วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

รักลูกให้ถูกทาง


แม่บอกลูกเสมอว่า..
ณ วันที่แม่มีลูก เป็นวันที่พ่อแม่ตั้งใจในการใช้ชีวิตให้ดี..ดีในทุก ๆ ด้าน เพราะมุ่งหวังให้ลูกนั้นมีต้นแบบที่ดีในรายทางชีวิตที่ต้องเดิน
ทั้งพ่อและแม่คิดดี พูดดี ทำดี โดยการทำให้ลูกเห็น เป็นให้ลูกดู เพื่อลูกจะได้มีต้นแบบในการสร้างต้นทุนชีวิตที่ดี มีความเข้มแข็ง อดทน ไม่ว่าชีวิตจะอยู่ที่ไหน จะไปทางใด ขรุขระ ราบเรียบ หรือดีบ้าง ลุ่ม ๆ ดอน ๆ บ้าง มีอะไรมากระทบลูกก็ได้จะไม่กระเทือน
ความรักที่พ่อแม่ให้ลูกนั้น..ทั้งพ่อและแม่ก็ก็ต้องระมัดระวัง เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
แม่ว่า..
พ่อแม่ที่รักลูกมาก ๆ ทำให้ลูกเสียหายเสียผู้เสียคนมาเยอะ เพราะจะดุก็ไม่กล้า จะด่าก็กังวล กลัวว่าลูกจะเกลียด ถ้าเป็นอย่างนี้ลูกโตไปก็เอาตัวไม่รอดแน่
แม่ว่า..
ถ้าจะ รักลูกให้ถูกทาง..พ่อแม่ต้องไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง ต้องเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่น ได้เรียนรู้ ได้คิด ได้แก้ปัญหาเบื้องต้นและได้ทำอะไร ๆ ด้วยตัวเองบ้าง
เมื่อลูกทำดี ทำอะไรสำเร็จ พ่อแม่ก็แสดงความชื่นชม
เมื่อลูกผิดหวังหรือเจ็บปวด พ่อแม่ก็ให้กำลังใจ ปลอบโยน ไม่ทับถม
พ่อแม่ต้องพูดจากับลูกด้วยภาษาและน้ำเสียงที่อ่อนโยนสุภาพ และต้องรู้ว่าเมื่อไรลูกควรได้อะไร รู้ว่าจังหวะไหนควรจะสอนอะไรลูก และรู้ว่าเวลาใดที่ลูกควรจะเรียนรู้สิ่งใด เข้มงวดบ้าง ผ่อนปล่อยบ้าง
ที่สำคัญ คือ..
พ่อแม่ต้องมีลูกอยู่ในสายตาและรู้ว่าลูกกำลังทำอะไรและต้องการอะไร
ลูกดีและเดินถูกทางได้ ก็เพราะพ่อแม่รักลูกอย่างถูก อย่างควร
รักพ่อรักแม่เป็นที่สุด

ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

จะเป็นพ่อแม่แบบเป็ด แบบไก่ หรือแบบไหน..เลือกได้ด้วการ"ทำตัว"

แม่บอกเสมอว่า..
ลูกเกิดมาเพื่อทำให้แผ่นดินนั้นหอมหวนด้วยความพิสุทธิ์ ความเดียงสาและความเป็นธรรมชาติที่อ่อนโยนละมุนละไม
และเมื่อเกิดแล้ว..
ถือเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องให้ความรัก ให้ความดี ให้ความอบอุ่น และต้อง"กล่อม เกลี้ยง เลี้ยง ดู" อย่างดีด้วยการให้อาหารกาย อาหารใจ อาหารสมอง และอาหารธรรมะในสัดส่วนที่พอเหมาะพอดี
งานเลี้ยงลูกของแม่ จึงถือเป็นภารกิจชีวิตที่สำคัญกว่ายิ่งกว่างานปั้นพระของศิลปินที่ยิ่งใหญ่ซะอีก
แม่ว่า..
ผลของการลงใจ ลงรักและลงแรงเลี้ยงลูกของพ่อแม่แต่ละคนจะเป็นอย่างไร ดูได้จากพฤติกรรมของลูก เพราะลูกนี่แหละ คือ กระจกเงาของพ่อแม่
ถ้าพ่อแม่เป็นกระจกเงาใส ใจดี อารมณ์เย็น ลูกก็จะเป็นเงาสะท้อนของคนที่จิตใจดี วางเป็น เย็นได้ ไม่มักได้ใคร่เอา รู้ผิดชอบชั่วดี ใช้ชีวิตอยู่ในทำนองครองธรรม
ถ้าพ่อแม่เป็นกระจกเงาที่ขุ่นมัว ใจร้าย อารมณ์ร้อน ลูกก็จะเป็นเงาสะท้อนของ
คนที่จิตใจร้อนและอารมณ์ที่ร้าย วางไม่เป็น เย็นไม่ได้ มักได้ใคร่เอา ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ใช้ชีวิตล่อแหลมศีลธรรม
และถ้าพ่อแม่เป็นกระจกบานร้าวสะท้อนภาพที่บิด ๆ เบี้ยว ๆ เรื่อยเจื้อยไร้สาระ หยาบคาย รุนแรง ลูกก็จะเป็นเงาสะท้อนของคนที่บิด ๆ เบี้ยว ๆ เรื่อยเจื้อยไร้สาระ หยาบคายและรุนแรงตามไปด้วย
แม่ว่า..
การอบรมบ่มสอนลูกไม่ได้หมายความแคบๆ แค่ “พร่ำสอน” หากแต่หมายถึง
พ่อแม่ต้องเก่งให้ลูกเห็น เป็นคนดีให้ลูกดู และอยู่อย่างมีความสุขให้ลูกประจักษ์
ดังนั้น..
พ่อแม่จึงต้องหันกลับมามองตนเองบ่อย ๆ ด้วย "ใจที่กว้าง และวางอคติ" แล้ววิเคราะห์เองว่าตนนั้นเป็นพ่อแม่แบบไหน
พ่อแม่แบบมาร..
วัน ๆ คอยแต่บั่นทอนให้ลูกตกตํ่า ยํ่าแย นอกจากจะไม่แยแสแล้ว ยังหยาบคาย ไม่สุภาพ เลี้ยงลูกแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ไม่สนใจลูก ทําให้ลูกเจ็บปวด ทําร้ายตบตี ข่มแหงรังแก ไม่สนใจที่จะฟูมฟักรักเลี้ยง
พ่อแม่แบบเป็ด..
ประเภทที่นึกจะไข่ที่ไหน ก็ไข่ทิ้งไข่ขว้างเรี่ยราด ปล่อยปละละเลย ไม่สนใจหรอกว่าลูกจะอยู่ตรงไหน ลูกจะมีกินหรือไม่ หรือจะกินอะไร จะนอนอย่างไร จะเรียน หรือจะใช้ชีวิตอย่างไรไม่ใส่ใจ ไม่สอนไม่สั่ง ให้กำเนิดแต่ไม่เลี้ยงดู ลูกจึงกลายมาเป็นปัญหา กลายเป็นคนที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในทางสังคม
พ่อแม่แบบไก่..
เลี้ยงลูกอย่างดี ดูแลอย่างดี อยู่กับลูกไม่ห่าง ลูกหนาวก็กางปีกโอบให้อุ่น ภัยมาก็กางปีกปกป้องคุ้มครองป้องภัยให้ไปจากลูก คอยคลอเคลีย คุ้ยเขี่ยอาหารให้ลูกได้กินก่อน เป็นพ่อแม่ที่มีลูกแล้วรับผิดชอบ กล่อม เกลี้ยง เลี้ยง ดู ลูกอย่างดี
พ่อแม่แบบพระโพธิสัตว์..
พ่อแม่ในระดับความดีที่สูงขึ้นกว่าแม่ไก่ คือ เมื่อให้กําเนิดลูกออกมาแล้ว ลูกจะเป็นอย่างไรก็รัก จะพิกลพิการอย่างไรก็รัก ใช้ความรู้คู่ความรักถักทอความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่และลูก พ่อแม่อย่างนี้นี่แหละที่จะสร้างอริยะให้เกิดในโลกใบนี้
เพราะพ่อแม่เป็นพ่อแม่แบบโพธิสัตว์ จึงเลี้ยงลูกเป็นอย่างดี ลูกจึงอยู่ในสังคมอย่างดี ไม่เป็นภาระของครอบครัว ไม่เป็นภาระของสังคม และเป็นร่มเงาให้สังคมร่มเย็นได้บ้าง
รักแม่เป็นที่สุด
....
ส่วนหนึ่งของคำนิยมที่ "ตุ๊บปอง" เขียนไว้ในหนังสือ เรื่อง "กล่อม เกลี้ยง เลี้ยง ดู" โดย ว.วชิรเมธี หนังสือดีที่พ่อแม่ควรมีไว้อ่าน

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอ่านหนังสือน่ะดี ดูทีวีน่ะแย่..แต่พ่อแม่ก็ยังเลือกสิ่งแย่ ๆ ให้ลูก

พ่อแม่หลายคนรู้ทั้งรู้ว่าการอ่านหนังสือให้ลูกน้อยฟังน่ะดี..
เพราะการอ่านหนังสือเป็นการพัฒนาลูกน้อยบนพื้นฐานของความรัก ความอบอุ่นจากกายชิดกาย ใจแนบใจระหว่างพ่อแม่และลูก เสียงที่ได้ยินจะไปกระตุ้นประสาทสัมผัสส่วนต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กับเพิ่มพูนคำศัพท์ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ เป็นแบบฝึกหัดแรกในการฝึกสมาธิ ให้ลูกจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานขึ้น
และถ้าอ่านบ่อย ๆ ก็จะทำให้ลูกน้อยฉลาด เพราะเซลล์สมองเกิดการ พัฒนาและแตกแขนงใยสมองให้เพิ่มขึ้น แล้วเชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นสายใยมากขึ้น ซึ่งถ้าเส้นใยสมองเพิ่มขึ้นมากเท่าไร ลูกน้อยก็ยิ่งฉลาดมากขึ้นเท่านั้น
และพ่อแม่หลายคนนี่แหละที่รู้ทั้งรู้ว่าการให้ลูกน้อยดูทีวีน่ะเป็นเรื่องแย่..
แต่การดูโทรทัศน์ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ที่ขาดไม่ได้ไปซะแล้ว กระทั่งพ่อแม่บางคนใช้ทีวีเลี้ยงลูกด้วยซ้ำไป
นี่ไง..ต้นทางของพฤติกรรมที่เป็นต้นแบบให้ลูกกระทืบเท้าปึงปัง กรีดร้องเสียงดังวี้ด วี้ด เหมือนดาราในละครที่ลูกดูกับพ่อแม่ เพราะลูกจะเรียนรู้ สังเกต จดจำ ซึมซับแล้วค่อยๆ สะสมพฤติกรรมเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก
การเห็นความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะทำให้ลูกชาชินคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วน หนึ่งของชีวิต เพราะพ่อแม่นี่แหละที่นำเข้ามาในบ้านแค่ปลายนิ้วกระดิก จนเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ
อีกทั้ง..
ภาพเคลื่อนไหวในโทรทัศน์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้ลูกคุ้นเคยกับการเปลี่ยนอะไรเร็ว ๆใช้ชีวิตแบบปุบปับไม่มีสมาธิอาจกลายเป็นเด็กสมาธิสั้นได้
นักวิชาการออกมาเตือนจนไม่รู้จะเตือนอย่างไรแล้วว่าลูกอายุน้อยกว่า 2 ปีจึงไม่ควรดูทีวีเลย
พ่อแม่ต้องทำกิจกรรมที่มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่และบุคคลอื่นและกระตุ้นการ เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น ร้องเพลง พูดคุย อ่านหนังสือ เล่านิทาน วิ่งเล่น และทำกิจกรรมหลากหลาย เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาของสมองและทำให้เด็กพัฒนาทักษะทางสังคม อารมณ์และทักษะด้านอื่นๆได้อย่างเต็มที่..วิธีนี้ทำให้ลูกน้อยฉลาดได้โดย ง่ายแต่ลงทุนน้อยมาก
ก็ไม่รู้ซินะ..
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอ่านหนังสือน่ะดี ดูทีวีน่ะแย่..แต่พ่อแม่ก็ยังเลือกสิ่งแย่ ๆ ให้ลูก
ลูกใครลูกมัน..ก็แก้ปัญหากันเองละกัน

