาชีพที่ไม่เข้าใจข้อเสียของตน

ถ้าเจ้าของที่ดินซื้อหรือขายที่ดินบ่อยๆ ราคาพืชผลและประสิทธิภาพของฟาร์มก็คงไม่ได้เพิ่มขึ้น สิ่งเดียวที่จะลดลงคือผลตอบแทนของฟาร์มแห่งนั้นเนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อขายไปมาของที่ดินผืนนั้น นักลงทุนทั้งสถาบันและรายย่อยได้รับการชักชวนให้ซื้อๆขายๆจากคนที่ได้รับประโยชน์จากการซื้อขายนั้น ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหรือค่าคอมมิชชั่นของโบรกเกอร์นั้นรวมๆแล้วเป็นจำนวนเงินที่มากเลยทีเดียวซึ่งทำให้ผลตอบแทนในการลงทุนลดลง ดังนั้นอย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกา รักษาค่าใช้จ่ายในการลงทุนให้ต่ำและให้ลงทุนในหุ้นเหมือนคุณซื้อบ้านหรือซื้อฟาร์มนั่นเอง

เครดิต (วิบูลย์ พึงประเสริฐ)

วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557

หุ้น 6 ประเภท

เครดิต เว็บ aommoney .com

1. หุ้นโตช้า Slow Growers
หุ้นโตช้ามักจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ๆ หรือ เป็นธุรกิจที่ไม่รู้จะขยายยังไงต่อ ถ้าเทียบกับการขยายตัวของประเทศพวกนี้จะโตน้อยกว่าอีก เมื่อขยายไม่ได้แต่มีกำไรเกิดขึ้นก็จะเอากำไรมาจ่ายเงินปันผล ธุรกิจแบบนี้เราไม่สามารถหาการเจริญเติบโตกับมันได้มากนัก แน่นอนว่าพอมันไม่เติบโตอะไรมันก็จะไม่ได้มีราคาที่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่
2. หุ้นแข็งแกร่ง Stalwarts
หุ้นแข็งแกร่ง แข็งแรง จะเป็นหุ้นที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี แต่การเติบโตก็จะไม่ได้สูงมาก เพราะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่จะโตแบบตู้มๆๆหลายๆเท่าก็ต้องใช้เวลาเพราะมันใหญ่โตของมันอยู่แล้ว แต่หุ้นเหล่านี้จะเป็นหุ้นที่ปลอดภัยอยู่มันจะอยู่รอดของมันได้ในวิกฤต ของก็ขายได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นพวก อาหารสุนัข ซีเรียลที่ทานกันตอนเช้า รวมไปถึงพวกน้ำอัดลมอย่างโค้ก
3. หุ้นโตเร็ว Fast Growers
หุ้นโตเร็วจะเป็นหุ้นแนวที่ ปีเตอร์ ลินซ์ชอบ เมื่อโตเร็วมันก็ย่อมสร้างความมั่งคั่งให้กับเราได้มาก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหุ้นขนาดเล็กที่เกิดใหม่ การขยายตัวทำได้เร็ว สังเกตง่ายๆคือธุรกิจไหนที่สามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดได้เร็วบ้าง แต่เมื่อมันเป็นธุรกิจขนาดเล็กมันก็ย่อมมีความเสี่ยง เกิดขยายๆไป สายป่านสั้นก็อาจจะเจอปัญหาทางการเงินได้ สิ่งที่เราควรจะมองกับหุ้นประเภทนี้คือการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการดูผลประกอบการจากงบการเงินต่างๆอย่างใกล้ชิด
4. หุ้นวัฎจักร Cyclicals
หุ้นกลุ่มนี้จะเป็นหุ้นที่เติบโตและตกต่ำตามเศรษฐกิจและความเป็นไปของอุตสาหกรรม คล้ายๆกับแฟชั่นนั่นล่ะที่หลังจากหมดคอลเล็คชั่นหน้าร้อนแล้วก็ต้องลดราคาล้างสต็อกและคอเล็คชั่นในฤดูถัดไป หุ้นประเภทนี้ต้องดูจังหวะ โอกาสและเวลา เช่น หุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมัน ปิโตเคมี ถ่านหิน สินค้าเกษตร อสังหาริมทรัพย์
5. หุ้นฟื้นตัว Turnarounds
ในบางบริษัทอาจจะประสบปัญหา ของขายไม่ได้ ขาดทุนย่อยยับ ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นทำให้ตกต่ำแบบไม่มีใครมอง แต่ก็ไม่แน่ บางทีเราอาจจะเห็นว่ามีการปรับโครงสร้างต่างๆ ทำให้ธุรกิจมันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เมื่อเราเห็นสัญญาณฟื้นตัวของบริษัทแล้วเราได้มีโอกาสลงทุนก็อาจจะทำให้เราโตไปกับมันได้อย่างระเบิดเช่นกัน แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าทุกอย่างมีความเสี่ยงนะครับบางทีจะฟื้นแล้วแต่ไม่ฟื้นจริงก็มี หุ้นแบบนี้มันคล้ายๆกับคนป่วยนะครับ หากเมื่อไหร่ก็ทำมาหากินได้เหมือนเดิม
6. หุ้นทรัพย์สินมาก Asset Plays
บางบริษัทอาจจะมีไข่มุกทองคำข้างในเปลือกหอยที่ดูไม่มีค่าอะไรก็มีนะครับ หลายบริษัทมีทรัพย์สินดีๆเยอะแต่เราไม่เห็นสิ่งที่มันซ่อนไว้ ยกตัวอย่างง่ายๆว่าผมอาจจะมีทีดินเอาไว้ปลูกข้าวอยู่ 20 ไร่ คนก็มองว่ามันไม่ได้ใช้ทำอะไรได้มากกว่าสิ่งที่ทำอยู่ แต่ถ้าวันหนึ่งค้นพบว่าใต้ดินนั้นคือเหมืองเพชรล่ะ? รับรองว่ามูลค่าของมันจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณเลยทีเดียว หุ้นลักษณะนี้ก็ต้องไปนั่งดูๆนะครับว่ามีความลับอะไรซ่อนอยู่ บางทีธุรกิจอาจจะมีอาคารเก่าๆแต่พอประเมินมูลค่าใหม่รวมกับราคาที่ดินแล้วอาจจะมูลค่ามหาศาลเลยก็ได้

