เพลงแรกที่จำได้ว่าแม่ร้องกล่อม คือ เพลงนกเขา
“ นกเอ๋ย นกเขา
ขันแต่เช้าหลายหนไปจนเที่ยง
สามเส้ากุกแกมแซมสำเนียง
เสนาะเสียงเพียงจะงีบรีบระงับ
อันมารดารักบุตรสุดถนอม
สู้ขับกล่อมไกวเปลเห่ให้หลับ
พระคุณท่านซาบซึมอย่าลืมรับ
หมั่นคำนับค่ำเช้านะเจ้าเอย”
แม่มักจะร้องให้ลูกฟังไปพร้อม ๆ กับมือหนึ่งที่โบกพัดสานไล่ยุง ไม่ให้ต้องผิวกายในขณะที่อีกมือหนึ่งเวียนลูบหัว ลูบหลังลูกอย่างเบามือ..ส่งลูกเข้านอนอย่างอบอุ่น ด้วยความละมุนละไม
เสียงที่อ่อนโยน ท่วงทำนองและจังหวะที่นุ่มนวลนั้น คือ เสียงแห่งความรัก เสียงแห่งความเมตตา อาทร และผูกพัน เป็นเสียงที่ไพเราะจับจิตจับใจ…ไพเราะยิ่งกว่านักร้องดัง ๆ คนใด ๆ ในโลกนี้ เพราะสามารถสื่อไปถึงจิตวิญญาณของลูกได้จริง ๆ เสียงและท่วงทำนองแห่งรักอย่างนี้เป็นเสียงที่บ่มสอนให้ลูกทำแต่เรื่องดี ๆ และทำเรื่องยาก ๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่าย และเสียงนี้ เป็นเสียงที่ลูกเชื่อฟัง
แม่ร้องเพลงทุกเพลงด้วยเสียงที่หวานกังวาน ลูกเอื้อนลูกเอ่ยของแม่ แม้ธรรมดา ๆ ไม่ได้ปรุงแต่ง แต่ประทับใจลูกไม่รู้ลืม ฟังกี่ครั้งก็รู้สึกดี นึกถึงทีไรก็อุ่นไปทั้งชีวิต ที่สำคัญ คือ เพลงของแม่ เป็นเพลงที่มีความหมายที่ลึกซึ้ง กินใจ ทั้งถ้อยคำและทำนองเพลง ไม่ว่าจะเป็นจังหวะช้า ๆ ค่อนข้างช้า หรือโจ๊ะ โจ๊ะ ล้วนเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ เร้าใจ ทำให้ลูกของแม่รักเสียงเพลง รักการร้องเพลง แม้เสียงไม่ใสไพเราะอย่างการเวก แต่ก็ร้องลงจังหวะเป๊ะ..เป๊ะ
เพลงของแม่นอกจากจะทำให้ลูกอารมณ์ดีแล้ว ภาษาสวย ๆ ในเพลง ที่เรียงถ้อยร้อยคำตามจังหวะอย่างไพเราะ ทำให้ลูกรุ่มรวยภาษาดี ๆ และมีไว้ใช้ในชีวิตอย่างหลากหลาย
การเล่านิทานและอ่านหนังสือที่มีคำคล้องจอง ที่มีจังหวะในการอ่าน และการทอดเสียง จึงสามารถช่วยเสริมสร้างความจำ และความรู้เกี่ยวกับจังหวะให้กับลูกได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ้ามีการสอดแทรกเรื่องราวของจังหวะในธรรมชาติเข้าไปด้วยก็จะทำให้สมอง ของลูกเกิดพัฒนาได้ดียิ่งขึ้น
รักแม่เป็นที่สุด
“ นกเอ๋ย นกเขา
ขันแต่เช้าหลายหนไปจนเที่ยง
สามเส้ากุกแกมแซมสำเนียง
เสนาะเสียงเพียงจะงีบรีบระงับ
อันมารดารักบุตรสุดถนอม
สู้ขับกล่อมไกวเปลเห่ให้หลับ
พระคุณท่านซาบซึมอย่าลืมรับ
หมั่นคำนับค่ำเช้านะเจ้าเอย”
แม่มักจะร้องให้ลูกฟังไปพร้อม ๆ กับมือหนึ่งที่โบกพัดสานไล่ยุง ไม่ให้ต้องผิวกายในขณะที่อีกมือหนึ่งเวียนลูบหัว ลูบหลังลูกอย่างเบามือ..ส่งลูกเข้านอนอย่างอบอุ่น ด้วยความละมุนละไม
เสียงที่อ่อนโยน ท่วงทำนองและจังหวะที่นุ่มนวลนั้น คือ เสียงแห่งความรัก เสียงแห่งความเมตตา อาทร และผูกพัน เป็นเสียงที่ไพเราะจับจิตจับใจ…ไพเราะยิ่งกว่านักร้องดัง ๆ คนใด ๆ ในโลกนี้ เพราะสามารถสื่อไปถึงจิตวิญญาณของลูกได้จริง ๆ เสียงและท่วงทำนองแห่งรักอย่างนี้เป็นเสียงที่บ่มสอนให้ลูกทำแต่เรื่องดี ๆ และทำเรื่องยาก ๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่าย และเสียงนี้ เป็นเสียงที่ลูกเชื่อฟัง
แม่ร้องเพลงทุกเพลงด้วยเสียงที่หวานกังวาน ลูกเอื้อนลูกเอ่ยของแม่ แม้ธรรมดา ๆ ไม่ได้ปรุงแต่ง แต่ประทับใจลูกไม่รู้ลืม ฟังกี่ครั้งก็รู้สึกดี นึกถึงทีไรก็อุ่นไปทั้งชีวิต ที่สำคัญ คือ เพลงของแม่ เป็นเพลงที่มีความหมายที่ลึกซึ้ง กินใจ ทั้งถ้อยคำและทำนองเพลง ไม่ว่าจะเป็นจังหวะช้า ๆ ค่อนข้างช้า หรือโจ๊ะ โจ๊ะ ล้วนเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ เร้าใจ ทำให้ลูกของแม่รักเสียงเพลง รักการร้องเพลง แม้เสียงไม่ใสไพเราะอย่างการเวก แต่ก็ร้องลงจังหวะเป๊ะ..เป๊ะ
เพลงของแม่นอกจากจะทำให้ลูกอารมณ์ดีแล้ว ภาษาสวย ๆ ในเพลง ที่เรียงถ้อยร้อยคำตามจังหวะอย่างไพเราะ ทำให้ลูกรุ่มรวยภาษาดี ๆ และมีไว้ใช้ในชีวิตอย่างหลากหลาย
การเล่านิทานและอ่านหนังสือที่มีคำคล้องจอง ที่มีจังหวะในการอ่าน และการทอดเสียง จึงสามารถช่วยเสริมสร้างความจำ และความรู้เกี่ยวกับจังหวะให้กับลูกได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ้ามีการสอดแทรกเรื่องราวของจังหวะในธรรมชาติเข้าไปด้วยก็จะทำให้สมอง ของลูกเกิดพัฒนาได้ดียิ่งขึ้น
รักแม่เป็นที่สุด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น