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ถ้ารัก..ก็อย่าทำร้ายลูก

ลูกไม่อยากทำการบ้าน..เรื่องนี้ต้องอยู่ที่วัยของลูกด้วยนะ
ถ้าเป็นลูกวัย 2 - 5 ปี นี่ก็ใช่อยู่หรอกที่จะไม่อยากทำ โดยเฉพาะการบ้านที่ต้องมาลากเส้น ก.ไก่ ข.ไข่ ค.ควายยยยย..เบื่อจะตายชัก ในห้องเรียนก็ลากจนเอียนอยากจะอ้วกอยู่แล้ว ยังตามมาหลอกหลอนที่บ้านอีก..มันแย่นะ
พ่อแม่บางคนเพ่งโทษ..
เมื่อลูกทำท่าเบื่อหน่ายในการลากตามรูป ก็ให้ร้ายว่าลูกขี้คร้านในการเรียน เพราะขี้เกียจทำการบ้านตามที่ครูสั่งนี่ก็เลวร้ายเกินไป ทำไมไม่คิดถึงใจลูกบ้าง ถ้าพ่อแม่เอาการบ้านเป็นตัวตั้ง มากกว่าจะดูแลใจลูก อย่างนี้เวลาที่ลูกมีทุกข์ จะหันหน้าไปพึ่งใคร..เอาใจลูกเป็นตัวตั้งบ้างเถิด
ครูก็เช่นกัน..
อย่าเอาแต่ชิ้นงานเป็นตัวตั้ง เอาใจเด็กเป็นตัวตั้งบ้าง..จะได้ไม่สร้างเวรต่อกรรมกับเด็กอย่างนี้
เรื่องนี้ ต้องขอวิงวอนครูเด็กปฐมวัย..
สอน สั่ง ให้เด็กเล็ก ๆ นั่งเขียนเรียนอ่านในห้องเรียนนี่ก็โหดมากแล้วนะ อย่าสร้างเวรผูกกรรมตามไปถึงบ้านเลย เมื่อเด็กกลับบ้าน ให้เวลาเด็กได้อยู่กับพ่อแม่ ทำอะไร ๆ ที่ผ่อนคลายประสาพ่อแม่ลูกบ้างเหอะ
การเร่งเรียนเขียนอ่าน เป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในวงการปฐมวัยบ้านเรา เด็กวัย 3 - 5 ปี ต้องเรียนรู้ผ่านการดู ฟัง ท่อง ร้อง เล่น เล่า อ่านและลงมือทำ เพราะไม่เพียงแต่เด็กจะได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้ว แต่ยังพัฒนาการเคลื่อนไหวและสุขภาวะทางกาย พัฒนาทักษะทางสังคม อารมณ์ การคิดสติปัญญา ภาษา จริยธรรมและการคิดสร้างสรรค์
พ่อแม่และครูรู้มั้ยว่าการเร่งเด็ก อย่างไม่สอดคล้องกับธรรมชาติตามวัย จะทำให้เด็กมีปัญหาด้านสังคมและอารมณ์ เพราะจะทำให้เด็กมีความเครียดสูงและมีความคิดสร้างสรรค์ต่ำ
อ้ะ..
ถ้ารัก ก็อย่าทำร้ายลูกกันต่อไปเลย
เพราะแม่ไม่เร่ง ลูกจึงเรียนอย่างมีความสุข
รักแม่เป็นที่สุด

เหตุการณ์จริง ที่เตือนสติ

แนะนำให้อ่านครับ ใช้เวลาไม่กี่นาที คุณได้กำไรชีวิตมากมายเลย อย่าลืมแชร์สิ่งดีๆเหล่านี้ให้แก่คนที่คุณรักนะครับ...ขอบคุณครับ (^_^)~

.ที่เมืองไทยปีที่แล้วมีข่าวเกรียวกราวมาก
คือมีดาราคนหนึ่งซึ่งมีชื่อดังมาก
เป็นคนดำเนินรายการคนค้นคน
ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร นะ
มาเรียนที่อเมริกา
เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิส
ทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุดแม้กระทั้งล้างจาน
ล้างเสร็จแล้วแกต้องเอามาดมดู
ว่าสะอาดจริงมั้ย
กลับไปเมืองไทยก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
มีแฟนก็จีบดาวมหาวิทยาลัยเลย
ต้องให้ดีที่สุด
เวลาแกไปเสนองานอะไรต่าง ๆ
เขียนไว้สามแผน
แผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อ
แกเสนอแผนที่สอง
แผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อแกเสนอแผนที่สาม
ใครไปดีลงานกับแกติดทุกราย
แกมีบ้าน มีรถ มีลูก มีภรรยา
มีธุรกิจ
มีชื่อเสียงทุกอย่าง
แกมีทุกอย่าง
วันหนึ่งแกพักผ่อน
หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พักเลย
ลูกเมียไปขอพบ
บอกไปเจอพ่อที่ออฟฟิต
วันหนึ่งแกไปพักที่ปากช่อง
ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลงไป
ภรรยาพาเข้าโรงบาล
ตรวจพบมะเร็ง
พอพบปุ๊บเป็นระยะสุดท้ายเลย
จริง ๆ เค้าก็เตือนตลอด
แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แก้ไม่ได้
แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล
แล้วก็สารภาพให้รายการคนค้นคน
บันทึกชีวิตแก
ก่อนจะเสียชีวิต
แกก็ไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้อเช็ดตัว
แกก็บอกว่าสังเวชตัวเองมากแทนที่ลูกจะได้ดูแลพ่อแม่
กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาดูแลลูก
ก่อนจะเสียชีวิตแกให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกบอกว่า
พ่อผมเคยบอกว่า ...
เกิดเป็นคนต้องได้ปริญญาสองใบ
1...ปริญญาใบที่หนึ่ง ....
"ปริญญาวิชาชีพ"
เราจะต้องทำมาหากินเป็น
กินอิ่ม นอนอุ่น พูดง่าย ๆ
ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใช้
อยากจะนอนมีบ้านเป็นของตัวเอง
แค่นี้คือปริญญาวิชาชีพ
2...แต่"ปริญญาวิชาชีวิต" ..
ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อแกบอกไว้
แกบอกว่าผมสอบตกโดยสิ้นเชิง
ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพ
แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตก
เพราะอะไร
เพราะทำงานจนป่วยตาย
ก่อนที่จะเสียชีวิตแกได้สารภาพว่าผมได้เตรียมทุกอย่าง
บ้าน รถ
มอบมันให้กับลูกและภรรยา
แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่าง
ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้กับลูกและภรรยา
สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืมและทำให้ผมล้มเจ็บใหญ่ครั้งนี้
สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตัวเองเป็นของขวัญให้กับลูกและเมีย
เพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่วยตาย
...นี่คือปริญญาวิชาชีวิต ...
ธรรมะเราจะต้องมี
ถ้าเราไม่มีธรรมะ
เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นเอง
ที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้วสุขภาพไม่ดี
ดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแล้ว
อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัวเองในแต่ละวันนะ
แต่ละวันควรจะมี
ให้ดูแลตัวเอง ดูจิต
ดูใจตัวเอง
ว่าเราเอ๊ะมันทุกข์
มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่า
แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้
เกินไปหรือเปล่า
พยายามลดลงในแต่ละวัน ๆ
เพื่อที่ว่าอะไร
เพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาสองใบในชีวิต
หนึ่งปริญญาวิชาชีพ
เราทำมาหากินจนประสบความสำเร็จร่ำรวยมั่งคั่ง
มีเงินมีทองใช้มีบ้านอยู่
แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอง
คือวิชาธรรมะ
สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง
ไม่ทุกข์เกินไปไม่เดือนร้อนเกินไป
ทำอะไรให้พอดี
พอดีอยู่ดีมีสุข
อยากเที่ยวให้ได้เที่ยว
อยากพักให้ได้พัก
อยากทำบุญให้ได้ทำบุญ
ลูกหลานมาหาก็ให้ได้มีเวลากับลูกกับหลานบ้าง
อย่าวิ่งไปจนซ้ายสุด ขวาสุด
และมารู้สึกตัวอีกทำจนล้มเจ็บใหญ่ไม่ดี
เพราะอะไร
เพราะว่าสิ่งสูงค่าทีสุดในชีวิตของเรา
เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า..
ว่าอะไรคือสิ่งสูงค่าที่สุด
บางคนก็ตอบเงิน
บางคนก็ตอบเพชร
บางคนก็ตอบทอง
บางคนก็ตอบอำนาจ
บางคนก็ตอบราชบัลลังก์
พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่
สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของพวกเธอคือสุขภาพและชีวิต..
สุขภาพก็คือการที่เราไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
คนที่สุขภาพดีดื่มน้ำธรรมดาก็อร่อยนะ
และก็ชีวิตของเรา
หากบุญกุศลอันใดจะเกิดได้จากการเผยแพร่เรื่องราว ผู้บันทึกก็ขอให้กุศลผลบุญนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขเพื่อปัญญาของเพื่อนผู้ร่วมวัฏฏะทุกท่าน และขอให้ ดร.อนุวัฒน์ ไม่ว่าจะไปอยู่ภพไหนหนใดก็ขอให้มีปัญญาเท่าทันต้นเหตุแห่งทุกข์เช่นที่ท่าน ได้ถ่ายทอดเรื่องราวเตือนสติผู้อื่นไว้...
...ขอขอบพระคุณในข้อคิดดีดี...

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

รู้ยัง..เลี้ยงลูกให้ติดสบาย ลูกโง่ได้นะ

แม่บอกเสมอว่า..
เลี้ยงลูกสมัยนี้มีความรักอย่างเดียวไม่รอดแน่ พ่อแม่ต้องมีความรู้ด้วยลูกจึงจะรอด
แม่ว่า..
พ่อแม่คนไหน ๆ ก็อยากให้ "ลูกน้อยฉลาด" ทั้งนั้น ไม่มีหรอกที่อยากให้ "ลูกฉลาดน้อย" ..ใช่มะ
ไม่ยาก..ลูกฉลาดได้ง่าย ๆ เพียงให้ลูกทำกิจวัตรด้วยตนเอง ให้ลูกถือเป็นธุระเรื่องการทำงานตามสมควรตามวัยตั้งแต่เล็ก เพราะลูกจะได้ใช้ร่างกายและสมองแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำกิจวัตรของตนเอง
แม่ว่า..
ลูกโง่แน่ ถ้าพ่อแม่เลี้ยงลูกแบบเทวดา..ใช้ชีวิตอย่างคนที่ตกเป็นทาสลูก ให้วัตถุแก่ลูกอย่างไม่ฉุดคิดเปรอปรนซะจนลูกหยิบโหย่ง ติดสบาย สุขนิยมเพราะอะไร ๆ ในชีวิตดูเพียบพร้อม วัน ๆ ไม่ให้ลูกทำอะไรเลย ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียขา อย่างนี้จะมาหวังว่าลูกจะฉลาด..ก็ลม ๆ แล้ง ๆ นะ
แม่ว่า..
เมื่อลูกได้ทำกิจวัตรด้วยตนเองจะทำให้ลูกได้ใช้กล้ามเนื้อ ได้เคลื่อนไหว ได้ฝึกคิด ได้ฝึกการแก้ปัญหาและได้ฝึกการจัดระบบในการทำ..นี่แหละวิถีที่จะทำให้ลูกฉลาดได้
ลูกน้อยหอยขมทั้ง 8 จึงต้องมีหน้าที่ นอกจากการดูแลกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองแล้ว ทุกคนต้องช่วยงานบ้าน อย่างลูกชายแม่จะมอบหมายหน้าที่ให้ช่วยงานพ่อ ลูกสาวก็ให้รับผิดชอบงานในครัวและซักรีดเสื้อผ้า ในขณะที่ทุกคนต้องช่วยกันปัดกวาดบ้านเรือน
แม่สอนเสมอว่า..
ใครใช้ คนนั้นต้องดูแลรักษา จะให้คนอื่นมารับผิดชอบในสิ่งที่ลูกทำไม่ได้ มากบ้าง น้อยบ้าง หนักบ้าง เบาบ้าง ถี่ห่างก็ต้องทำ..และต้องทำอย่างเต็มกำลัง และเต็มใจ
ลูกน้อยหอยขมทุกตัวจึงถือเป็นธุระในการช่วยแม่ยกที่นอน หมอน มุ้งมาผึ่งแดด ละหยากไย่ แคะร่องพื้น เช็ดตู้ยาของพ่อ ทำความสะอาดตู้เสื้อผ้า
ที่สำคัญ คือ..
ทุกคนต้องรับผิดชอบของใครของมันเฉพาะตัว ตกแต่งได้ตามรสนิยม คือ ชั้นเก็บหนังสือของตนเอง..ซึ่งทุกคนมีเป็นของตัวเอง
ลูกทำได้อย่างดี เพราะมีสติปัญญาที่แม่มีวิธีสร้างอย่างเป็นธรรมชาติ
รักแม่เป็นที่สุด