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

วิธีการอ่านและวิเคราะห์จิตใจคน

ในสังคมปัจจุบันไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะภาพใดหรือประกอบอาชีพใด ต่างต้องมีการติดต่อสื่อสารพบปะพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือเพิ่มความสัมพันธ์กับผู้อื่นให้ดียิ่งขึ้น และหัวใจที่ทำให้เราประสบความสำเร็จทั้งในหน้าที่การงาน ,ในด้านครอบครัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ก็คือ "การรู้เท่าทันความคิดของผู้อื่น"
การรู้เท่าทันผู้อื่น เพื่อเราจะได้ปรับพฤติกรรมของเราให้เข้ากับ พ่อ แม่ หรือสมาชิกในครอบครัว ,เพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้างานได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้ง ตามที่เคยนำเสนอ ศาสตร์ในการอ่านใจคน ด้วยหลักจริต 6 ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เรารู้แนวโน้มพฤติกรรมของผู้อื่นอย่างกว้าง ๆ และเพื่อให้เราเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น Dr.Dimitrius ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทในการคัดเลือกคณะลูกขุนเข้าร่วมพิจารณาคดีดัง ๆ มากมาย ในสหรัฐอเมริกา ได้เสนอหลักในการอ่านความคิด ,แรงจูงใจและพฤติกรรมของผู้อื่น ณ จุดเวลานั้น เช่น อ่านคนจากน้ำเสียง ,จากวิธีการพูดจา เป็นต้น แต่การอ่านความคิดมนุษย์เป็นเรื่องที่ละเอียดสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก จึงจำเป็นต้องมีกรอบความคิดที่ชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสน เพราะเบื้องหลังพฤติกรรมต่าง ๆ ที่มนุษย์แสดงออกมาย่อมเกิดจาก แรงกระตุ้น ที่ต่างกันไป ดังนั้น เพื่อง่ายต่อการปรับประยุกต์ใช้ Dr. Dimitrius จึงให้หลักเกณฑ์พื้นฐาน 4 ประการ ดังต่อไปนี้
หลักเกณฑ์พื้นฐาน 4 ประการ
การอ่านคนจากน้ำเสียง อ่านคนจากลักษณะการพูดจา
1. มองหารูปแบบของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ
พฤติกรรมซ้ำ ๆ หมายถึง รูปแบบการกระทำที่ใช้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกหรือสถานการณ์เกิดขึ้นเป็นประจำจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัย เช่น เป็นคนกระตือรือร้น หรือเฉื่อยชา , เป็นคนชอบท่องเที่ยวหรือชอบอยู่เฉย ๆ เป็นต้น ดังนั้น เราไม่ควรสรุปผู้อื่นจากพฤติกรรมในครั้งแรกที่รู้จักกัน ( First Impression ) หรือ พฤติกรรมในทาง Negative ที่นาน ๆ เกิดครั้งหนึ่ง
2. หาพฤติกรรมที่เป็นนิสัยของเขาจริง ๆ ( เกิดขึ้นตามธรรมชาติ )
