"ซื้อหุ้นเหมือนซื้อบ้าน"
บทความของวอร์เรน บัฟเฟตในนิตยสารฟอร์จูนต่อจากฉบับที่แล้วในเรื่องของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของเขาทั้งฟาร์มในรัฐเนบราสกาและอาคารสำนักงานให้เช่าในนิวยอร์ค“ราคาหุ้นที่ผันผวนในตลาดหุ้นไม่ได้ทำให้นักลงทุนที่แท้จริงสะทกสะท้าน เช่นเดียวกับราคาที่ดินที่เพื่อนบ้านตะโกนบอกซื้อขายที่ดินในละแวกฟาร์มของผมก็ไม่ได้ทำให้การลงทุนในฟาร์มของผมต้องเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ในความเป็นจริงตลาดหุ้นที่ตกต่ำอาจเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนตัวจริงถ้าเขามีเงินเหลือและราคาหุ้นลดลงไปมากกว่ามูลค่าที่เหมาะสม บรรยากาศของความกลัวในตลาดหุ้นคือเพื่อนที่ดีในการลงทุน ส่วนบรรยากาศโลกสวยอาจเป็นศัตรูตัวร้ายของนักลงทุน
ในช่วงวิกฤติซัพไพร์มในปี 2008 ผมไม่เคยคิดขายที่ดินที่ฟาร์มในรัฐเนบราสกาและอาคารสำนักงานในนิวยอร์คของผมเลยถึงแม้ว่าเศรษฐกิจตกต่ำกำลังจะคืบคลานเข้ามา และในเวลาเดียวกันถ้าผมถือหุ้นในบริษัทที่ดีมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งและมีอนาคต คงเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเลยที่ผมจะขายหุ้นนั้นไปในช่วงเวลาเช่นนั้น ทำไมผมต้องขายหุ้นบริษัทที่ดีเหล่านั้นออกไป จริงอยู่บางบริษัทอาจจะมีผลประกอบการที่แย่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำแต่บริษัทในพอร์ตรวมๆแล้วสามารถทำผลงานได้ดีอย่างแน่นอน
เมื่อผมและชาร์ลี มังเกอร์ตัดสินใจซื้อหุ้น ถึงแม้จะซื้อเพียงส่วนนึงของหุ้นของบริษัททั้งหมดแต่เราก็จะใช้การวิเคราะห์เหมือนกับเราซื้อกิจการนั้นทั้งบริษัท อันดับแรกเราจะดูว่าเรามีความสามารถในการทำนายผลประกอบการของบริษัทนั้นในอีกอย่างน้อยห้าปีข้างหน้าหรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ เราจะซื้อหุ้นนั้นเมื่อราคาหุ้นอยู่ในราคาที่เหมาะสมและต่ำกว่ามูลค่าของบริษัทที่เราประเมินได้ ถ้าเราพบว่าเราไม่สามารถประเมินผลประกอบการในอนาคตของบริษัทนั้นได้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น เราก็เพียงค้นหาหุ้นบริษัทอื่นๆต่อไป ในช่วงเวลา 54 ปีของการลงทุนของเรา เราไม่เคยใส่ใจในเศรษฐกิจมหภาค การเมืองหรือความคิดเห็นของคนอื่นๆ ในความเป็นจริงเราไม่เคยสนใจเรื่องเหล่านี้เลยในการตัดสินใจลงทุนของเรา
มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่เราต้องเข้าใจใน”ขอบเขตของความรู้” (Circle of Competence) ที่เรามีอยู่และพยายามไม่ออกนอกกรอบที่เรามีความรู้จริง ถึงแม้เราจะเคยทำผิดพลาดทั้งการลงทุนในหุ้นและบริษัทที่เราซื้อมา แต่ความผิดพลาดนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ใหญ่มากจนทำให้เราเกิดปัญหา เราไม่เคยไล่ราคาหุ้นหรือซื้อบริษัทในช่วงที่ราคากำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่หยุด
นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้ศึกษาธุรกิจที่จะลงทุนอย่างจริงจัง ถ้าพวกเขาฉลาดพอ เขาจะพบว่าพวกเขาไม่อาจคาดเดาผลประกอบการของธุรกิจนั้นในอนาคตได้ทุกบริษัท แต่ยังมีข่าวดีสำหรับนักลงทุนสมัครเล่นทั้งหลาย นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ธุรกิจ เพราะในภาพรวมธุรกิจของสหรัฐทำผลประกอบการได้ดีและคาดว่าจะทำได้ดีตลอดไป (ถึงแม้จะไม่ราบเรียบตลอดเวลา) ในศตวรรษที่ 20 ดัชนีดาวน์โจนส์เพิ่มขึ้นจาก 66 จุดเป็น 11,497 จุด ในศตวรรษที่ 21 ดัชนีจะต้องเพิ่มขึ้นกว่านี้มาก เป้าหมายของนักลงทุนสมัครเล่นนั้นไม่ใช่การเลือกหุ้นที่เป็นแชมเปี้ยนแต่เป็นการซื้อบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ด้วยการลงทุนในกองทุนดัชนี เช่น เอสแอนด์พี 500 ที่มีค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุนที่ต่ำ
นั่นเป็นเรื่องของ”ลงทุนอะไร”สำหรับนักลงทุนมือสมัครเล่น แต่เรื่อง”ลงทุนเมื่อไหร่”ก็เป็นสิ่งสำคัญ สิ่งที่อันตรายที่สุดคือนักลงทุนมือใหม่ส่วนใหญ่มักเข้าตลาดหุ้นในช่วงที่ตลาดกำลังเพิ่มขึ้นสูงสุดและเริ่มรับรู้ความจริงในโลกการลงทุนเมื่อราคาหุ้นลดต่ำลงจนขาดทุน วิธีแก้ไขคือนักลงทุนควรสะสมหุ้นไปเรื่อยๆในระยะยาวและไม่ขายเมื่อมีข่าวร้ายหรือราคาหุ้นลดต่ำลง นักลงทุนที่ไม่รู้อะไรเลยแต่กระจายความเสี่ยงและมีต้นทุนต่ำส่วนใหญ่จะทำผลตอบแทนได้ดีในระยะยาว นักลงทุนสมัครเล่นที่รู้จักตัวเองจะได้ผลตอบแทนดีกว่ามืออาชีพที่ไม่เข้าใจข้อเสียของตน
ถ้าเจ้าของที่ดินซื้อหรือขายที่ดินบ่อยๆ ราคาพืชผลและประสิทธิภาพของฟาร์มก็คงไม่ได้เพิ่มขึ้น สิ่งเดียวที่จะลดลงคือผลตอบแทนของฟาร์มแห่งนั้นเนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อขายไปมาของที่ดินผืนนั้น นักลงทุนทั้งสถาบันและรายย่อยได้รับการชักชวนให้ซื้อๆขายๆจากคนที่ได้รับประโยชน์จากการซื้อขายนั้น ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหรือค่าคอมมิชชั่นของโบรกเกอร์นั้นรวมๆแล้วเป็นจำนวนเงินที่มากเลยทีเดียวซึ่งทำให้ผลตอบแทนในการลงทุนลดลง ดังนั้นอย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกา รักษาค่าใช้จ่ายในการลงทุนให้ต่ำและให้ลงทุนในหุ้นเหมือนคุณซื้อบ้านหรือซื้อฟาร์มนั่นเอง
เครดิต (วิบูลย์ พึงประเสริฐ)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น