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เมื่อลูกถูกเพื่อนแกล้ง

แม่ที่น่ารักท่านถามด้วยความกังวลว่า..
ลูกสาวเข้าเรียน ป.1 กลับมาบ้านบอกว่า โดนเพื่อนหยิก ตอนแรก แม่ก็สอนให้บอกครู แต่ลูกสาวไม่กล้า
แม่แอบคิดว่า..
หรือจะสอนให้ลูกสู้เลยดีไหม ธุระอะไรจะมายืนให้เค้าทำแต่ฝ่าเดียว..แต่ก็ค้านอยู่ในใจ
เรื่องนี้พ่อแม่ต้องมีจุดยืนในความรักลูกที่มั่นคง สิ่งที่สอนลูก ต้องไม่สุดโต่งอย่าง
"ตอกกลับมันไปเลยซี้ มันตี เราตี มันต่อย เราต่อย มันเตะ เราเตะ..แลกคนละหมัด ซักคนละตีน"
อย่างนี้ก็แย่ เพราะความโกรธขึ้งจะกลายเป็นแค้นฝังหุ่น มีลุ้น มีแรงต่อกันยาวละทีนี้
เรื่องให้ลูกบอกครู ก็ต้องใคร่ครวญให้ถ้วนถี่
เพราะเป็นเรื่องที่ใครก็คาดเดาไม่ถูกว่าครูมีทักษะในการคลี่คลายปัญหาเรื่องเด็กมากน้อยแค่ไหน ดีไม่ดีอาจจะทำให้ลูกทุกข์หนักมากยิ่งขึ้น..ก็เป็นได้ เพราะลูกต้องอยู่โรงเรียนกับเพื่อนทั้งวัน เพื่อนคนนั้นอาจจะเอาคืนแรงขึ้น และบ่อยขึ้นก็เป็นได้ ต้องเข้าใจนะว่า ครูต้องดูเด็กหลายคน อาจจะดูไม่ครอบ ดูไม่รอบก็เป็นได้
เรื่องนี้ต้องไม่ได้สอนให้ลูกสู้ด้วยความโกรธ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ได้สอนให้ลูกยอมเพราะความขลาดกลัว
เมื่อลูกถูกเพื่อนแกล้ง สิ่งแรกที่ต้องสอนลูก คือ ต้องเข้าใจ และให้อภัยเพื่อน ในขณะเดียวกันก็ต้องขบคิดหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นให้ได้
การให้อภัยไม่ได้หมายความว่าให้ลูกยอมให้เพื่อนกระทำกับลูกซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่สอนให้ลูกปล่อยวางความขึ้งโกรธ..ไม่ผูกใจเจ็บ ซึ่งความสงบเย็นนี่แหละที่จะทำให้ลูกเห็นทางออกของปัญหาได้
จากนั้นสอนให้ลูกรู้จัดกาวิธีปกป้องตนเอง เช่น การแสดงสีหน้าว่าไม่พอใจ แสดงปฏิกิริยาท่าทางว่าไม่ชอบ เช่น เดินหนี ไม่สนใจ พร้อมบอกกับเพื่อนคนนั้นตรง ๆ ว่า..
“ไม่ชอบ อย่าทำกับเราอีกนะนะ ถ้าทำอย่างนี้อีกก็อย่ามาเล่นกัน อย่ามาคุยกัน”
จากนั้นก็ให้ลูกรวมกลุ่มเพื่อน ๆ ที่ถูกเพื่อนคนนี้แกล้ง ให้เลี่ยงที่จะสัมพันธ์กับเพื่อนคนนี้ เขาอยู่ที่ไหน ไม่ต้องหนี แต่ไม่คุยด้วย ไม่เล่นด้วย ไม่มอง ไม่ข้องแวะ ไม่วอแว
แม่สอนเสมอว่า..
พ่อแม่ต้องเตรียมความพร้อมของลูก ให้รู้จักแก้ปัญหาชีวิตง่าย ๆ ด้วยตนเองตั้งแต่เล็ก เมื่อถึงเวลาที่ลูกเติบใหญ่ ต้องออกจากไปเผชิญโลกอันกว้างใหญ่ ที่สับสนและซับซ้อนแล้วเจอปัญหาที่ซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้น จะได้ก้าวข้ามปัญหาทุกปัญหาได้ด้วยตนเอง
รักแม่เป็นที่สุด

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

หลักสำคัญของการครองเรือน

วันนี้จะไปงานแต่ง..
เป็นงานแต่งงานของน้องจอย กะ น้องเวย์..น้อง 2 คน เป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่น่ารักมาก ๆ แม้นรู้จักกันไม่นาน หากแต่รักใครใยดี ด้วยเพราะทั้งคู่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน รู้เด็กรู้ผู้ใหญ่ ให้เกียรติ มีมารยาทและขยันทำมาหากิน
คิดถึงคำที่แม่สอนตอนที่ลูก ๆ ออกเรือนว่า..
ลูกจงนำ "สุภาษิตสอนหญิง เรื่อง เรือน 3 น้ำ 4 " ซึ่งเป็นหลักการครองเรือนที่ดีของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่มาใช้
แม่ว่า..
คนสมัยก่อนเขาสอนแต่ผู้หญิง แต่ปัจจุบันนี้..จะให้ผู้หญิงทำฝ่ายเดียวไม่ได้หรอก ต้องทำทั้งคู่ ทั้งสามีและภรรยาถึงจะดี
เรือนผม หัวหูต้องสะอาดหมดจด เรียบร้อย
เรือนกาย ก็ต้องดูแลสุขภาพให้ดี
เรือนที่อยู่ บ้านช่องห้องหอ ต้องสะอาด ไม่สกปรกรกรุงรัง จัดเก็บข้าวของเป็นที่เป็นทาง
น้ำมือ ก็ต้องมีฝีมือในการทำอาหารบ้าง จะได้ทำอาหารง่าย ๆ กินกันเองได้ หรือถ้าจะซื้อก็ต้องรู้จักเลือกซื้อจากเจ้าอร่อย ๆ และถูกหลักอนามัย
น้ำใจ นี่สำคัญ อยู่ด้วยกันต้องไม่เห็นแก่ตัว ต้องเอื้อเฟื้อ และโอบอ้อมอารี มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ห่วงใย ใส่ใจกัน อดทน ให้เกียรติ ให้อภัย มั่นใจและเชื่อมั่นว่าคู่ของเรานั้นเป็นคนดี
น้ำคำ นี่ก็สำคัญนักเชียว ต้องพูดกันด้วยคำพูดที่สุภาพ ไพเราะ รื่นหู อย่าเป็นคนปากพร่อย จุกจิก จู้จี้ขี้บ่นก่นด่า
ส่วนน้ำสุดท้ายน้ำเต้าปูน เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว
ก็เหลือเรือน 3 น้ำ 3 ..เรื่องอย่างนี้ไม่ตกยุค หลุดสมัยหรอก ลองทำดูเถิด จะเกิดผล
แม่ทำให้เห็น เป็นให้ดู เมื่อลูกรู้จึงทำตาม และประสบความสำเร็จในชีวิตคู่อย่างงดงาม
รักแม่เป็นที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ลูกหนักปาก พ่อแม่หนักใจ

แม่เคยให้แนวแนะพ่อแม่ที่มีลูกปากหนัก ไม่พูด หรือพูดช้าว่า..
เด็กที่พูดคำแรกได้เร็ว มีโอกาสที่จะฉลาดมากกว่าเด็กที่พูดได้ช้า ดังนั้น ถ้าลูกพูดช้า พ่อแม่ต้องหาสาเหตุ..
อาจเป็นเพราะ ในบ้านมีโคตรเยอะญาติแยะ เวลาจะพูด จะแสดงความคิดเห็นก็จะแย่งกันพูด ไม่มีใครฟังใคร ลูกเลยถูกแย่ง แซงพูดจนหงอย เลยทำให้จ๋อย..ไม่อยากพูดอยากจากะใคร
หรือลูกถูกตำหนิว่าพูดไม่รู้เรื่อง พูดไม่ชัด พูดอะไรฟังไม่รู้เรื่อง พูดไม่รู้ภาษา แล้วโดนล้อ โดนบ่นจนหน่าย กลายเป็นขาดความมั่นใจในการพูดไปเลย
หรือพ่อแม่พูดใส่สมองตลอดเวลาว่า..
" เพี่้ยง...โตขึ้นอย่าพูดมากเหมือนป้าแต๋วเล้ย แม่ขี้เกียจจะฟัง"
หรือ..
"เด็กที่ไม่พูดมาก ดูน่ารัก ดูเรียบร้อย และน่าเอ็นดูจะตายไป"
หรือลูกอาจถูกปล่อยให้อยู่กับโทรทัศน์ ดูการ์ตูน ดูละเบงละคร เล่นเกมจนมีโลกส่วนตัวสูง รับแต่ข้อมูล ไม่มีโอกาสได้คุยกับใครเท่าไรนัก ก็เลยไม่คุ้นกับการพูดคุยกับใคร เลยเลือกที่จะเงียบดีกว่า
หรือลูกมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นนักเดา แค่ส่งเสียงจิ๊จ๊ะ หรือชี้ๆๆ ทุกอย่างก็ถูกนำมาประเคนให้ถึงตัว ถึงปาก ไม่เห็นต้องทำอะไรมาก แล้วอย่างนี้จะต้องพูดทำไมให้เหนื่อย แค่ชี้ๆๆ มองๆๆ เหลียวๆๆ..ประเดี๋ยวทุกอย่างก็มาดั่งใจ
ที่ว่ามาทั้งหมด..แม่ไม่เคยทำ
ลูกอยากได้อะไรต้องบอก ไม่บอกก็ไม่ต้องเอา
ลูกอยากกินอะไรต้องบอก ไม่บอกก็ไม่ต้องกิน
พูดผิดบ้างถูกบ้างแม่ก็ชื่นชมให้ลูกได้ชื่นใจว่าสามารถสื่อสารกับแม่ได้รู้เรื่อง ซึ่งวิธีของแม่ ทำให้ลูกกล้าพูด กล้าเล่า
ด้วยเพราะแม่อดทนฟัง และให้เวลาลูกในการพยายามฝึกฝน ลูกทุกคนจึงทำได้ และทำดี
รักแม่เป็นที่สุด

ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ดอกไม้แห้ง..ชีวิตสด

เมื่อสมัยยังเป็นเด็ก..
ชอบเก็บดอกไม้สด ๆ สวย ๆ ดอกเล็ก ๆ มาทับไว้ในหนังสือหรือสมุดบันทึก แล้วทิ้งไว้ให้เวลาดูแลจนแห้งเป็นอย่างดี บางดอกทับไว้นานจนลืม
เมื่อแม่มาเห็น แม่สอนว่า..
ดอกไม้แห้งแต่ละดอก ล้วนเป็นบันทึกชีวิตที่มาสะกิดให้ลูกคิดถึงวันเก่า ๆ อย่างน้อย ๆ ก็เหตุการณ์ในวันที่ลูกเก็บดอกหญ้ามาทับไว้
จนวันหนึ่ง..
ลูกได้เห็น เป็นการทบทวนถึง ณ จุดเริ่มต้น อย่างที่แม่บอกจริง ๆ แม้นจะเนิ่นนานผ่านมาจนถึงวันนี้ วันที่ดอกไม้เปลี่ยนสีเปลี่ยนกลิ่นไปหมดแล้ว
แม่ว่า..นี่แหละชีวิต
ดอกไม้แห้งทุกดอก บอกลูกว่าในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืน แม้ว่าลูกจะจำดอกไม้ทุกดอกได้ และไม่เคยลืมกลิ่นอันแท้จริงในวันที่มันยังสด สะสวยและระรวยกลิ่น
แต่วันนี้..
ลูกก็ได้เพียงระลึกถึงด้วยความสุขนั้น จะอย่างไรก็แล้วแต่ ดอกไม้ดอกนั้นก็ไม่มีวันกลับมาเบ่งบาน สด สะสวยและระรวยกลิ่นได้อีก
ลูกเรียนรู้ชีวิตผ่านดอกไม้แห้ง..หากแต่ใจลูกกลับ "สด" กับความเป็นจริง
รักแม่เป็นที่สุด