ตามหลักพื้นฐาน พฤติกรรมของมนุษย์สามารถ แยกได้ 2 ประเภท คือ
1.) พฤติกรรมที่สร้างขึ้น อาจจะเพื่อบทบาทหน้าที่การงานในสังคม หรือ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง เป็นต้น
2.) พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คือ พฤติกรรมที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็น " นิสัย " อาจมีสาเหตุจากการเลี้ยงดู หรือถูกหล่อหลอมจากสภาพสังคม เป็นต้น
คำถาม : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพฤติกรรมที่คน ๆ นั้นแสดงเป็นของจริงหรือสร้างขึ้น ?
สังเกตจาก " ระดับความเข้มข้นของพฤติกรรมที่เบี่ยงเบน "ปกติคนเราอาจมีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปบ้าง แต่จะไม่ต่างจากลักษณะนิสัยเดิม ๆ มากนัก แต่ถ้าเบี่ยงเบนแบบสุดกู่ แสดงว่าเป็นพฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่ถูกสร้างขึ้น เมื่อแยกได้แล้ว ไม่ต้องสนใจพฤติกรรมที่สร้างขึ้น ให้คอยสังเกต " จุดเปลี่ยน " เพื่อที่เราจะได้เลือกพฤติกรรมที่จะแสดงออกได้อย่างเหมาะสม
3. ต้องสรุปให้ได้ว่าบุคคลผู้นั้น "คบได้" หรือ "ไม่น่าคบ"
ลักษณะของคนที่น่าคบ มีนิสัยที่จัดอยู่ในประเภท " คนเมตตาผู้อื่น " คือ ใจกว้าง, ยุติธรรม, ดูจริงใจ , พร้อมที่จะให้อภัยผู้อื่น เป็นต้น ลักษณะของคนที่ไม่น่าคบ หรือคบได้แต่ต้องระวัง คือ พวกที่ทำอะไรหวังผลประโยชน์เพื่อตัวเองฝ่ายเดียว , มีความอาฆาตต้องการลงโทษผู้อื่น เป็นต้น
ข้อสังเกต : คน ๆ หนึ่งจะเป็นได้เพียงหนึ่งลักษณะเท่านั้น คือ เมตตา หรือ ไม่เมตตา
4. มองหาจุดแตกต่าง
ต้องแยกให้ออกว่า การกระทำหรือบุคลิกลักษณะภายนอกอะไรบ้างที่ขัดแย้งกับภาพรวมทั้งหมดของคน ๆ นั้น เพราะภายใต้ความแตกต่างนั้น ย่อมมีเหตุสำคัญบางประการ และถ้าเราค้นพบที่มาของความแตกต่างนั้นได้ จะทำให้เรารู้จักคน ๆ นั้นได้อย่างลึกซึ้งและถูกต้องตามความจริง
สรุป : การที่เราจะอ่านความคิดผู้อื่นได้ถูกต้องตามสถานการณ์ หรือ ณ เวลานั้น ๆ เราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า อะไรคือพฤติกรรมซ้ำซากแท้จริงที่ถูกหล่อหลอมจน กลายเป็น " นิสัย " ของเขา เมื่อนั้นเราจึงจะสามารถอ่านความคิดของผู้อื่นได้
การอ่านคนจากน้ำเสียง
1. ระดับความดังของเสียง
1.1 คนเสียงดังผิดปกติ แต่มีรูปร่างเล็ก
ชอบใช้อิทธิพล หรืออำนาจไปควบคุมผู้อื่น ขาดความอดทน หรือ เป็นผู้ที่มีความมั่นใจสูง <
1.2 เสียงเบา และมีโทนเสียงต่ำ
เป็นผู้ที่มีความสงบภายใน มั่นใจในตัวเอง
