เปิดพอร์ต 5 กองเฮลธ์แคร์มาแรง ลงทุนรับกระแสใส่ใจสุขภาพ
เปิดพอร์ตกองทุนต่างประเทศ 5 กองทุนเด่น เน้นลงทุนธุรกิจเฮลธ์แคร์ทั่วโลก สอดรับกระแสคนหันใส่ใจสุขภาพและโครงสร้างประชากรโลกเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ สร้างผลตอบแทนระยะยาวพร้อมรับเงินปันผลต่อเนื่อง
ธุรกิจ Healthcare ถือว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวโน้มประชากรโลกที่กำลังเข้าสู่วัยชราและมีอายุยืนยาวขึ้น รวมถึงกระแสที่คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและการดูแลสุขภาพมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก
ในประเทศไทยทางเลือก Healthcare ยังมีค่อนข้างน้อย ดังนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้มีตัวเลือกที่หลากหลาย และกระจายความเสี่ยงการลงทุน บลจ.จึงมีการเสนอทางเลือก ผ่านกองทุนต่างประเทศ หรือ FIF (Foreign investment Fund) ซึ่งมีทั้งกองทุนในรูปแบบของ Feeder Fund และ Fund of Fund ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 5 กองทุน
::::::::::::::::::::::::::::::::::::
1. กองทุน BCARE Super Sector แห่งทศวรรษ
สำหรับกองทุนเฮลธ์แคร์ที่ตั้งขึ้นมากองแรกของประเทศไทย คือ กองทุนเปิดบัวหลวงโกลบอลเฮลธ์แคร์ หรือ BCARE ภายใต้การจัดการของ บลจ.บัวหลวง จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ Wellington’s Global Health Care Equity Portfolio Class A : WGH เป็นกองทุนหลักเพียงกองทุนเดียว (Master Fund) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุน BCARE เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวและไม่มีนโยบายการจ่ายเงินปันผล
กองทุนหลักบริหารโดย Wellington Management Portfolio (Dublin) Plc. Global Health Care Equity Portfolio มีนโยบายลงทุนในหุ้นของ Health Care Sector ทั่วโลก โดยเน้น 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ยาและเภสัชกรรม ไบโอเทค อุปกรณ์การแพทย์ และบริการทางสุขภาพ และมีการ กระจายการลงทุนใน 3 ภูมิภาค คือ ทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปยุโรป และทวีปเอเชีย
โดย บลจ.บัวหลวง มีมุมมองว่า อุตสาหกรรม Health Care เป็น Sector ที่มีบทบาทสำคัญมากในระบบเศรษฐกิจโลก และเป็น Sector ที่รัฐบาลทุกประเทศให้ความสำคัญในการกำหนดงบประมาณภาครัฐเนื่องจากพรรคการเมืองจำเป็นต้องสนับสนุนสวัสดิการพื้นฐานของประชาชน และยังเป็น “Super Sector” ของทศวรรษ เนื่องจากได้รับประโยชน์จาก สัดส่วนของกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้บริการทางการแพทย์และสุขภาพต้องขยายตัวเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังได้ประโยชน์จากการเกิดโรคร้ายและโรคแปลกใหม่ รวมถึงความเสื่อมถอยของสภาวะแวดล้อมและสาธารณูปโภค เช่น มลพิษทางน้ำ จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้อัตราค่ารักษาพยาบาลปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม Health Care และย่อมจะทำให้หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมมีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคต
อีกทั้งจากการศึกษาพบว่า จำนวนประชากรโลกในปี 2050 หรือ อีก 36 ปีข้างหน้า จะมีอายุขัยเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้นจาก 67 ปี เป็น 76 ปี และจะมีสัดส่วน
ประชากรสูงวัยเพิ่มจาก 10% เป็น 50% ของประชากรโลก
ทั้งนี้ กองทุนหลักมีการลงทุนในภูมิภาคอเมริกาเหนือในสัดส่วนสูง เนื่องจากหุ้นกลุ่ม Health Care ที่มีคุณภาพส่วนใหญ่จะจดทะเบียนซื้อขายในอเมริกาเหนือซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของธุรกิจนี้โดยที่มีลักษณะเป็น Global Company ที่มียอดขายกว่า 50% มาจากต่างประเทศ และมีส่วนของยอดขายที่มาจากตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หากแยกการลงทุนตามกลุ่มธุรกิจย่อย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2557 จะพบว่ากองทุน Wellington Management Portfolios (Dublin) Plc. Global Health Care Equity Portfolios มีการกระจายลงทุนในหุ้นกลุ่ม Biopharma Ceuticals 58.1%, Health Care Services 26.6% และ Medical Technology 15.3%