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

อ่านลูกด้วยรัก ถักทอลูกด้วยธรรม

ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ให้โอกาสอันเป็นมงคลกับการได้ทำงาน "อ่านลูกด้วยรัก ถักทอลูกด้วยธรรม" ที่เสถียร
ธรรมสถาน
ถือเป็นเวทีที่จะได้ "ขยายธรรม" ที่ทั้งแม่ทางโลก และ แม่ทางธรรมได้พร่ำสอน ไปสู่พ่อ ๆ แม่ ๆ ที่ได้เข้ามาร่วม
กิจกรรม
แม่ทางโลก..แม่กาญจนา ปิ่นประทีปไม่ได้สอนธรรมะในเชิงรูปแบบ แต่แม่สอนในเชิงปฏิบัติ..
แม่สอนธรรมะให้ลูกตั้งแต่เล็ก ด้วยการทำให้เห็น เป็นให้ดูอย่างต่อเนื่อง เมื่อลูกคลุกคลีกับบรรยากาศอย่างนี้ ลูกก็
จะทำให้เห็น และเป็นให้ดูย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยยากปากเปียกปากแฉะมานั่งสอน..หรือบังคับ
เคี่ยวเข็ญให้ทำ
แม่ คือ ครูผู้สอนให้ลูกใช้ชีวิตอยู่ในธรรมนองครองธรรมอย่างต่อเนื่องอยู่เนืองนิตย์ ซึ่งความสม่ำเสมอนี่แหละที่ทำ
ให้การสอนของแม่นั้นนั้นศักดิ์สิทธิ์เพราะว่าอยู่สิ่งที่สอน ล้วนอยู่ในวิถีชีวิตจริง
แม่สอนให้ลูกถือศีล 5 เป็นปฐม..
แม่สอนง่าย ๆ ว่า การใช้ชีวิตในแต่ละวันลูกต้องระมัดระวังการใช้ชีวิต
1.ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่เบียดเบียนกัน เพราะทุกชีวิตไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ล้วนรักตัวกลัวตาย รักและหวงแหน
ชีวิตของตน ต่างดิ้นรนต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อให้ตนอยู่รอดปลอดภัย
2.ไม่นำของของผู้อื่นมาเป็นของตนไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
3.ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างรักใคร่ปรองดองกัน ไม่แย่งของรักของใคร ไม่ล่วงละเมิดผู้อื่น ไม่รังแกเพื่อน และ
ไม่ทำให้เพื่อนต้องอับอาย
4.ต้องเรียนรู้ว่า"ความจริง" คือ หนทางที่จะนำชีวิตสู่คุณธรรม จึงต้องรู้ถึงผลดีของการพูดความจริง ไม่โกหกโป้ปด
มดเท็จ พูดจาด้วยถ้อยคำสุภาพ น้ำเสียงรื่นหู ไพเราะ ใช้เหตุใช้ผล ไม่ใช้อารมณ์
5.ให้รู้เท่าทันการใช้ชีวิตว่าโลกภายนอกมีสิ่งที่จะมอมให้เมาอยู่มากมาย แต่โลกในใจต้องตื่นและเบิกบาน แล้ว
เลือกสรรแต่สิ่งที่ดี ให้กับชีวิตเสมอ
ด้วยเพราะรักแม่ ลูกจึงทำตามคำสอนของแม่ ลูกจึงใช้ชีวิตด้วยความปลอดภัยต่อใจที่มันขุ่นมัว
แม่ว่า..
คนเรานั้นรู้ดีรู้ชั่วด้วยกันทั้งนั้นแหละ แต่การที่บางคนไม่มีกำลังที่จะหยุดความชั่วที่ตัวทำนั้น เป็นเพราะว่ายังไม่เห็น
โทษของความชั่ว ที่สามารถหยุดการกระทำชั่วนั้นได้จริง แม่จึงสอนให้ลูกเห็นเรื่องกฎของธรรมชาติที่เป็นกฎแห่ง
กรรม
แม่สอนว่า..
ถ้าลูกอยากส่องกระจก แล้วเห็นเงาในกระจกสะสวย ลูกก็ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ถ้าลูกประมาทขาดสติ ใช้ชีวิต
อย่างไม่ได้ระวังตัว แล้วเผลอส่องกระจก ลูกอาจจะได้เห็นภาพเงาขงตัวเองที่สะท้อนภาพที่หน้างอคอหักให้เห็นก็
เป็นได้
นี่ไง..คำสอนของแม่
ความทุกข์ที่เกิดจากความไม่ระมัดระวังในการกระทำของตนเอง ลูกก็จะได้รับกฎแห่งกรรมนั้นเอง
ดังนั้นเมื่อลูกจะทำอะไรก็ตาม ลูกต้องมีหิริ คือ ความละอายต่อการทำชั่ว และมีโอตตับปะ คือ ความเกรงกลัวต่อ
การทำชั่ว
แม่ว่า..
พื้นที่ใจของลูกนั้นมันมีน้อยนิดเดียว ถ้าพ่อแม่ไม่เอาความชั่วใส่ลงไปในใจของลูก ความดีมันก็เติบโตได้ง่าย
ฉะนั้น เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาจะไม่ถูกเบียดให้ลีบฝ่อ ถ้าพ่อแม่ไม่เอาเมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วใส่ลงไปให้มันเติบโตใน
ใจลูก
รักแม่เป็นที่สุด

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

หุ้น 10 เด้ง ในมุมมองของ ดร.นิเวศน์

หุ้น 10 เด้ง ในเวลา 10 ปี ในมุมมองของผม ผมเห็นว่าเป็นหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม “หุ้นเติบโต” หรือเป็น Growth Stock และเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” ปัจจัยต่อไปนี้ที่ผมเรียกมันว่า...หุ้น 10 เด้ง
1.มันเป็นกิจการที่แข็งแกร่งเป็นผู้นำโดยเฉพาะในด้านของฐานะทางการตลาด อยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็น “เมกาเทรนด์” ที่ยังเติบโตได้ดีไปอีกหลาย ๆ ปีและมีศักยภาพสูงในแง่ที่ว่าตลาดในอนาคตยังเติบโตต่อไปได้อีกมาก
2.มีผลประกอบการที่มั่นคงสม่ำเสมอ มีคุณสมบัติทางธุรกิจที่ดีเยี่ยมอื่น ๆ เช่น เป็นกิจการที่มีกระแสเงินสดที่ดีมาก มีกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ ROE ในระดับที่สูง
3.และสุดท้ายก็คือ เป็นกิจการที่มีขนาดใหญ่พอสมควรในช่วงก่อนที่มันจะเริ่มเติบโตกลายเป็นหุ้นขนาดใหญ่หรือใหญ่มากในปัจจุบันซึ่งทำให้มันเป็นหุ้นที่นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นในจำนวนที่มีนัยสำคัญได้ในช่วงที่ราคาหุ้นยังต่ำอยู่
พูดง่าย ๆ หุ้น 10 เด้งที่พบนั้น ไม่ใช่กิจการขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงสูง สำหรับนักลงทุนทั่ว ๆ ไปแล้ว นี่คือหุ้นดีที่ลงทุนได้อย่างสบายใจและให้ผลตอบแทนสุดยอดในระยะยาว
cr. ดร.นิเวศน์

วิธีเลือกหุ้น สาย VI จาก คุณกวี ชูกิจเกษม

วันนี้เอาวิธีเลือกหุ้นสำหรับสายกินนานๆ ถือเป็น สิบๆ ปี
1. ดูศักยภาพในการทำกำไร ให้ดูอย่างน้อย 7-10 ปีครับ ว่ามีกำไรที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตกลงได้ในปีที่เกิดวิกฤตแต่ไม่ถึงกับขาดทุน และกลับมามีกำไรเท่าเดิมหลังจากช่วงผ่านพ้นวิกฤต
2. เลือกธุรกิจมีอำนาจต่อรองสูงๆ เช่น คุณเคยต่อราคาโรงพยาบาลได้ไหม โดยดูจาก >>กำไรขั้นต้น/ยอดขาย หรือ Gross Profit/Sales
3. ดูธุรกิจที่มีค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการทำให้กำไรคงเดิมที่น้อยๆ เช่น ไม่ต้องโฆษณามากก็มีคนซื้อ ไม่ต้องวิจัยรถรุ่นใหม่ๆ เพื่อแข่งขันกับแบรนด์อื่น โดยดูจาก >>ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน/ยอดขาย ratio นี้ควรลดลงหรืออย่างน้อยก็เท่าเดิมในปีต่อๆ ไป ไม่ควรที่จะเพิ่มขึ้น
4. ROE หรือ return on equity ควรอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับธุรกิจในอุตสหกรรมเดียวกัน และเพิ่มขึ้นหรือเท่าๆ เดิม ไม่ควรลดลง
5. มีหนี้น้อย จากความเข้าใจทางบัญชี สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ โดยดูแบบเบสิคคือมีหนี้ไม่ต่ำกว่าส่วนของเจ้าของ หรือถ้าศักยภาพเท่าๆ กันก็เลือกบริษัทที่มีสัดส่วนหนี้น้อยที่สุดเมื่อเทียบเป็น % กับสินทรัพย์ เพราะเมื่ออยู่ในช่วงวิกฤตบริษัทที่มีหนี้สินมากมีโอกาสที่จะบริหารสภาพคล่องได้ต่ำกว่า หรือหนักหน่อยอาจจะล้มละลายได้จากภาระดอกเบี้ยที่ต้องส่งคืนหนี้
6. ข้อสุดท้าย ดูความสามารถของผู้บริหาร แต่หากว่าเข้าเกณฑ์ 5 ข้อที่ผ่านมาก็ดูเหมือนว่าหุ้นตัวนี้จะมีผู้บริหารที่ใช้ได้เลยทีเดียว แต่หากจะดูให้ลึกลงไปก็ควรดูตัวผู้บริหาร ดูคนปัจจุบันและอดีตสอดคล้องไปกับงบการเงินด้วย
นี่แหละครับ 6 ขึ้นตอนพื้นฐานในการเลือกหุ้นที่มีแนวคิดถือไปตลอดชีวิตครับ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีการขายออกนะครับ แต่ไว้เราจะพูดถึงในโอกาสถัดไปครับ
ไปลองหาอ่านหนังสือของคุณกวี ชูกิจเกษมได้นะครับ "เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน"

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กางลายแทงเพื่อซื้อ LTF กันเถิดดดดด

สองวันก่อน เอาตารางผลตอบแทนกองทุน LTF ย้อนหลัง 5 ปีที่ดีที่สุดในตลาด 20 อันดับแรก มากางให้ทุกท่านได้ยลโฉมกันไปแล้ว เกิดการส่งต่อกันมากมาย และตารางนั้นก็ถูกส่งต่อกลับมาให้ผม พร้อมกับคำถามว่า เลือกกองไหนดี ดูตารางแล้วตาลาย เวียนหัวฟุดๆ ดังนั้น วันนี้ จะมาสอนอ่านลายแทงตารางดังกล่าวให้เข้าใจกันว่า Column ไหน บอกอะไรเรา เพื่อที่ทุกท่านจะได้เลือกกองทุนที่ตรงตามวัตถุประสงค์ยิ่งขึ้นไปอีกนะขอรับ
ไปดูตาราง LTF Performance กันอีกรอบ คลิ๊กที่รูปเพื่อดูภาพใหญ่ครับ
1. Lastest Fund Value (THB)
คือ ขนาดของกองทุน ณ ปัจจุบัน ยิ่งกองใหญ่ แสดงว่า มีคนสนใจกองนั้นเยอะ สำหรับผมนะครับ กองทุนที่เล็กเกินไป (ต่ำกว่า 50 ล้านบาท) จะไม่เกิดการประหยัดจากขนาด หรือ Economic of Scale ทำให้ต้นทุนการบริหารอาจสูงกว่ากองทุนคู่แข่ง ซึ่งในที่นี้มีเพียง Phillip LTF เท่านั้นที่ขนาดกองทุนต่ำกว่า 50 ลบ.อีกคำถามคือ แล้วกองทุนขนาดใหญ่เกินไปละดีไหม ขอตอบว่า มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย ข้อดีข้อแรกคือ มีอำนาจในการซื้อขายกำหนดทิศทางราคาหุ้นได้มากกว่า และการขนาดใหญ่ ก็ได้ Economic of Scale ที่สูง Fund Manager จะไปคุยกับบริษัทไหน ใครก็ต้อนรับ เพราะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ เจ้าของย่อมให้ความสำคัญมากกว่า ในขณะที่ข้อเสียก็คือ การปรับพอร์ต ปรับกลยุทธ์อาจจะอุ้ยอ้ายซักกะหน่อย ไม่ทันใจวัยรุ่น ดังนั้น กองทุนขนาดใหญ่ โดยปกติจะวางกรอบนโยบายการลงทุนไว้ในระยะค่อนข้างยาวซักหน่อย
2. Lastest NAV
อันนี้ก็สำคัญนะ … เคยมีลูกค้า Wealth ซึ่งมีเงินเยอะ มีความรู้ดี เรียนจบนอก มาบอกผมว่า ชอบซื้อกองทุน NAV ต่ำๆ จะได้หน่วยลงทุนมากขึ้น
วิธีคิดแบบนี้ ผิดมากๆนะครับ ลองคิดดูว่า สมมติ กองทุน A และ B เปิดขายพร้อมกันที่ PAR 10 บาท ผ่านไป 5 ปี กองทุน A NAV ขึ้นไปอยู่ที่ 20 บาท แต่กองทุน B กลับขึ้นมาอยู่ที่ 12 บาท เท่านั้น นั้นแปลว่า คุณควรลงทุนในกองทุน B เพราะจะได้หน่วยลงทุนที่เยอะกว่า อย่างงั้นหรือ?? มันไม่ใช่นะครับ เห็นๆอยู่ว่า กองทุน A บริหารได้ดีกว่า NAV จึงปรับตัวขึ้นแรงกว่า เพราะฉะนั้น ถ้าคิดในแง่ผลตอบแทนย้อนหลัง ยังไงก็ต้องเลือกกองทุน A แน่นอน ดังนั้น ล้างความเชื่อผิดๆเสียนะ
3. YTD% , Percentage Growth 3 Year และ Percentage Growth 5 Year
Column นี้ทุกคนรู้จักครับ ประเด็นคือ จะต้องดูผลการดำเนินงานย้อนหลังนานเท่าไหร่ถึงจะดี? ผมมองว่า ดูมันทั้งระยะสั้น และระยะยาว แต่ระยะยาวสำคัญกว่า เนื่องจาก LTF มีระยะเวลาการถือครองขั้นต่ำคือ 5 ปีปฏิทิน หรือใครซื้อปีแรกที่ปลายปี ก็มีสิทธิเมื่อเวลาผ่านไป 3 ปีเท่านั้น ดังนั้น การดูผลการดำนเนิงานย้อนหลัง 3 ปีขึ้นไป เป็นสิ่งที่จะทำให้เราเห็นว่า กองทุนนั้น ในระยะยาวแล้วผู้จัดการกองทุนเก่งขนาดไหนกันแน่
4. Annualized S.D. 3 Year
คือ ความผันผวนในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ยิ่งตัวเลขยิ่งเยอะ แสดงว่า กองทุนนั้นมีความผันผวนสูงกว่าอีกกองโดยเปรียบเทียบ กองทุนที่ดี บริหารความเสี่ยงเก่งๆ ควรจะมีค่า S.D. ต่ำๆไว้ก่อน แต่จะเห็นว่า ค่า S.D. ของกองทุน 20 กองนี้ ไม่ได้ต่างกันซักเท่าไหร่นะครับ
5. Max Drawdown 3 Year
คือ ตัวเลขที่บ่งบอกว่า ตอนที่กองทุนปรับฐาน หรือลงหนักสุดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สามารถลงไปจนถึงจุดที่ลึกที่สุดนั้น ขาดทุนเป็นกี่ % ยิ่งตัวเลขนี้เยอะ แสดงว่า ตอนตลาดปรับฐานแรงๆ กองทุนนั้นจะมีโอกาสติดลบได้มากกว่ากองทุนอื่น
6. Sharpe Ratio 3 Year
การคำนวณโดยสูตรนี้ครับ
[อัตราผลตอบแทนต่อปี – อัตราดอกเบี้ยที่ปราศจากความเสี่ยง] / ความเสี่ยง ซึ่งในที่นี่คือ Annualized S.D. นั้นเอง
หรือ S = [R – Rf]/ σ นั้นเอง
โดย Sharpe Ratio อธิบายแบบเข้าใจง่ายก็คือ อัตราส่วนผลตอบแทนเปรียบเทียบกับความเสี่ยง ยิ่งค่า Sharpe Ratio สูง ก็แปลว่า กองทุนนั้นผลการดำเนินงาน เมื่อเปรียบเทียบความผันผวนของตัวเอง ดีกว่ากองทุนอื่นโดยเปรียบเทียบ
ด้วยเหตุนี้เอง วิธีการดูค่า Sharpe Ratio ก็ง่ายมากครับ กองทุนไหนค่า Sharpe Ratio สูงๆ แปลว่าดี
**************************************
รู้กันแล้วว่าแต่ละ Column บอกอะไรเรานะครับ ถึงขั้นตอนเลือกกองทุนละ ดูที่ความเสี่ยงครับ 1) S.D. ควรจะต่ำไว้ 2) Max Drawdown ไม่ควรติดลบหนัก และ 3) ค่า Sharpe Ratio ควรจะสูงกว่ากองอื่น ถ้าเลือกบนวิธีคิดแบบนี้
ผลลัพท์ที่ได้ก็คือ กองทุนที่มีความผันผวนต่ำ ผลตอบแทนสม่ำเสมอ นั้นก็คือ กองทุน B-LTF ของบัวหลวง อีกกองหนึ่งคือ Big Cap Dividend LTF ของยูโอบี
ข้อเสียของกองทุน KFLTFDIV ซึ่งถึงแม้ผลการดำเนินงานจะเป็นอันดับหนึ่ง ก็ได้แค่ Sharpe Ratio ที่ต่ำกว่า กองทุนอื่นที่ผลการดำเนินงานติดอันดับ 10 กองแรก นั้นแปลว่า NAV กองทุนผันผวนมากกว่ากองทุนอื่น ถึงตัวกองทุนจะให้ผลตอบแทนที่สูง แต่ความผันผวนอาจจจะมากขึ้นไปด้วย ดังนั้น ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้แล้วครับ แต่ข้อดีก็คือ KFLTFDIV ลดความเสี่ยงด้วยการ จ่ายปันผลทุกๆปี ดังนั้น ก็เหมาะกับคนต้องการ Cash Flow ระหว่างก่อรครบเงื่อนไขขายคืน
ใครซื้อกองไหนในอดีต ลองเปรียบเทียบแบบที่ผมเปรียบเทียบดูนะครับ
แต่ถ้าใครพยายามหากองทุนที่ตัวเองลงทุนปีก่อนๆ แล้วไม่เจอในตารางนี้ นั้นแปลว่า ไม่ติดอันดับ TOP 20 นะครับ กองทุนพวกนี้ แนะนำหลีกเลี่ยงไปก่อน เพราะมันแสดงให้เห็นว่า ผ่านมา 5 ปี ผลตอบแทนมันห่างชั้นก็คู่แข่งมากเกินไปแล้ว (ยกเว้น พวกกองที่มีส่วนผสมของตราสารหนี้นะฮะ)
ลองวิเคราะห์กันดูครับ ติดตรงไหน จะถามอะไร คุยกันได้เน้อออออ