ข้อสังเกต : จุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
1. จากปกติพูดเสียงเบา มีแนวโน้มว่าช่วงนั้นอาจตื่นเต้น
2. จากปกติพูดเสียงดังแล้วพูดเสียงเบาผิดปกติ มีแนวโน้มว่าอาจมีปัญหาในชีวิต มีความทุกข์ทางกายหรือทางใจ
2. จังหวะของเสียง
2.1 พูดเร็วมาก ๆ แบ่งได้ 2 ขั้ว เป็นคนใจร้อนและมุ่งมั่น หรือ Self-esteem ต่ำ จะพูดเร็วแต่ไม่ชัดถ้อยชัดคำ หรือพูดติดอ่างเพราะตั้งใจให้คนฟังไม่ทัน
2.2 พูดช้ามาก ๆ แบ่งตามรูปร่าง
ถ้าเป็นผู้ที่มีรูปร่างไม่เล็ก : อาจป่วย หรือ เป็นคนที่ Negative มากจนเกิดอาการอ่อนเพลีย
ถ้าเป็นผู้ที่มีรูปร่างสูงใหญ่ : ชอบดูถูกผู้อื่น คิดว่าตัวเองเก่งกว่า และมักมีสายตาเหยียดผู้ฟัง
ข้อสังเกต : จุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
จากปกติพูดช้าแล้วพูดเร็ว : กำลังโกรธ หรือกำลังโกหก
จากปกติพูดเร็วแล้วพูดช้า : กำลังคิดหาคำพูดที่จะสื่อความให้เราเข้าใจเร็วขึ้น
3. พูดจาติด ๆ ขัด ๆ
แนวโน้มลักษณะนิสัย แบ่งได้ 2 ขั้ว ไม่จริงใจ พยายามหาเหตุผลต่าง ๆ เพื่อพูดเข้าข้างตัวเอง หรือ จริงใจ สรรหาคำพูดเพื่อให้คนฟังเข้าใจ
ข้อสังเกต : ให้สังเกตจากร่างกาย ท่าทาง ไม่นิ่ง ขาแกว่งไปมา ไม่สงบ ตัวสั่น ไม่จริงใจ หรือ ท่าทางสงบ สายตานิ่งสงบ จริงใจ
4. น้ำเสียงที่มีการดัด หรือไม่เป็นธรรมชาติ
แนวโน้มลักษณะนิสัย ต้องการแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ มีปัญญา ความสามารถสูงกว่าคนอื่น ๆ ซึ่งความจริงไม่ใช่
5. น้ำเสียงออดอ้อน แนวโน้มลักษณะนิสัย มี 2 ขั้ว เป็นผู้ที่น่าคบ ชอบเป็นผู้ตามคนที่ชอบใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ผู้อื่นทำตาม แต่ไม่อยากให้ผู้อื่นรู้ว่าถูกหลอกใช้
อ่านคนจากลักษณะการพูดจา
1. วิธีการตอบคำถาม
นิ่ง : ผู้ที่ถูกกล่าวหาแล้วนิ่งให้สงสัยไว้ก่อนว่า มีส่วนในความผิดนั้นจริง
พูดยืดยาว : แสดงว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่รู้เรื่องนั้น
2. พูดจาหยาบคาย หรือชอบสาบานตลอดเวลาเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ หรือตื่นเต้นตกใจง่าย จิตใจโหดร้าย, ชอบข่มขู่ผู้อื่น
3. เปลี่ยนเรื่องพูด อาจมาจากสาเหตุ ดังนี้
1.)เบื่อเรื่องที่กำลังสนทนาอยู่
2.) ปกปิดความจริงเกี่ยวกับเรื่องนั้นจึงไม่อยากพูด
ข้อสังเกต : ความเกี่ยวโยงของเรื่องที่เปลี่ยน ถ้าไม่มีความเชื่อมโยงของเรื่องที่เปลี่ยนแสดงว่ากำลังปกปิดความจริง
4. คนที่เปิดเผยตัวมาก
เขาสนในเราจึงยอมเปิดข้อมูลเยอะ หรืออาจต้องการสร้างภาพ
5. คนที่ชอบพูดคำว่า ลุย เป็นคนค่อนข้างก้าวร้าว