ด้านผลการดำเนินงานของกองทุน BCARE ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2557 มีผลตอบแทนย้อนหลังช่วงเวลา 3 ปี อยู่ที่ 114.69% ส่วนช่วงเวลา 1 ปี อยู่ที่ 26.26% โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) อยู่ที่ 1,650.57 ล้านบาท และมีมูลค่าหน่วยลงทุน 22.9584 บาท
::::::::::::::::::::::::::::::::::::
2. กองทุน PHATRA GHC กระจายลงทุนใน ETF
กองทุนที่สองคือ กองทุนเปิดภัทร โกลบอล เฮลธ์แคร์ หรือ PHATRA GHC บริหารจัดการโดย บลจ.ภัทร จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2551 โดยกองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มช่องทางการลงทุนให้แก่ผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ ในภาคอุตสาหกรรม และบริการที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ สุขภาพและการรักษาพยาบาล (Health Care Industry) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มการเติบโตสูง
สำหรับกองทุน PHATRA GHC มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนหรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหน่วยลงทุน โดยเฉลี่ยในรอบปีไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม โดยเน้นกระจายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศประเภท Equity ETF ที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนตามความเคลื่อนไหวของดัชนีอุตสาหกรรมและการบริการที่เกี่ยวกับ การแพทย์ เภสัชกรรม สุขภาพ การรักษาพยาบาลและเทคโนโลยีชีวภาพ (Health Care Industry) ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกกองทุนนี้จึงมีลักษณะเด่นอยู่ที่การกระจายการลงทุนไปยังกองทุน ETF หลายกองทุน และในหลายภูมิภาค จึงช่วยลดความเสี่ยงประเภท Country Risk
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรกของกองทุน ได้แก่ พาวเวอร์แชร์ไดนามิก ฟาร์มาซูติคอล พอร์ต โฟลิโอ (PJP) 19.90%, เอสพีดีอาร์ เอสแอนด์พี ฟาร์มาติคอล อีทีเอฟ (XPH) 19.08%, ไอแชร์เอสแอนด์พี โกลบอล เฮลธ์แคร์เชคเตอร์ (IXJ) 15.05%, ไอแชร์แนสแด็กซ์ ไบโอเทค อินเด็กซ์ (IBB US) 14.96% และไอแชร์ดาวโจนส์ ยูเอส เมดดิคอล ดีไลซ์ (IHI) 11.99%
ด้านผลการดำเนินงานของกองทุน PHATRA GHC ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2557 มีผลตอบแทนย้อนหลังช่วงเวลา 3 ปี อยู่ที่ 105.0849% และช่วงเวลา 1 ปี อยู่ที่ 23.5443% โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) อยู่ที่ 38.50 ล้านบาท และมีมูลค่าหน่วยลงทุน 17.6453 บาท และกองทุนมีประวัติการจ่ายปันผลทั้งหมด 5 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 3.20 บาท
::::::::::::::::::::::::::::::::::::
3. กองทุน KF-HEALTHD คัดหุ้นโดยผู้เชี่ยวชาญ
กองทุนที่สามคือ กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลเฮลธ์แคร์อิควิตี้ปันผล หรือ KF-HEALTHD ที่อยู่ภายใต้การบริหารของ บลจ.กรุงศรี โดย จัดตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 1 สิงหาคม 2557 ซึ่งกองทุนนี้จะลงทุนในกองทุนหลัก JP Morgan Global Healthcare Fund เน้นลงทุนในกลุ่มธุรกิจ Healthcare ชั้นนำทั่วโลก ทั้งบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ เวชภัณฑ์ เทคนิคการแพทย์ และบริการด้านสุขภาพ ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่มีความจำเป็นต่อประชากรทั่วโลก และมุ่งสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