RMF สำคัญกว่า LTF นะ รู้ไว้ซะ!!

กระแสการลงทุนปลายปี มักพุ่งเป้าไปที่กองทุนที่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่าง LTF ทั้งๆที่ มันมีอีกกองทุนให้คุณซื้อ นั้นก็คือ RMF ที่ย่อมาจาก Retirement Mutual Fund
สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน พุ่งเป้าไปสนใจ LTF มากกว่านั้น เป็นเพราะ LTF มีเงื่อนไขการถือครองเพียงแค่ 5 ปีปฎิทิน แถมมาซื้อปลายปี แล้วไปขายเอาต้นปีที่ครบ เท่ากับถือครองแค่ 3 ปีเท่านั้นเอง อีกประการก็คือ เนื่องจากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน LTF ที่ทยอยครบกำหนดมาทุกๆปี ก็สร้างผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำให้กับผู้เสียภาษี เนื่องจากเป็นช่วงที่หุ้นไทยวิ่งมาได้ดีติดอันดับของโลกทีเดียว มองแค่นี้ รวมสิทธิประโยชน์ทางภาษี ใครๆก็เลยพุ่งการลงทุนไปที่ LTF เป็นหลัก ปล่อยให้พี่ใหญ่อย่าง RMF ที่อยู่มานานกว่าก็จริง แต่ความนิยมกลับน้อยกว่าน้องอย่าง LTF ชนิดไม่เห็นฝุ่น
บทความนี้ ไม่ขอพูดถึงเงื่อนไขของ RMF เพราะคุณสามารถหาอ่านจาก website ของ บลจ.ไหนก็ได้ แต่ผมขอพากลับไปทวนให้เห็นถึงเหตุผลและความจำเป็นของ RMF ที่ผมเชื่อว่า พอคุณอ่านเสร็จ จะเห็นความสำคัญของกองทุนนี้มากขึ้นอย่างแน่นอน
1. ประเทศไทยในอนาคต กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ
หมายถึง คนแก่มีจำนวนมากกว่าหนุ่มสาววัยทำงาน เพราะวิทยาการทางการแพทย์ดีขึ้น และเพราะคนสมัยนี้มีลูกช้าลง จำนวนบุตรที่มีก็ลดลงเช่นกัน ลองนึกภาพตัวเองในวันเกษียณไม่มีเงิน ไม่มีลูกหลานอยู่ข้างกายสิครับ จะอยู่ให้รอด ก็ต้องมีเงินเก็บ ดังนั้น แผนชีวิตหลังเกษียญนั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องคิดและวางแผนไว้เนิ่นๆ แถมหากคุณจะหวังว่ารัฐจะมีสวัสดิการเข้ามาช่วยดูแลละก็ ยกตัวอย่างบำนาญชราภาพ กรณีคนส่งเงินประกันสังคมต่อเนื่อง ก็น้อยนิดมาก เพราะจ่ายที่ 20% จากรายได้เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายและไม่เกิน 15,000 บาท นั้นหมายถึง 3,000 บาทเท่านั้น แถมพอเกษียณปั๊บ ก็ถือเป็นการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน ในการใช้สิทธิเรื่องการเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพลภาพ และตาย อีกต่างหาก ประเด็นคือ รัฐไม่มีปัญญาแบกรับภาระตรงนี้ และอุ้มค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุซึ่งคาดว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 14 ล้านคนในอีก 15 ปีข้างหน้าได้ครับ พวกเราต้องช่วยตัวเอง
2. ค่าใช้จ่ายที่โหดที่สุด อยู่ในช่วงหลังเกษียณอายุนะ
ผลการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุข ชี้ชัดว่า โรคที่จะมาพร้อมกับการเกษียณอายุสูงสุด 5 อันดับแรก คือ i) โรคหัวใจและหลอดเลือด ii) โรคต่อมไร้ท่อ iii) โรคระบบกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูกและข้อ iv) โรคระบบทางเดินอาหาร และ v) โรคระบบทางเดินหายใจ ตามลำดับ ไม่ต้องบอกก็รู้นะครับ ว่า แต่ละโรคค่ารักษาพยาบาลมันโหดขนาดไหน ดังนั้นถึงไม่ใช่เรื่องของการออมเงิน แต่อีกหนึ่งวิธีที่ควรคิดไว้ก็คือ การทำประกัน เพื่อคุ้มครองโรคร้ายเหล่านี้ด้วย
บางคนอาจบอกกับผมว่า ไม่เป็นไร ฉันดูแลสุขภาพตัวเองได้ ออกกำลังกายทุกวัน … นั้นก็เป็นเรื่องน่ายินดีครับ แต่ค่าใช้จ่ายปกติของเราหลังเกษียณ มันก็ไม่ใช่จำนวนเงินที่คุณใช้อยู่ในวันนี้นะ วันก่อนผมทำตาราง ค่าใช้จ่ายในอนาคตไว้ให้ดู (คำนวนที่อัตราเงินเฟ้อ 3%นะ) เอามาให้ดูอีกรอบ
ดูตารางแบบนี้ครับ –> อยากมีเงินใช้ต่อเดือน เดือนละ 25,000 บาท ตอนเกษียญในอีก 20 ปีข้างหน้า … ตัวเลขที่แท้จริง หมายถึง คุณต้องมีเงิน 45,153 บาท ต่อเดือน ไม่ใช่แค่ 25,000 บาท นี่ละความน่ากลัวของเงินเฟ้อ
ดังนั้น คุณต้องคิดออม และวางแผนกันไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ว่าอยากใช้เงินหลังอายุ 60 เดือนละเท่าไหร่ คิดว่าจะมีอายุขัยเท่าไหร่ เพื่อจะไปคำนวนว่า ตอนเกษียณ เงินก้อนที่หาไว้ตอนมีแรง มันเป็นเท่าไหร่กันแน่
3. LTF สุดท้าย มันอาจไม่ได้ตอบโจทย์สร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
จั่วหัวแบบนี้ บางคนอาจงง อะไรกัน ลงทุนตั้ง 3 ปี 5 ปี บอกได้ไงว่าไม่มั่นคงในระยะยาว…
ผมมองว่า การลงทุน มันเป็นเรื่องที่ต้องมองกันไปตลอดชีวิตครับ 3 ปี 5 ปี มันสั้นเกินไป และที่ผมบอกว่า LTF มันมีช่องโหว่ ก็เพราะ ผมเห็นมาเยอะแล้ว คนที่ลงทุนใน LTF นั้น หวังผลประโยชน์เรื่องภาษีเป็นหลัก ไม่ได้อยากลงทุนจริงๆจังๆ สุดท้าย พอยอด LTF ก่อนเก่า ครบกำหนดเงื่อนไขสามารถไถ่ถอนคืนได้ ก็ขายมันทิ้งตั้งแต่ต้นปีทันที แล้วรอเอาเงินก้อนนี้มาซื้ออีกปีตอนปลายปี
ประเด็นคือ หมุนเงินแบบนี้ มันไม่ผิด แต่ที่มันผิดก็คือ หากคุณทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็เท่ากับ เงินลงทุนใน LTF ของคุณจะมีขนาดเท่าเดิมไปตลอด เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ไม่มีเงินก้อนใหม่มาซื้อ แต่เอาก้อนของปีที่ครบกำหนดมาวนไปเรื่อยๆ กำไรส่วนต่างจากก้อนเดิม ก็เอาไปเที่ยว ไปช๊อปปิ้ง ทำแบบนี้ Wealth ของเรามันเร่งตัวได้โตเร็วซักแค่ไหนกันเชียว
อีกประเด็นก็คือ LTF บางกอง มีนโยบายจ่ายปันผลครับ และการจ่ายปันผลออกมานั้น มันทำให้อัตราเร่งของผลตอบแทนในระยะยาวมันเบาลง เพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้นอย่างเต็มที่ แต่กองทุนอย่าง RMF นั้น นโยบายชัดเจนคือ ห้ามจ่ายปันผลระหว่างทาง ดังนั้นเงินปันผลที่ได้จากหุ้นรายตัว จะถูกนำกลับไป Reinvest อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้นเอง
4. กองทุน RMF ขั้นเทพในตลาดนั้น ผลการดำเนินงานดีพอๆกับ LTF เลย
หลายคน พอนึกถึงกองทุน RMF เพื่อการเลี้ยงชีพยามเกษียณ ก็จิิ้นไปเองว่า กองทุนต้องเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนคงจะน้อย ลงทุนไปคงไม่ได้เงินเท่ากับ LTF แหง่มๆ แต่ความจริงก็คือ RMF มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ตามสไตล์ของแต่ละคน และ RMF กองที่ลงทุนในหุ้นนั้น ผลการดำเนินงาน และการวัดความสามารถด้านอื่นเช่น Sharpe Ratio ก็ให้ผลว่า RMF ดีๆ มันมีอยู่จริงยิ่งกว่าผู้ชายในฝันซะอีก ลองไปดูกองทุน RMF ที่ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี ดีที่สุดในเมืองไทยกันดูครับ จะเห็นว่า หน้าตาของ บลจ. ที่ติดอันดับ ก็หน้าเดิมๆที่ผมเคยโชว์ให้ดูในบทความเรื่อง LTF ไปก่อนหน้านี้ ไปดูที่ Sharpe Ratio ก็จะเห็นว่า กองทุนที่ให้ค่านี้สูงสุด 3 อันดับแรกก็คือ Aberdeen Smart Capital RMF และ Bualuang Equity RMF และ Bualuang Flexible RMF (บัวหลวง ติด 2 ใน 3 เบยยย) ในขณะที่ ถึงแม้ ที่หนึ่งของ RMF จะเป็นกอง Krungsri Dividend Stock RMF ของกรุงศรี แต่ก็ให้ค่า Sharpe Ratio ต่ำกว่า ส่วนที่ไม่มีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 10 ปีให้ดู ก็เพราะ กองทุนนั้นตั้งมายังไม่ถึง 10 ปีครับ
สรุปประเด็นที่อยากจะสื่อก็คือ RMF นั้น ตอบโจทย์เงินออมเพื่อการเกษียณ ซึ่งมีความสำคัญมากๆสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่บั้นปลายจะไม่มีรายได้เข้ามา อีกทั้งกลไกและเงื่อนไขกองทุน RMF มันบีบให้เราลงทุนระยะยาว ซึ่งจะทำให้นักลงทุนได้ประโยชน์สูงสุดจริงๆ ตามหลักการลงทุนแบบ Value Investing โดยใช้ประโยชน์จากระยะเวลาการลงทุน และหลักการของดอกเบี้ยทบต้น สุดท้าย ผลการดำเนินงานกองทุน RMF เจ๋งๆก็มีให้เลือกลงทุน
รู้อย่างงี้ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ อย่าลืมใส่เงินเข้า RMF กันด้วยนะครับ