Credit :Page มั่วหุ้น

อย่ารีบซื้อความสุข by เสี่ยยักษ์

คนเรา ต้องตั้งเป้าหมายให้สูงๆ เข้าไว้ และในระหว่างที่ต้นไม้กำลังโต คุณอย่ารีบไปเด็ดยอดทิ้ง อย่าด่วนเอาเงินมาซื้อความสุข ใจเย็นๆ ไว้ก่อน
"คนฟุ่มเฟือย แม้จะรวยก็มักขัดสน คนประหยัด แม้จะจนก็มักมีเหลือเก็บ"
วิชัย วชิรพงศ์ ฝากถึงนักลงทุนรุ่นใหม่ว่า ช่วงที่พอร์ตหุ้นของเรายังไม่โตมาก อย่าด่วนเอากำไรไปซื้อความสุข เพราะนั่นคุณยังไม่ประสบความสำเร็จเลย คุณต้องใจเย็นๆ พัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ เก็บเอากำไรไปลงทุนต่อ
ซึ่งภาษาการลงทุนเรียกว่า.."Reinvestment"
"ผมเห็นมาเยอะ พอได้กำไรหุ้นมา 5-6 ล้านบาท บางคนซื้อนาฬิกาเรือนละ 7-8 แสนมาใส่ มองดูแล้วคนอย่างนี้โอกาสที่จะชนะในระยะยาว "ยาก" แค่เริ่มต้นก็เห็นจุดอ่อนแล้ว"
วิชัยบอกว่า วันที่ตัวเองมีเงินถึง 100 ล้านบาท ถึงได้ให้รางวัลชีวิต ไปซื้อรถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น S 280 มาขับ สมัยนั้นรถรุ่นนี้ราคาคันละกว่า 4 ล้านบาท
"ชีวิตผมแม้จะสำเร็จ..ได้กำไรหุ้นมาตลอด แต่ก็ยังทนใช้รถยนต์คันเก่าไม่ยอมเปลี่ยน บ้านที่อยู่ก็ไม่ใช่บ้านของตัวเอง อาศัยบ้านพ่อตา-แม่ยายอยู่ จำได้ว่าช่วงก่อนหน้าที่ดัชนี SET จะขึ้นมา 1,700 จุด ก่อนหน้านั้น ผมไปขออนุญาตภรรยาว่า..ถ้าวันไหนผมมีเงินถึง 100 ล้านบาทนะ..ขอซื้อรถ Benz มาขับสักคัน"
...แฟนก็บอกว่าเอาเลย ถ้าเธอแน่จริงก็ทำให้ได้ซิ! แล้ววันที่ผมมีเงินถึง 100 ล้านบาท (ช่วงดัชนี 1,700 จุด) ก็ไปซื้อ S 280 มาขับ แต่ก่อนจะซื้อ ช่วงนั้นก็ยังอยู่บ้านพ่อตา-แม่ยาย อยู่ตึกแถวย่านประตูน้ำ ก็ให้แฟนไปบอกพ่อแม่เขาว่า ผมขออนุญาตซื้อรถ Benz นะ เดี๋ยวเขาจะหาว่าเราเป็นคน "โอเวอร์" กลัวเขาจะมองว่าเป็นพวกอวดร่ำอวดรวย"
เมื่อพอร์ตโตขึ้น..มีเงินระดับ 300-400 ล้านบาท วิชัยถึงได้เปลี่ยนมาใช้รถเบนซ์สปอร์ต และเมื่อมีเงินถึงระดับ "พันล้าน" ถึงได้สัมผัสรถยนต์ในฝัน "เฟอร์รารี่" ราคาคันละ 22 ล้านบาท ซึ่งเหมาะสมกับฐานะที่พึงมี
ชีวิตคนเราจะก้าวหน้าต่อไปได้ วิชัยให้แง่คิดว่า คนเราต้องตั้งเป้าหมายให้สูงๆ เข้าไว้ ในระหว่างที่ต้นไม้กำลังโต คุณอย่ารีบไปเด็ดยอดทิ้ง คุณกำไรมา 10-20 ล้านบาท อย่ารีบเอามาใช้จ่าย ใจเย็นๆ ไว้ก่อน
"ผมอยากให้คนเล่นหุ้น ไม่ใช่ว่าได้กำไรมาแล้วคุณเอาเงินไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ผมทนใช้รถคันเก่า โดยตั้งเป้าหมายให้กับตัวเอง เราต้องรู้จักอดทนเพื่อรอวันที่ประสบความสำเร็จก่อน"