สำหรับกองทุนหลัก JP Morgan Global Healthcare เป็นกองทุนที่มีผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่อง บริหารโดยผู้จัดการกองทุนมีประสบการณ์และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Healthcare เนื่องจากประสบการณ์ด้านการลงทุนและการเลือกหุ้นเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกหุ้นที่ถูกต้องในกลุ่มธุรกิจ Healthcare ที่มีความซับซ้อนนอกจากนี้ ยังใช้การวิเคราะห์แบบ Bottom-up เพื่อแสวงหามูลค่าที่แท้จริงของบริษัทในระยะยาว
ด้านสัดส่วนการลงทุนในภูมิภาคต่างๆ จากข้อมูล ณ วันที่ 28 พ.ย. 2557 กองทุนมีการลงทุนส่วนใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา 62.50% อันดับรองลงมาเป็นสวิตเซอร์แลนด์ 11.30% และสหราชอาณาจักร 7.20% ส่วน Sector ที่ลงทุนยังคงลงทุนในหุ้นกลุ่มเวชภัณฑ์ประมาณ 50% กลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ 26% กล่มบริการด้านสุขภาพ 12% และกลุ่มเทคนิคการแพทย์ 10%
ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนหลักมีมุมมองต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพว่า เป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนแข็งแกร่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ราคาหุ้นโดยรวมถือว่าไม่ถูกแล้วหากประเมินตามมูลค่า ณ ปี 2014 อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี 2015 และ 2016 หุ้นกลุ่มนี้จะมีการเติบโตของรายได้กว่า 20% และการเติบโตของผลประกอบการกว่า
จุดแข็งของการทุนนี้อยู่ที่กลยุทธ์การเลือกหุ้น โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน Healthcare ถึง 10 คนโดยในนี้มีแพทย์ 2 คน ซึ่งมีประสบการณ์การลงทุนเฉลี่ย 15 ปีในอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมีการเข้าพบผู้บริหารในทุกบริษัททั้งที่กองทุนลงทุนและไม่ได้ลงทุน เพื่อประเมินหามูลค่าของแต่ละบริษัทในระยะยาว
ด้านการดำเนินงานของกองทุน KF-HEALTHD ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2557 มีผลการดำเนินงานย้อนหลังเวลา 3 เดือน อยู่ที่ 6.67% และตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมีผลการดำเนินงานอยู่ที่ 13.42% โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) อยู่ที่ 3,387 ล้านบาท และมีมูลค่าหน่วยลงทุน 10.9368 บาท ทั้งนี้กองทุนมีนโยบายการจ่ายปันผลไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง ในอัตราไม่ต่ำกว่า 10% ของกำไรสุทธิหรือกำไรสะสม
::::::::::::::::::::::::::::::::::::
4. กองทุน MS-HCARE จ่ายปันผล / สะสมมูลค่า
สำหรับกองทุนที่สี่คือ กองทุนเปิด แมนูไลฟ์ สเตร็ง เฮลธ์แคร์ เอฟไอเอฟ หรือ MS-HCARE ภายใต้การบริหารจัดการของ บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2557 มีกองทุนหลัก คือ MGF-Healthcare Fund ซึ่งจะลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นของกลุ่มบริษัทวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ (Health Sciences Companies) อักทั้งยังมีลักษณะพิเศษโดยมีการแบ่งชนิดหน่วยลงทุนเป็นสองชนิด ได้แก่ ชนิดสะสมมูลค่า (MS-HCARE-A) และชนิดจ่ายเงินปันผล (MS-HCARE-D) เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของนักลงทุนแต่ละบุคคล
โดยความเห็นของผู้จัดการกองทุนหลักมองว่า ผลตอบแทนที่ดีของกองทุนมาจากองค์การบริหารจัดการระบบยา (Pharmacy Benefit Management Organization) และบริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ ขณะที่หุ้นบริษัทเทคโนโลยีชีวิภาพ (Biotechnology) กลับให้ผลตอบแทนที่เป็นลบ เช่นเดียวกับหุ้นไบโอเทคตัวอื่นๆ