พ่อ ขอตังค์ 2 พัน ผมจะออกไปเที่ยว

“พ่อ ขอตังค์ 2 พัน ผมจะออกไปเที่ยว!”
ผมพูดออกไปโดยที่ตายังเพ่งมองไปที่หน้าจอทีวีอยู่
“เมื่อวานพ่อเพิ่งให้แกไม่ใช่เหรอ? อย่าบอกนะว่าใช้ไปหมดแล้ว?” พ่อถามด้วยน้ำเสียงที่เอือมระอา
“แล้วจะให้หรือเปล่า? ถ้าไม่ให้ ผมจะไปวิ่งราวชาบ้านเองก็ได้!”
พูดเสร็จ ผมก็ยกเท้าพาดขึ้นบนโต๊ะ
“อย่านะ!” สิ้นเสียง พ่อก็เอามือล้วงไปในกระเป๋ากางเกงพร้อมกับหยิบแบงค์ร้อยออกมาหลายใบ เตรียมนับให้ผม ผมเดินไปหาพ่อพร้อมกับคว้าเงินในมือที่พ่อมีมากำไว้ทั้งหมด จากนั้นก็วิ่งออกบ้านไป
จากนั้นผมก็ควบมอเตอร์ไซค์ที่พ่อซื้อให้ตรงดิ่งไปหาเพื่อนๆ ที่โต๊ะสนุก
“พ่อเอ็งทำงานอะไรวะ ทำไมมีเงินให้แกใช้ทุกวันเลย วันหนึ่งก็ไม่ใช่น้อยๆ”
เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้น
ผมกลัวเพื่อนถามอาชีพของพ่อมาก เพราะผมอาย ผมจะบอกเพื่อนๆได้ยังไงว่าพ่อของผมเร่ขายไส้กรอกตามคลับบาร์และหน้าร้านมินิมาร์ททั่วไป
ผมอยู่ที่โต๊ะสนุกกับเพื่อนๆ จนถึงตีสาม หลังจากตกลงกันว่าจะไปต่อที่คาราโอเกะก็พากันเดินลงมา จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งเหมือนกำลังข่มขู่ใครอยู่
“ตกลงมึงจะจ่ายไหม แค่ 2 พัน มึงจะให้หรือไม่ให้?
ไม่ให้เดี๋ยวกูเอามึงตาย ไอ้แก่นี่วอนซะแล้ว!”
“นี่มันเงินของฉัน ฉันหามาด้วยความยากลำบาก พวกแกจะมารีดไถฉันได้ยังไง มือเท้าก็ดีทำไมไม่ไปหางานทำกัน มาขู่ฉันมากๆเดี๋ยวฉันจะไปแจ้งตำรวจให้มาจับพวกแกไปนอนกินข้าวแดงในคุกละไม่ว่า!”
สิ้นเสียงของชายคนนั้น ก็ได้ยินเสียงของชายคนแรกตะโกนว่า
“มึงอยากตายใช่ไหม? ได้ กูให้สิทธิ์มึงเดี๋ยวนี้ไม่ต้องรอคิว!”
“ตุ๊บ เพล๊ง” เสียงเหมือนขวดเบียร์ทุบกับอะไรสักอย่างหนึ่งดังขึ้นมา
พอพวกผมเดินลงมาถึงชั้นล่าง ก็เห็นวัยรุ่นรุ่นกลุ่มหนึ่ง กำลังรุมทำร้ายชายวัยกลางคนๆหนึ่ง เด็กวัยรุ่นทั้งเตะทั้งต่อยทั้งกระโดดถีบ และอีกคนหนึ่งก็ถือขวดเบียร์กระหน่ำตีไปที่ร่างของชายคนนั้น ที่ตอนนี้แน่นิ่งอยู่กับที่ แต่มือของเขาก็กำอะไรบางอย่างไว้ไม่ยอมปล่อยมือ
“เฮ้ย อย่าไปเสือกเลย เดี๋ยวเหนื่อยเปล่า ไปร้องคาราโอเกะดีกว่า เพลินกว่ากันเยอะ” เพื่อนผมฉุดแขนผมให้เดินออกมาไม่ให้เข้าไปยุ่งกับกลุ่มอันธพาลนั้น
ก่อนที่ผมจะเดินออกมา ผมอดไม่ได้ที่จะมองไปที่ชายวัยกลางคนที่นอนอยู่กับพื้นนั้น เพราะรถพ่วงขายไส้กรอกที่คุ้นตาซะเหลือเกิน เมื่อผมเพ่งมองดีๆ นั่นมันพ่อผมนี่นา!
ผมตะลึงมองพ่อที่ถูกเตะถูกเหยียบอยู่กับพื้น มือกำเงินไว้แน่นไม่ยอมให้พวกอันธพาลแกะเอาไป อยู่ๆก็นึกถึงพ่อที่เอาเงินให้ผมใช้ทีละ2-3พันโดยไม่ปริปากด่าว่าอะไร แต่ตอนนี้ เงินแค่ 2 พัน พ่อกลับไม่ยอมให้พวกมัน กลับยอมที่จะเอาชีวิตเข้าแลก
ผมตะโกนว่า “พ่อ!” ผมไม่อายใครอีกแล้ว จากนั้นก็วิ่งเข้าไปหาพ่อ พร้อมเอาตัวกำบังร่างของพ่อที่ปกติผมไม่เคยใส่ใจหรือแยแสใดๆ ผมยอมให้พวกอันธพาลทั้งเตะทั้งถีบ แต่ความรู้สึกเจ็บที่กายนั้น ไม่เท่ากับความรู้สึกเจ็บที่ใจในตอนนี้ได้เลย ผมทำไมทำสิ่งเลวๆกับพ่อได้ถึงเพียงนี้
โชคดีที่เพื่อนๆของผมเข้ามาช่วยไว้ ไอ้เด็กพวกนั้นจึงพากันวิ่งหนีเตลิดไป ครู่ต่อมาตำรวจก็เข้ามาควบคุมสถานการณ์ ผมมองไปที่ร่างของพ่อ ตอนนี้มีเลือดไหลออกจากศีรษะของพ่อ และตอนนี้พ่อก็สลบไปไม่รู้สึกตัว
“ใครก็ได้เรียกรถพยาบาลให้ผมด่วน พ่อผมเสียเลือดมาก ช่วยพ่อของผมด้วย!”
ผมอุ้มพ่อขึ้นรถพยาบาลและนั่งอยู่ข้างๆพ่อ ในมือของพ่อยังกำเงินไว้แน่น
ผมร้องไห้ออกมา
“สิ่งศักดิ์สิทธิ์โปรดคุ้มครองพ่อของผมด้วย ถ้าพ่อผมไม่เป็นอะไร ผมจะกลับตัวกลับใจ ผมจะไม่ทำให้พ่อต้องลำบากอย่างนี้อีก สิ่งศักดิ์สิทธิ์โปรดช่วยพ่อผมด้วยเถิด ผมขอร้อง!”
จู่ๆ พ่อก็สำลักและค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาดูอย่างงๆ
“พ่อ!” ผมจับมือพ่อไว้แน่น
“นี่มันที่ไหน?”
“อยู่บนรถพยาบาล เมื่อกี้พ่อสลบไป” ผมไม่รู้จะพูดอะไร ภาพนั้นยังติดตาผมอยู่
พ่อค่อยๆ ยกมือขึ้น มองเงินในมือ
“วิท... นี่เงินที่พ่อขายไส้กรอกได้คืนนี้ รับไปสิ เดี๋ยวกลับบ้านลูกไปซื้ออะไรกิน พ่อยังไม่หิว! ”
คำพูดของพ่อกระแทกใจของผมอย่างรุนแรงเหลือเกิน ผมก้มลงกอดพ่อไว้ น้ำตาผมไหลอาบสองแก้ม ผมร้องไห้อย่างไม่อายพี่ๆ ที่นั่งอยู่บนรถ ผมพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือก่อนที่พ่อจะหมดแรงและหลับตาลงอย่างช้าๆ อีกครั้งว่า...."พ่อครับ....ผมขอโทษ"
......
กว่าลูกจะสำนึกผิดได้ เกือบต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป
หลายๆคนยังเข้าใจว่าพ่อแม่หาเงินมาให้ลูกๆไว้ใช้จ่ายได้โดยไม่ยาก ใครจะรู้ว่าพ่อแม่บางคนต้องตรากตรำทำงานอย่างนัก เลือดตาแทบกระเด็น อดมื้อกินมื้อ ต้องเก็บออมกันทั้งพ่อและแม่ บางทีก็ต้องทำงานรับจ้างอย่างอื่นเพิ่ม เพื่อหล่อเลี้ยงครอบครัว นี้ก็ใกล้เปิดเทอมอีกแล้ว คงมีอีกหลายๆครอบครัวต้องกู้หนี้ยืมสิน หวังเป็นค่าชุดค่าเทอมให้กับลูกได้ร่ำเรียนหนังสือ กว่าที่ลูกๆ จะเข้าใจความเหนื่อยยากลำบากของพ่อแม่ บางทีมันก็อาจสายเกินไป.... อย่าให้ความหวังสุดท้ายของท่านต้องพังทลาย เพราะการใช้ชีวิตของลูกๆ ในทางที่ผิดอีกเลย
1 แชร์ คือ1 ธรรมทาน. (เผื่อลูกๆหลานๆที่เดินทางผิดได้อ่านเจอ)
ขอบคุณข้อความดีๆ จากนุสนธิ์บุคส์

ลูกขัดแย้งกันต้องจัดการ ถ้าปล่อยผ่านจะกินลึก

แม่สอนลูกเสมอว่า..
พี่ ๆ น้อง ๆ ขัดแย้งกันได้แต่ต้องให้ "จบ" หมายถึงทุกเรื่องที่ขัดแย้งต้องหาจุดลงเอยให้ได้ ถ้าลงเอยกันเองได้เป็นดีที่สุด แต่ถ้าหาลานลงไม่ได้ หาจุดลงตัวไม่เจอก็ต้องบอกพ่อแม่ให้ช่วยจัดการ ไม่เช่นนั้นจะ "ค้างใจ"
แม่ว่า..
แม้นเป็นเรื่องความขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ถ้าสะสมนานเข้าก็จะกลายเป็นปมที่เขื่อง..เรื่องจะไม่จบ พอมีความขัดแย้งครั้งใหม่ เรื่องเก่า ๆ จะมาสมทบ กระพือให้ความขัดแย้งนั้นรุนแรงขึ้น แล้วอาจจะจะต่อไปเรื่องอื่น ๆ อีกอย่างนึกไม่ถึง
อย่างเช่น..
เมื่อสมัยก่อน บ้านเราต้องซื้อน้ำจากชาวบ้าน หาบละ 2 บาทเพื่อมาดื่มมาใช้ เพราะที่หมู่บ้านยังไม่มีประปา และบ้านเราก็อยู่ห่างจากแม่น้ำแควน้อย เราเสียเงินค่าน้ำวัน ๆ มิใช่น้อย พ่อจึงขุดบ่อน้ำลึก กว่า 20 เมตร ให้พี่ยัณห์ และพี่หนุ่ยรับผิดชอบในการโยกน้ำขาย หาบละ 1 บาท ซึ่งกิจกรรมนี้ทำรายได้พอเป็นค่าขนมให้บ้านเราได้เป็นอย่างดี
วันหนึ่ง..
สองหนุ่ม(น้อย) ก็ออกไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ช่วงเวลาที่น้องนั้นโยก พี่ก็เลยเย้า แรก ๆ ก็หัวเราะกันคิก ๆ คัก ๆ ซักพักแม่ได้ยินเสียงร้องไห้ จึงรีบวิ่งไปดู เห็นน้องกระโดดเตะพี่ พี่ไม่โต้ตอบ ได้แต่รับหมัด พร้อมปัดป้องมือตีนน้องเป็นพัลวัน
แม่ไม่ฟังอีราค่าอีรม..
เห็นปุ๊บ คว้าไม้ขัดหม้อข้าวปั๊บ ปรี่ถึงตัวลูกชายทั้ง 2 แล้วฟาดไม่เลือกพี่เลือกน้องจนสงบลงได้ ซักไซ้ได้ความว่า ด้วยความเอ็นดูของพี่ที่อยากจะเย้าน้อง ดันไปจับ “กระเจี๊ยว” น้องเข้าให้ ไอ้น้องก็ไม่รู้ว่าพี่หยอก กระโดดเตะผางทันที
แม่ไม่พิจารณาว่าใครถูกใครผิด ได้แต่บอกลูกทั้งสองว่า..
“แม่ไม่ชอบเห็นและไม่อยากรับรู้ว่าลูก ๆ ทะเลาะกัน เป็นพี่เป็นน้องกันอย่าให้แม่เห็นว่าทะเลาะเบาะแว้งหรือขัดแย้งกัน ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลังพ่อแม่ ก็ห้ามเด็ดขาด มีอะไรต้องพูดกันดี ๆ ใช้ปัญญา อย่าใช้อารมณ์ ใช้ความรัก อย่างใช้ความหลง..หลงอารมณ์โกรธ พี่ ๆ น้อง ๆ ต้องให้อภัยกัน พี่ต้องเสียสละให้น้อง น้องต้องเชื่อฟังพี่เหมือนเชื่อฟังพ่อแม่”
แม่เน้นย้ำเสมอว่า..
ลูกต้องรักใคร่ปรองดองกัน ไม่แย่งกัน ไม่รังแกกัน และไม่ทำให้กันและกันต้องอับอาย
กระซิบ..กระซิบ
แม่เป็นแม่ประเภท..รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี..
หลายครั้งที่ลูกทำผิดคิดพลาดซ้ำ ๆ ในเรื่องเดิม ๆ แม่จะตี..ตีเพื่อสอนให้ลูกรู้ที่ทำนั้นมันไม่ดี..ว่าแม่ไม่ชอบ หยุดทำซะ ไม่เช่นนั้นจะติดจนเป็นนิสัย
รักแม่เป็นที่สุด