ประสบการณ์ตลอด 20 ปีในตลาดหุ้น..ย้ำสอนกูรูหุ้นท่านนี้ว่า ความสำเร็จในตลาดหุ้นเพียงชั่วขณะใดขณะหนึ่ง เราต้องไม่หลงระเริง เพราะนั่นยังไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง..คุณต้องพิสูจน์เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ต้องทำให้ได้เสียก่อน
"...เพราะ "เงิน" จะเติบโตก็เฉพาะกับคนที่รู้จักใช้มัน ในเวลาที่เหมาะสม" เขาเชื่อเช่นนั้น
วิชัยเล่าว่า การตัดสินใจหันเหชีวิตมาเอาดีด้านการเล่นหุ้นเป็นอาชีพ ช่วงแรกโดนดูถูกมาก สุดท้ายถึงได้ล้มล้างภาพให้เห็นว่าคนเล่นหุ้น ก็สำเร็จได้
"ภรรยาผมเป็นหลานอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ครอบครัวเขามีหน้ามีตา มีฐานะ คุณพ่อ-คุณแม่ภรรยาก็เป็นหมอ (อยู่โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลเด็ก) เขามีพี่น้อง 4 คน อนาคตดีๆ กันทั้งนั้นเลย มีแต่ผมเป็นคนจีนต่างด้าว ไม่มีอะไรเลย ห่วยที่สุด ไม่น่าไว้วางใจที่สุด แล้วไปอาศัยอยู่บ้านเขาอีกต่างหาก"
ก่อนจะมาเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ วิชัยบอกว่า ก่อนหน้านั้นสิ่งที่รู้สึกมากก็คือ ไม่รู้ว่าคนรอบข้างจะมองตัวเองอย่างไร ซึ่งก็คิดไปในแง่ร้ายว่า เขาคงมองเราว่าไอ้คนนี้ท่าทางมันจะแย่ที่สุด
ปัจจัยที่จะทำให้เรามีเครดิตจากสังคมรอบข้าง ดีที่สุดเราต้องพิสูจน์ตัวเอง วิชัยมีคติประจำใจว่า หนึ่ง..เราต้องเป็นคนดี สอง..ถ้าเราทำอะไรไว้ต้องได้สิ่งนั้น และสาม..เครดิตสำคัญที่สุด ต้องรักษาไว้
นอกจากนี้เขายังชักจูงคนใกล้ชิด นำเงินมาฝากเพื่อบริหารพอร์ตให้ ถ้าไม่มั่นใจก็รับประกันการขาดทุนให้ด้วย เล่นไม่นานก็ได้กำไรเป็นเท่าตัว
วิชัยบอกว่า บางคนอยากจะเข้ามาเล่นหุ้นเอง แต่ต้องบอกกลับไปว่า.."อย่าเล่นเลย ให้ผมบริหารพอร์ตให้ดีกว่า" ตามปกติการบริหารพอร์ตให้คนอื่น สมมติเอาเงินมาฝาก 100 บาท ถ้าเล่นหุ้นได้กำไรจะต้องได้ส่วนแบ่ง 30% ถ้าขาดทุนต้องช่วยออกด้วย 20% ในวงการทำกันอย่างนี้
แต่สำหรับวิชัย ถ้ากำไรให้คืนไปหมดเลย ถ้าพอร์ตเล็กๆ 1-2 ล้านบาท ก็จะรับประกันการขาดทุนให้ด้วย
"ผมมีความเชื่อว่า การช่วยเหลือคนอื่นมันเป็นตัวส่งเสริมให้เราเล่นหุ้นได้กำไรมาตลอด...คือเราไม่ได้ไปเอาเล็กๆ น้อยๆ จากเขา มันเป็นบุญคุณที่ส่งเสริมให้เราสำเร็จ เพราะใครรู้ข่าวอะไรก็มาบอกเรา มีคนฝากผมตอนนี้ไม่ต่ำกว่า 50-60 ล้านบาท" เขากล่าว
วิชัย สรุปตอนท้ายว่า คนเรานั้น การรักษาเครดิตสำคัญมากๆ อย่าให้เสีย อีกอย่าง เราอย่าไปเอาเปรียบคนอื่น อยู่ในวงการนี้ถึงจะมีพรรคพวก มีคนนับถือ 2 ข้อนี้ จะส่งเสริมให้เราประสบความสำเร็จ..จำไว้!
Credit : @Natthapat Nong