ด้านกลุ่มแพทย์ (Healthcare) โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มย่อยเทคโนโลยีชีวภาพให้ผลตอบแทนที่ดีตลอดสามปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 ผู้จัดการกองทุนหลักเชื่อว่า หุ้นกลุ่มไบโอเทคจะเป็นหุ้นกลุ่มที่มีราคาสูงเกินมูลค่าจริง ดังนั้นผู้จัดการกองทุนหลักจะพยายามลดน้ำหนักการลงทุน (Underweight) ในหุ้นกลุ่มนี้ลง โดยจะบริหารพอร์ตอย่างระมัดระวังเพื่อให้มีการป้องกันผลกระทบเมื่อหุ้นปรับตัวลดลง (Downside Protection) และจะยังเลือกลงทุนในหุ้นที่เชื่อว่ามีมูลค่าสูง แต่ราคายังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ
ส่วนหลักทรัพย์ 5 อันดับแรกที่กองทุนหลักให้น้ำหนักการลงทุนสูงสุด ได้แก่ EXPRESS SCRIPTS HOLDING CO 6.81%, ABBVIE INC 5.23%, JOHNSON & JOHNSON 4.95%, BECTON DICKINSON AND CO 4.72% และ ROCHE HOLDING AGGENUSSCHEIN 4.59%
ด้านผลการดำเนินงานของกองทุน ณ วันที่ 23 ธันวาคม 2557 มีผลการดำเนินงานย้อนหลังช่วงเวลา 3 เดือน อยู่ที่ 8.91% และตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมีผลการดำเนินงานอยู่ที่ 11.84% โดยกองทุน MS-HCARE-A ชนิดสะสมมูลค่า มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) อยู่ที่ 79.88 ล้านบาท และมีมูลค่าหน่วยลงทุน 11.2161 บาท ส่วนกองทุน MS-HCARE-D ชนิดจ่ายเงินปันผลมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) อยู่ที่ 5.012 ล้านบาท และมีมูลค่าหน่วยงานลงทุน 11.2157 บาท
ทั้งนี้ ในส่วนของกองทุน MS-HCARE-D มีการจ่ายปันผลครั้งแรกมาแล้วในอัตรา 0.70 บาท ต่อหน่วย คิดเป็นผลตอบแทน 7.00% นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2557 โดยใช้ระย้เวลาเพียง 5 เดือน
::::::::::::::::::::::::::::::::::::
5. กองน้องใหม่ UOBSHC คาด Healthcare โต 15%
สำหรับกองทุนที่ห้าซึ่งเป็นกองทุนน้องใหม่ล่าสุดคือ กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท โกลบอล เฮลท์แคร์ ฟันด์ หรือ UOBSHC บริหารจัดการ โดย บลจ.ยูโฮบี (ประเทศไทย) จัดตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 9 กันยายน 2557 มีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลักคือ United Global Healthcare Fund ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดตั้ง และบริหารจัดการโดย UOB Asset Management Ltd. ประเทศสิงค์โปร์
ด้านกองทุนหลักบริหารโดย Wellington Management (Sub-Manager) ซึ่งเป็นบริษัทจัดการระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญการลงทุนใน Global Healthcare สร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นมาโดยตลอด ด้วยประสบการณ์เฉพาะในหุ้นกลุ่ม Global Healthcare มากกว่า 30 ปี และบริหารกองทุนด้วยกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อคัดเลือกหุ้น (Stock Selection) จากบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งทั่วโลก มีความสามารถในการแข่งขันสูง และลเอกซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าการประเมินอีกทั้งนักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า กลุ่มธุรกิจ Global Healthcare จะมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 15%
ด้านผลการดำเนินงานของกองทุน UOBSHC ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2557 มีผลการดำเนินงานย้อนหลังช่วงเวลา 3 เดือน อยู่ที่ 12.06% และตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมีผลการดำเนินงานอยู่ที่ 12.06% โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) อยู่ที่ 808.83 ล้านบาท และมีมูลค่าหน่วยลงทุน 11.2062 บาท ทั้งนี้ UOBSHC เป็นกองทุนที่ไม่มีนโยบายในการจ่ายเงินปันผล
มาเรียนรู้ด้านการลงทุน ต่อยอดสู่ความมั่งคั่งได้ที่ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เปิดให้บริการทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 08.30 - 21.00 น. ครับ
ติดตามความรู้ที่น่าสนใจ กิจกรรม และหนังสือใหม่ของห้องสมุดคลิก
www.maruey.com
::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ที่มา : วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2558