โตแค่ไหน..ใจแม่ก็ห่วง

โตแค่ไหน..ใจแม่ก็ห่วง
แม่บอกลูกทุกคนเสมอว่า..
ทุกย่างก้าวที่แม่เฝ้าสอนให้ลูกทำทุกอย่างที่ผ่านการคิดและไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน รอบคอบด้วยสติและปัญญา แล้วจนเห็นว่าสมควรแล้วจึงกระทำ แม้เมื่อทำแล้วลูกต้องพร้อมยอมรับผิดชอบส่วนที่เกิดขึ้น ด้วยตัวของลูกเอง
ถึกระทั่งถึงวันที่ลูกน้อยหอยขมทุกตัวเติบใหญ่ได้ดี
ความรู้สึกของแม่ก็ยังห่วงลูกเสมอ ห่วงอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเมื่อยังครั้งเยาว์วัย หรือเติบใหญ่ ออกไกลไปใช้ชีวิตพ้นอกเพื่อสร้างครอบครัวและวิถีชีวิตของตนเองแล้ว แต่แม่ก็ยังห่วงเสมือนว่าลูกทุกคนนั้นยังเป็นลูกตัวน้อย ๆ ที่ต้องการความอบอุ่นจากวงแขนแม่
แม่ก็รู้นะว่าลูกโตมากแล้ว แต่ความเป็นแม่ก็อดที่จะซ้ำแซะซ้ำซากถามไถ่ ถึงความเป็นไปในชีวิตลูก ๆ อย่างห่วงใย ในทุก ๆ เรื่องและทุกเวลาที่นึกอยากจะถามไม่ได้ ซึ่งอาจจะสร้างความจุกจิกจู้จี้กวนใจ วุ่นวายกับชีวิตประจำวันของลูก ด้วยเพราะแม่อาจจะห่วงใยเกินไป แต่จะทำอย่างไรได้เล่าก็แม่รักลูกนี่..รักเหลือเกินแล้ว
แม่ว่า..
คำว่า “ครอบครัว” นั้นมิได้หมายว่า ทุกคนต้องอยู่รวมกันอย่างพร้อมเพรียง พร้อมหน้าพร้อมตา แม้นบางครั้งใครคนใดคนหนึ่งต้องขาดหายร้างไร้ไป เพราะอยู่ไกลหรือติดภารกิจที่ไม่อาจเหวี่ยงให้หลุดจากวงจรชีวิตช่วงนั้นได้ แต่เราทุกคนก็รักกัน และมีความเอื้ออาทรต่อกันไม่คลาย ที่สำคัญความเป็นครอบครัวก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมมิได้แตกสลายสูญหายไปไหน
สิ่งหนึ่งที่แม่รักและดีใจเป็นที่สุด คือ ลูก ๆ ของแม่รักกัน ไม้ไผ่ชีวิตลำนี้ไม่มีเสียสักปล้อง…
เห็นได้จากการอยู่รวมกันพร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัว ลูก ๆ มีแต่ความกลมเกลียวรักใคร่ใยดีกันอย่างอบอุ่น ไม่เห็นความขัดแย้ง หรือทำร้ายความรู้สึกใด ๆ ต่อกัน แม้นว่าแต่ละคนแยกย้ายไปใช้ชีวิตตามวิถีทางความคิดที่แตกต่างกัน แต่การกลับมาอยู่รวมกันในแต่ละครั้ง ไม่เคยมีบรรยากาศแห่งความแปลกแยกต่อกัน
ก่อนแม่สิ้น แม่บอกลูก ๆ ว่า…
แม่เฝ้ามองลูก ๆ แล้วได้แต่คิด
“ลูกเอ๋ย..เมื่อลูกเล็ก ๆ แม่ยึดครองลูกไว้ได้ กอดรัดกระหวัดไว้เป็นของแม่แต่เพียงผู้เดียว วันนี้ลูกเติบใหญ่พอที่จะก้าวเดินไปตามทางที่ตนเองเลือก ด้วยตนเองแล้ว แม่ไม่สามารถยึดครองลูกไว้ได้อีก แต่แม่ก็มีสุขมากนักแล้ว ที่ช่วงหนึ่ง แม่เป็นเจ้าของตุ๊กตาตัวงาม ตัวน้อย ๆ ทั้งแปดตัวที่ทำได้ ทั้งหัวเราะ ร้องไห้ และโยเยกวนใจ”
แม่รักลูกและลูกก็รักแม่เป็นที่สุด

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เปิดพอร์ต 5 กองเฮลธ์แคร์มาแรง ลงทุนรับกระแสใส่ใจสุขภาพ

 เปิดพอร์ต 5 กองเฮลธ์แคร์มาแรง ลงทุนรับกระแสใส่ใจสุขภาพ
เปิดพอร์ตกองทุนต่างประเทศ 5 กองทุนเด่น เน้นลงทุนธุรกิจเฮลธ์แคร์ทั่วโลก สอดรับกระแสคนหันใส่ใจสุขภาพและโครงสร้างประชากรโลกเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ สร้างผลตอบแทนระยะยาวพร้อมรับเงินปันผลต่อเนื่อง
ธุรกิจ Healthcare ถือว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวโน้มประชากรโลกที่กำลังเข้าสู่วัยชราและมีอายุยืนยาวขึ้น รวมถึงกระแสที่คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและการดูแลสุขภาพมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก
ในประเทศไทยทางเลือก Healthcare ยังมีค่อนข้างน้อย ดังนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้มีตัวเลือกที่หลากหลาย และกระจายความเสี่ยงการลงทุน บลจ.จึงมีการเสนอทางเลือก ผ่านกองทุนต่างประเทศ หรือ FIF (Foreign investment Fund) ซึ่งมีทั้งกองทุนในรูปแบบของ Feeder Fund และ Fund of Fund ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 5 กองทุน
::::::::::::::::::::::::::::::::::::
1. กองทุน BCARE Super Sector แห่งทศวรรษ
สำหรับกองทุนเฮลธ์แคร์ที่ตั้งขึ้นมากองแรกของประเทศไทย คือ กองทุนเปิดบัวหลวงโกลบอลเฮลธ์แคร์ หรือ BCARE ภายใต้การจัดการของ บลจ.บัวหลวง จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ Wellington’s Global Health Care Equity Portfolio Class A : WGH เป็นกองทุนหลักเพียงกองทุนเดียว (Master Fund) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุน BCARE เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวและไม่มีนโยบายการจ่ายเงินปันผล
กองทุนหลักบริหารโดย Wellington Management Portfolio (Dublin) Plc. Global Health Care Equity Portfolio มีนโยบายลงทุนในหุ้นของ Health Care Sector ทั่วโลก โดยเน้น 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ยาและเภสัชกรรม ไบโอเทค อุปกรณ์การแพทย์ และบริการทางสุขภาพ และมีการ กระจายการลงทุนใน 3 ภูมิภาค คือ ทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปยุโรป และทวีปเอเชีย
โดย บลจ.บัวหลวง มีมุมมองว่า อุตสาหกรรม Health Care เป็น Sector ที่มีบทบาทสำคัญมากในระบบเศรษฐกิจโลก และเป็น Sector ที่รัฐบาลทุกประเทศให้ความสำคัญในการกำหนดงบประมาณภาครัฐเนื่องจากพรรคการเมืองจำเป็นต้องสนับสนุนสวัสดิการพื้นฐานของประชาชน และยังเป็น “Super Sector” ของทศวรรษ เนื่องจากได้รับประโยชน์จาก สัดส่วนของกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้บริการทางการแพทย์และสุขภาพต้องขยายตัวเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังได้ประโยชน์จากการเกิดโรคร้ายและโรคแปลกใหม่ รวมถึงความเสื่อมถอยของสภาวะแวดล้อมและสาธารณูปโภค เช่น มลพิษทางน้ำ จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้อัตราค่ารักษาพยาบาลปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม Health Care และย่อมจะทำให้หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมมีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคต
อีกทั้งจากการศึกษาพบว่า จำนวนประชากรโลกในปี 2050 หรือ อีก 36 ปีข้างหน้า จะมีอายุขัยเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้นจาก 67 ปี เป็น 76 ปี และจะมีสัดส่วน
ประชากรสูงวัยเพิ่มจาก 10% เป็น 50% ของประชากรโลก
ทั้งนี้ กองทุนหลักมีการลงทุนในภูมิภาคอเมริกาเหนือในสัดส่วนสูง เนื่องจากหุ้นกลุ่ม Health Care ที่มีคุณภาพส่วนใหญ่จะจดทะเบียนซื้อขายในอเมริกาเหนือซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของธุรกิจนี้โดยที่มีลักษณะเป็น Global Company ที่มียอดขายกว่า 50% มาจากต่างประเทศ และมีส่วนของยอดขายที่มาจากตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หากแยกการลงทุนตามกลุ่มธุรกิจย่อย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2557 จะพบว่ากองทุน Wellington Management Portfolios (Dublin) Plc. Global Health Care Equity Portfolios มีการกระจายลงทุนในหุ้นกลุ่ม Biopharma Ceuticals 58.1%, Health Care Services 26.6% และ Medical Technology 15.3%
ด้านผลการดำเนินงานของกองทุน BCARE ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2557 มีผลตอบแทนย้อนหลังช่วงเวลา 3 ปี อยู่ที่ 114.69% ส่วนช่วงเวลา 1 ปี อยู่ที่ 26.26% โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) อยู่ที่ 1,650.57 ล้านบาท และมีมูลค่าหน่วยลงทุน 22.9584 บาท
::::::::::::::::::::::::::::::::::::
2. กองทุน PHATRA GHC กระจายลงทุนใน ETF
กองทุนที่สองคือ กองทุนเปิดภัทร โกลบอล เฮลธ์แคร์ หรือ PHATRA GHC บริหารจัดการโดย บลจ.ภัทร จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2551 โดยกองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มช่องทางการลงทุนให้แก่ผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ ในภาคอุตสาหกรรม และบริการที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ สุขภาพและการรักษาพยาบาล (Health Care Industry) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มการเติบโตสูง
สำหรับกองทุน PHATRA GHC มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนหรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหน่วยลงทุน โดยเฉลี่ยในรอบปีไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม โดยเน้นกระจายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศประเภท Equity ETF ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนตามความเคลื่อนไหวของดัชนีอุตสาหกรรมและการบริการที่เกี่ยวกับ การแพทย์ เภสัชกรรม สุขภาพ การรักษาพยาบาลและเทคโนโลยีชีวภาพ (Health Care Industry) ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกกองทุนนี้จึงมีลักษณะเด่นอยู่ที่การกระจายการลงทุนไปยังกองทุน ETF หลายกองทุน และในหลายภูมิภาค จึงช่วยลดความเสี่ยงประเภท Country Risk
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรกของกองทุน ได้แก่ พาวเวอร์แชร์ไดนามิก ฟาร์มาซูติคอล พอร์ต โฟลิโอ (PJP) 19.90%, เอสพีดีอาร์ เอสแอนด์พี ฟาร์มาติคอล อีทีเอฟ (XPH) 19.08%, ไอแชร์เอสแอนด์พี โกลบอล เฮลธ์แคร์เชคเตอร์ (IXJ) 15.05%, ไอแชร์แนสแด็กซ์ ไบโอเทค อินเด็กซ์ (IBB US) 14.96% และไอแชร์ดาวโจนส์ ยูเอส เมดดิคอล ดีไลซ์ (IHI) 11.99%
ด้านผลการดำเนินงานของกองทุน PHATRA GHC ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2557 มีผลตอบแทนย้อนหลังช่วงเวลา 3 ปี อยู่ที่ 105.0849% และช่วงเวลา 1 ปี อยู่ที่ 23.5443% โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) อยู่ที่ 38.50 ล้านบาท และมีมูลค่าหน่วยลงทุน 17.6453 บาท และกองทุนมีประวัติการจ่ายปันผลทั้งหมด 5 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 3.20 บาท
::::::::::::::::::::::::::::::::::::
3. กองทุน KF-HEALTHD คัดหุ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ
กองทุนที่สามคือ กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลเฮลธ์แคร์อิควิตี้ปันผล หรือ KF-HEALTHD ที่อยู่ภายใต้การบริหารของ บลจ.กรุงศรี โดย จัดตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 1 สิงหาคม 2557 ซึ่งกองทุนนี้จะลงทุนในกองทุนหลัก JP Morgan Global Healthcare Fund เน้นลงทุนในกลุ่มธุรกิจ Healthcare ชั้นนำทั่วโลก ทั้งบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ เวชภัณฑ์ เทคนิคการแพทย์ และบริการด้านสุขภาพ ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่มีความจำเป็นต่อประชากรทั่วโลก และมุ่งสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
สำหรับกองทุนหลัก JP Morgan Global Healthcare เป็นกองทุนที่มีผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่อง บริหารโดยผู้จัดการกองทุนมีประสบการณ์และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Healthcare เนื่องจากประสบการณ์ด้านการลงทุนและการเลือกหุ้นเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกหุ้นที่ถูกต้องในกลุ่มธุรกิจ Healthcare ที่มีความซับซ้อนนอกจากนี้ ยังใช้การวิเคราะห์แบบ Bottom-up เพื่อแสวงหามูลค่าที่แท้จริงของบริษัทในระยะยาว
ด้านสัดส่วนการลงทุนในภูมิภาคต่างๆ จากข้อมูล ณ วันที่ 28 พ.ย. 2557 กองทุนมีการลงทุนส่วนใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา 62.50% อันดับรองลงมาเป็นสวิตเซอร์แลนด์ 11.30% และสหราชอาณาจักร 7.20% ส่วน Sector ที่ลงทุนยังคงลงทุนในหุ้นกลุ่มเวชภัณฑ์ประมาณ 50% กลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ 26% กล่มบริการด้านสุขภาพ 12% และกลุ่มเทคนิคการแพทย์ 10%
ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนหลักมีมุมมองต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพว่า เป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนแข็งแกร่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ราคาหุ้นโดยรวมถือว่าไม่ถูกแล้วหากประเมินตามมูลค่า ณ ปี 2014 อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี 2015 และ 2016 หุ้นกลุ่มนี้จะมีการเติบโตของรายได้กว่า 20% และการเติบโตของผลประกอบการกว่า
จุดแข็งของการทุนนี้อยู่ที่กลยุทธ์การเลือกหุ้น โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน Healthcare ถึง 10 คนโดยในนี้มีแพทย์ 2 คน ซึ่งมีประสบการณ์การลงทุนเฉลี่ย 15 ปีในอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมีการเข้าพบผู้บริหารในทุกบริษัททั้งที่กองทุนลงทุนและไม่ได้ลงทุน เพื่อประเมินหามูลค่าของแต่ละบริษัทในระยะยาว
ด้านการดำเนินงานของกองทุน KF-HEALTHD ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2557 มีผลการดำเนินงานย้อนหลังเวลา 3 เดือน อยู่ที่ 6.67% และตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมีผลการดำเนินงานอยู่ที่ 13.42% โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) อยู่ที่ 3,387 ล้านบาท และมีมูลค่าหน่วยลงทุน 10.9368 บาท ทั้งนี้กองทุนมีนโยบายการจ่ายปันผลไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง ในอัตราไม่ต่ำกว่า 10% ของกำไรสุทธิหรือกำไรสะสม
::::::::::::::::::::::::::::::::::::
4. กองทุน MS-HCARE จ่ายปันผล / สะสมมูลค่า
สำหรับกองทุนที่สี่คือ กองทุนเปิด แมนูไลฟ์ สเตร็ง เฮลธ์แคร์ เอฟไอเอฟ หรือ MS-HCARE ภายใต้การบริหารจัดการของ บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2557 มีกองทุนหลัก คือ MGF-Healthcare Fund ซึ่งจะลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นของกลุ่มบริษัทวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ (Health Sciences Companies) อักทั้งยังมีลักษณะพิเศษโดยมีการแบ่งชนิดหน่วยลงทุนเป็นสองชนิด ได้แก่ ชนิดสะสมมูลค่า (MS-HCARE-A) และชนิดจ่ายเงินปันผล (MS-HCARE-D) เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของนักลงทุนแต่ละบุคคล
โดยความเห็นของผู้จัดการกองทุนหลักมองว่า ผลตอบแทนที่ดีของกองทุนมาจากองค์การบริหารจัดการระบบยา (Pharmacy Benefit Management Organization) และบริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ ขณะที่หุ้นบริษัทเทคโนโลยีชีวิภาพ (Biotechnology) กลับให้ผลตอบแทนที่เป็นลบ เช่นเดียวกับหุ้นไบโอเทคตัวอื่นๆ
ด้านกลุ่มแพทย์ (Healthcare) โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มย่อยเทคโนโลยีชีวภาพให้ผลตอบแทนที่ดีตลอดสามปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 ผู้จัดการกองทุนหลักเชื่อว่า หุ้นกลุ่มไบโอเทคจะเป็นหุ้นกลุ่มที่มีราคาสูงเกินมูลค่าจริง ดังนั้นผู้จัดการกองทุนหลักจะพยายามลดน้ำหนักการลงทุน (Underweight) ในหุ้นกลุ่มนี้ลง โดยจะบริหารพอร์ตอย่างระมัดระวังเพื่อให้มีการป้องกันผลกระทบเมื่อหุ้นปรับตัวลดลง (Downside Protection) และจะยังเลือกลงทุนในหุ้นที่เชื่อว่ามีมูลค่าสูง แต่ราคายังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ
ส่วนหลักทรัพย์ 5 อันดับแรกที่กองทุนหลักให้น้ำหนักการลงทุนสูงสุด ได้แก่ EXPRESS SCRIPTS HOLDING CO 6.81%, ABBVIE INC 5.23%, JOHNSON & JOHNSON 4.95%, BECTON DICKINSON AND CO 4.72% และ ROCHE HOLDING AGGENUSSCHEIN 4.59%
ด้านผลการดำเนินงานของกองทุน ณ วันที่ 23 ธันวาคม 2557 มีผลการดำเนินงานย้อนหลังช่วงเวลา 3 เดือน อยู่ที่ 8.91% และตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมีผลการดำเนินงานอยู่ที่ 11.84% โดยกองทุน MS-HCARE-A ชนิดสะสมมูลค่า มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) อยู่ที่ 79.88 ล้านบาท และมีมูลค่าหน่วยลงทุน 11.2161 บาท ส่วนกองทุน MS-HCARE-D ชนิดจ่ายเงินปันผลมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) อยู่ที่ 5.012 ล้านบาท และมีมูลค่าหน่วยงานลงทุน 11.2157 บาท
ทั้งนี้ ในส่วนของกองทุน MS-HCARE-D มีการจ่ายปันผลครั้งแรกมาแล้วในอัตรา 0.70 บาท ต่อหน่วย คิดเป็นผลตอบแทน 7.00% นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2557 โดยใช้ระย้เวลาเพียง 5 เดือน
::::::::::::::::::::::::::::::::::::
5. กองน้องใหม่ UOBSHC คาด Healthcare โต 15%
สำหรับกองทุนที่ห้าซึ่งเป็นกองทุนน้องใหม่ล่าสุดคือ กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท โกลบอล เฮลท์แคร์ ฟันด์ หรือ UOBSHC บริหารจัดการ โดย บลจ.ยูโฮบี (ประเทศไทย) จัดตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 9 กันยายน 2557 มีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลักคือ United Global Healthcare Fund ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดตั้ง และบริหารจัดการโดย UOB Asset Management Ltd. ประเทศสิงค์โปร์
ด้านกองทุนหลักบริหารโดย Wellington Management (Sub-Manager) ซึ่งเป็นบริษัทจัดการระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญการลงทุนใน Global Healthcare สร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นมาโดยตลอด ด้วยประสบการณ์เฉพาะในหุ้นกลุ่ม Global Healthcare มากกว่า 30 ปี และบริหารกองทุนด้วยกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อคัดเลือกหุ้น (Stock Selection) จากบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งทั่วโลก มีความสามารถในการแข่งขันสูง และลเอกซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าการประเมินอีกทั้งนักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า กลุ่มธุรกิจ Global Healthcare จะมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 15%
ด้านผลการดำเนินงานของกองทุน UOBSHC ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2557 มีผลการดำเนินงานย้อนหลังช่วงเวลา 3 เดือน อยู่ที่ 12.06% และตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมีผลการดำเนินงานอยู่ที่ 12.06% โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) อยู่ที่ 808.83 ล้านบาท และมีมูลค่าหน่วยลงทุน 11.2062 บาท ทั้งนี้ UOBSHC เป็นกองทุนที่ไม่มีนโยบายในการจ่ายเงินปันผล
มาเรียนรู้ด้านการลงทุน ต่อยอดสู่ความมั่งคั่งได้ที่ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เปิดให้บริการทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 08.30 - 21.00 น. ครับ
ติดตามความรู้ที่น่าสนใจ กิจกรรม และหนังสือใหม่ของห้องสมุดคลิกwww.maruey.com
::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ที่มา : วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2558

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

การเลือกคู่ต้องดูด้วยใจและใช้ปัญญาตัดสิน

การเลือกคู่ต้องดูด้วยใจและใช้ปัญญาตัดสิน
แม่เล่าให้ฟังว่า..
เมื่อวันหนึ่ง แม่ได้พบผู้ชายผอม ๆ ขาว ๆ คนหนึ่ง ที่แม้จะมีอาชีพเป็น "หมอ" และเป็นที่รักใคร่ของคนในละแวกบ้านก็ตาม แต่เพื่อนผองน้องพี่ต่างมองว่าเป็น “คนจรหมอนหมิ่น” ไม่รู้หัวนอนปลายตีน เพราะพลัดที่นาคาที่อยู่มาจากถิ่นอื่น
แม่ฟัง คิด และตัดสินใจด้วยตนเอง..
ผู้ชายคนนี้ มีวิถีชีวิตที่เมตตาต่อผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก ก้มหน้าก้มตารักษาคนไข้ได้เจ็บอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย และการดูแลรักษาก็มิใช่หวังเพียงแค่เงินเป็นค่าตอบแทนในการรักษาเป็นสำคัญ แต่ทำงานอย่างศรัทธาต่อวิชาชีพ ใครมีค่ารักษาให้ก็เอา ใครไม่มีให้ก็ไม่เป็นอะไร ด้วยมีความคิดที่ตั้งมั่นว่า เมื่อคนเจ็บไข้ได้ป่วยมาหา ก็ต้องเยียวยารักษาทุกคน ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะมีหรือไม่มีก็ตาม เพราะต่างก็เป็นชีวิตที่ต้องการมีชีวิตด้วยกันทั้งนั้น
แม่รักในวิถีเช่นนี้..
และเป็นเหมือนเทพอุ้มสม พรหมลิขิต หรือประกาศิตจากกามเทพ ที่ตัวแม่เองก็กระเสาะกระแสะ ออด ๆ แอด ๆ กับโรคประจำตัว จึงเป็นวิถีโคจรให้ชีวิตทั้งสองได้มาบรรจบพบพาน
ความรักของพ่อกับแม่จึงเริ่มต้นง่ายเหมือนฝัน เมื่อแม่เริ่มมองพ่ออย่างไม่เคยมองคนอื่นมาก่อน
แม่ว่า..
แล้วจะมีอะไรอีกเล่า เมื่อคนสองคนที่สามารถเข้าใจกันได้
วันที่พ่อกับแม่ตกลงใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นวันที่คน 2 คนต่างมั่นใจในการตัดสินใจเลือกกันและกัน….อย่างมีสติ ไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วว่าสมควร มันคือชีวิตที่คน 2 คนต่างเลือกเอง และถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้น คนทั้ง 2 คนนี้จะรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง
วันที่แม่ตกลงใจใช้ชีวิตอยู่กับพ่อ เป็นวันที่เรียบง่ายหากแต่สร้างความมั่นใจให้กับพ่อและอย่างเปี่ยมหวังเพราะแม่ได้ก้าวข้ามเส้นแห่งความกังวลวิตก มาใช้ชีวิตอยู่กับพ่อในห้องเช่าเล็ก ๆ ที่ใช้เป็นทั้งบ้าน และคลินิก
วิถีปฏิบัติของแม่..
แม่ปฏิบัติตามคำสอนและความเชื่อของยายที่ปฏิบัติต่อตา คือ ต้องตื่นก่อนและนอนที่หลังสามี ก่อนนอนให้กราบเท้าสามีทุกคืน เพื่อความเป็นศิริมงคลจะได้มีชีวิตที่ดี เจริญรุ่งเรืองทำมาหากินคล่อง
แม่ว่า..
แม้นแรก ๆ ไม่เห็นด้วยนัก แต่เสียงพร่ำสอนของยายยังดังก้องอยู่ในชีวิต แม่จึงทำ และทำอย่างมีความสุข เพราะได้ปฏิบัติด้วยใจ
ชีวิตคู่ของพ่อกับแม่จึงสงบสุข
รักพ่อรักแม่เป็นที่สุด


ตุ๊บปอง เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป